“มือหนึ่ง”​ ของบัฟเฟตต์ ผู้ถูกกล่าวหาว่า ใช้ “ข้อมูลอินไซด์” ซื้อหุ้น

David_Sokol

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เดวิด โซโคล เป็นอดีตผู้บริหารแถวหน้าของเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ เขาเคยเป็น “เต็งหนึ่ง” ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็นประธานบริษัทต่อจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์

โซโคลเคยบริหารบริษัทในเครือเบิร์คเชียร์มาแล้วหลายบริษัท เขาเป็นผู้บริหารที่มากด้วยความสามารถ จนได้รับฉายาจากนิตยสารฟอร์จูนว่าเป็น “นายสารพัดช่างของบัฟเฟตต์” (Buffet’s Mr. Fix-it) จากการที่ปู่มักส่งเขาไป “กู้วิกฤต” ให้กับบริษัทในเครือที่กำลังประสบปัญหา ซึ่งเขาก็ทำได้ดีทุกครั้ง

สไตล์การบริหารที่เป็นเสมือน “Signature” ของโซโคล คือความ “โหด” และ “เด็ดขาด”

ตัวอย่างเช่น ตอนที่ปู่ส่งเขาไปนั่งเป็นซีอีโอของเน็ตเจ็ตส์ บริษัทขายความเป็นเจ้าของร่วมเครื่องบินส่วนตัว ซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดทุน โซโคลได้จัดการลดต้นทุนของบริษัทอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนนักบิน ลดฝูงบิน ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งทำให้เขาถูกโจมตีอย่างรุนแรง

ทว่าด้วยความเฉียบคม บวกกับการสนับสนุนจากบัฟเฟตต์ เขาจึงสามารถดึงเน็ตเจ็ตส์พ้นวิกฤตได้ในที่สุด … นี่คือความสามารถอันเยี่ยมยอดของโซโคล

แต่แล้ว อนาคตของผู้บริหารระดับซุปตาร์ผู้นี้ กลับมีอันต้องดับวูบลงอย่างไม่น่าเชื่อ

เรื่องของเรื่องก็คือ ในปี 2011 โซโคลได้ให้ทีมงานเฟ้นหาบริษัทดีๆ ที่น่าเข้าซื้อ อันเป็นไปตามนโยบายของเบิร์คเชียร์ จนไปเจอกับ “ลูบริซอล” บริษัทผลิตสารเคมีชนิดพิเศษที่ใช้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และปิโตรเลียม

โซโคลมองว่าลูบริซอลเป็นโอกาสลงทุนที่ดีมาก จึงแนะนำให้บัฟเฟตต์ซื้อ และปู่ก็อนุมัติ เขาจึงไปเจรจากับผู้บริหารของลูบริซอลจนปิดดีลกันได้เรียบร้อย ในที่สุด ลูบริซอลก็กลายเป็นบริษัทในเครือเบิร์คเชียร์

แต่แล้ว บัฟเฟตต์กลับมาทราบภายหลังว่า โซโคลไปซื้อหุ้นของลูบริซอลไว้เองล่วงหน้า ในระหว่างที่กำลังเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการ ซึ่งทำให้ปู่ไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะการกระทำเช่นนั้น สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกมองว่าเป็นการใช้ “ข้อมูลอินไซด์” ในการซื้อหุ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก

หลังจากเกิดเรื่อง โซโคลก็ขอลาออกจากเบิร์คเชียร์ ซึ่งปู่ก็อนุมัติการลาออกแต่โดยดี เป็นการยุติโอกาสที่จะได้ก้าวขึ้นเป็นนายใหญ่ของเบิร์คเชียร์ลงแต่เพียงเท่านี้

แม้ผู้ถือหุ้นจำนวนมากจะตำหนิบัฟเฟตต์ว่าน่าจะเล่นงานโซโคลให้หนักกว่านั้น แต่ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งต่อมา บัฟเฟตต์ก็ได้กล่าวตำหนิโซโคล โดยบอกว่า การกระทำของโซโคลเป็นสิ่งที่ “แก้ตัวไม่ออก และอธิบายไม่ได้”

ปู่บอกว่า ที่เบิร์คเชียร์ หากเป็นเรื่องของความซื่อสัตย์ ต้องไม่มีพื้นที่สีเทาใดๆ ทั้งสิ้น !!

นอกจากจะไม่ปกป้องโซโคลแล้ว เบิร์คเชียร์ยังส่งเคสนี้ให้ กลต. สอบสวน และแม้ กลต. จะยุติการพิจารณาโดยมิได้กล่าวโทษโซโคล แต่ก็ทำชื่อเสียงของเขาเกิดรอยด่างพร้อยไปเสียแล้ว

บทเรียนที่เราควรจะได้รับจากกรณีนี้ก็คือ องค์กรที่ดีไม่ควร “ประนีประนอม” กับเรื่องของความซื่อสัตย์ และเมื่อมีบุคลากรของตนเองทำผิด ก็ไม่ควรที่จะปกป้อง แม้ว่าเขาคนนั้นจะถูกมองว่าเป็นผู้บริหาร “มือหนึ่ง” ในเครือ ที่เคยสร้างผลงานยอดเยี่ยมมาโดยตลอดก็ตาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ “ข้อมูลอินไซด์” เพื่อซื้อขายหุ้นนั้น ถือเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น นอกจากผิดกฏหมายแล้ว ยังผิดจริยธรรมด้วย

หนังสือ Berkshire Beyond Buffett โดยผู้เขียน ลอว์เรนซ์ คันนิงแฮม กล่าวไว้อย่างน่าสนใจมากๆ ว่า “ความผิดตามกฏหมายของโซโคลถือว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาได้สูญเสียไป และทำให้เราได้รู้ว่า คนบางคนมัน “เหี้ยม” เพียงใด”

ในฐานะนักลงทุน เราจึงควรหลีกเลี่ยง “บริษัทเหี้ยมๆ” ที่มี “ผู้บริหารเหี้ยมๆ” ซึ่งนอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้พอร์ตการลงทุนของเราเองได้รับอันตรายแล้ว ยังไม่ขัดแย้งกับจริยธรรมสำนึกดีชั่วในใจเราด้วยครับ

[ข้อมูลประกอบจากหนังสือ “บริษัทบัฟเฟตต์ ขอดเกล็ดมหาองค์กร” และ “เต้นรำไปทำเงิน”, ภาพประกอบโดย Mikebaudio]

Solutions for SET Investment

alone-62253_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

กำไรสุทธิไตรมาส 3 ของบริษัทใน SET ลดลงถึง 70% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ลดลง 20% เทียบกับงวด 9 เดือนของปีที่แล้ว และลดลง 72% เทียบกับไตรมาส 2 ของปีนี้ (ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ อ้างจาก บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส)

เป็นตัวเลขที่ “แย่” จนไม่น่าเชื่อเลยนะครับ

ลองไล่ดูเป็นรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่กำไรเพิ่มมากที่สุดเรียงตามลำดับ คือ 1) ท่องเที่ยวและบริการ 2) ยานยนต์ และ 3) สุขภาพ ส่วนกลุ่มที่กำไรลดลงมากที่สุดเรียงตามลำดับ คือ 1) พลังงาน 2) ธนาคารพาณิชย์ และ 3) ค้าปลีก (ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ อ้างจาก บล​. กรุงศรีฯ)

ถามว่า ในเมื่อมันแย่ขนาดนี้ ทำยังไงกันดี?

หลังจากตามผล Q3 มาอาทิตย์กว่าๆ ผมลองใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เขียน solutions สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยออกมา (ซึ่งที่จริงมันอยู่ในหัวมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสเรียบเรียง) ตามนี้ครับ

หนึ่ง) เลือกลงทุนในหุ้นที่รายรับมาจากต่างประเทศมากๆ ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี จะหวังกำลังซื้อจากในประเทศไม่ได้อีกต่อไป และอย่ายึดมั่นความเชื่อเดิมๆ ที่บอกว่าให้ลงทุนในธุรกิจที่ขายของที่คนต้องกินต้องใช้แล้วจะไม่กระทบ นาทีนี้อะไรก็กระทบหมด

จริงอยู่ที่คนเราทุกคนต้องกินข้าว แต่เวลาไม่มีเงิน ทุกคนก็กินข้าวน้อยลงได้เหมือนกัน

สอง) ให้เลือกลงทุนในบริษัทที่เป็น “super monopoly” ผมเน้นคำว่า “super” คือต้องผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ใช่ผูกขาดแบบก้ำกึ่ง นาทีนี้บริษัทที่เป็นขาใหญ่จริงๆ จึงจะเจ็บน้อย

ถ้าไม่แน่ใจว่าบริษัทที่เราคิดเป็น super monopoly หรือเปล่า ให้ลองนึกดูว่า ถ้าไม่ซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทนี้แล้วจะซื้อของบริษัทไหน หากคุณนึกให้ตายก็นึกไม่ออก นั่นแหละครับ ใช่เลย .. super monopoly แน่ๆ

สาม) ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะเป็น sideways ไปอีกนาน ซึ่งหมายความว่าหุ้นจะขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไปเรื่อยๆ เราจึงไม่ควรเอาเงินไว้ในหุ้นมากเกินไป แต่ควรถือเงินสดไว้เพื่อหาโอกาสซื้อเวลาที่หุ้นลงแรงๆ ซึ่งจะทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำกว่า (ต่างจากเมื่อ 3-4 ปีก่อนหน้านี้ที่ตลาดยังเป็นขาขึ้น ช่วงนั้นต้องรีบซื้อ มัวรอของถูกไม่ได้ ไม่งั้นอาจพลาดแล้วพลาดเลย)

สี่) ลองศึกษาการลงทุนในต่างประเทศดู ปัจจุบันสามารถเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ในเมืองไทยได้แล้ว แม้จะมีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย แต่ก็ถือว่าสะดวกขึ้นมากและต้นทุนต่ำลงเยอะ

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องปรับความคาดหวังของตัวเอง โดยมองสถานการณ์ตามความเป็นจริง

นั่นจะช่วยให้เราสามารถลงทุนในหุ้น (ซึ่งเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด) ได้ต่อไปโดยไม่เป็นทุกข์ครับ

[ข้อมูลประกอบจาก ฐานเศรษฐกิจออนไลน์, ภาพประกอบจาก pixabay]

 

“99 ต่อ 1” ปู่เลือกอะไร?!!

 

200px-Warren_Buffett_KU_Visit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า ในชีวิตการลงทุนของเขานั้น เขาทำผิดพลาดมามากมาย หนึ่งในจำนวนนั้นคือการไม่คว้าโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา

ปู่บอกว่า หากเป็นโอกาสในการลงทุนที่อยู่นอก “ขอบข่ายแห่งความชำนาญ” ของแก แม้จะไม่ได้คว้าไว้ แกก็ไม่ถือว่านั่นคือความผิดพลาด เพราะตัวแกยึดมั่นที่จะไม่ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ

ด้วยเหตุนี้ ปู่จึงไม่เคยเสียดายที่ไม่ได้ซื้อหุ้น “แอปเปิ้ล” หรือ “ไมโครซอฟท์” ไม่ว่ามันจะดีขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม ปู่บอกว่า มีหลายครั้งหลายหน ที่แกพลาดโอกาสงามๆ ซึ่งใส่พานมาให้ตรงหน้า ทั้งๆ ที่นั่นเป็นธุรกิจที่แกมีความเข้าใจแจ่มแจ้งดีอยู่แล้ว

พวกนี้แหละที่ปู่ยอมรับว่า “พลาด” ไปจริงๆ

ที่น่าสนใจก็คือ ปู่เล่าว่า บางครั้งที่แกปฏิเสธไม่ลงทุน ไม่ใช่เพราะคิดว่าผลตอบแทนจะไม่ดี และไม่ใช่เพราะไม่มีความเข้าใจในตัวธุรกิจ แต่เป็นเพราะแกไม่อยาก “กู้เงิน” มากเกินไป

ปู่บอกว่า บริษัทเบิร์คเชียร์ของแก ยึดมั่นอยู่กับนโยบายการเงินแบบ “อนุรักษ์นิยม” แม้ว่าโอกาสในการลงทุนบางอย่าง หากยอมกู้เงินมากหน่อย ก็มีโอกาสถึง 99% ที่จะได้รับผลตอบแทนอันงดงาม

แต่หาก 1% ที่เหลือนั้น อาจทำให้เบิร์คเชียร์ต้องผิดนัดชำระหนี้ หรือถึงกับล้มละลาย แกจะไม่มีวันลงทุนเป็นอันขาด!!

การปฏิเสธการลงทุนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จถึง “99 ต่อ 1” แม้หลายคนจะมองว่านั่นคือข้อผิดพลาด แต่ปู่ยืนยันว่า นี่แหละคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และทำให้บริษัทของแกอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้

นโยบายทางการเงินของเบิร์คเชียร์ ทำให้ผมนึกถึงหลัก “บ่วงอิก” ของเจ้าสัว “ไกรสร จันสิริ” แห่งบริษัท ไทย ยูเนียน โฟรเซ่น ที่เคยอ่านเจอจากนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจของคุณหนุ่มเมืองจันท์ เมื่อหลายปีก่อน

“บ่วง” แปลว่า “หมื่น” , “อิก” แปลว่า “หนึ่ง”

คุณไกรสรบอกว่า เวลาจะทำธุรกิจอะไร แม้โอกาสประสบความสำเร็จเทียบกับโอกาสล้มเหลว จะต่างกันถึง “10,000 ต่อ 1” หรือพูดอีกอย่างคือ โอกาสประสบความสำเร็จมีถึง 99.99% โอกาสล้มเหลวมีแค่ 0.01% แต่หาก “1” ที่ว่านั้น มีผลถึงขนาดทำให้บริษัทล้มหายตายจากไป แกก็จะไม่ทำ

ด้วยปรัชญานี้เอง ทำให้ TUF อยู่รอดปลอดภัย ฝ่าวิกฤตต่างๆ รวมทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง มาจนถึงทุกวันนี้ได้

เห็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก คิดตรงกับหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศไทย จึงอดไม่ได้ที่จะเอามาเล่าสู่กันฟัง

เพราะนี่คือบทเรียนที่สอนนักลงทุนอย่างเราๆ ว่า โอกาสดีๆ ต้องคว้าไว้ แต่ยังไงๆ ต้อง “ไม่ยอมเจ๊ง” 

สิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดครับ!!