“เครดิต” ของบัฟเฟตต์

credit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“เครดิต” (credibility) เป็นสิ่งสำคัญมากในการเจรจาต่อรอง

โดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจและนักเจรจาตัวฉกาจบอกว่า เวลาเขาขอซื้ออะไร แม้จะเสนอราคาที่ถูกกว่าคนอื่นๆ แต่เขาจะบอกกับผู้ขายเสมอว่า

** ขายให้ผม ได้เงินน้อยกว่า แต่คุณมั่นใจได้ว่าได้เงินแน่ๆ และได้ทันที ขณะที่ถ้าขายให้คนอืน ไม่รู้จะได้เงินเมื่อไร และจะได้หรือไม่ **

นี่คือเครดิตของทรัมป์ ที่ทำให้เขาได้ “ของถูก” กว่าคนอื่นเสมอ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองก็เช่นกัน เขาเป็นผู้ซื้อที่มี “เครดิต” สูงมาก (น่าจะมากที่สุดในโลกเสียด้วยซ้ำ)

เวลาบัฟเฟตต์สนใจซื้อบริษัทไหน ผู้ขายมักจะอยากขายให้เป็นพิเศษ แม้จะได้ราคาต่ำกว่าเจ้าอื่นก็ตาม

.. ถามว่าเป็นเพราะอะไร?

คำตอบก็คือ เป็นเพราะชื่อเสียงอันดีของบัฟเฟตต์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในคำว่า “ชื่อเสียง” .. ยังมีเหตุผลอื่นใดหรือไม่ ที่ทำให้เจ้าของธุรกิจอยากขายกิจการให้กับบัฟเฟตต์?

คำตอบก็คือ การที่ปู่ไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการบริหารงาน และให้อิสระกับบริษัทในเครืออย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ทุกคนยังรู้ว่าปู่ไม่ได้เข้าซื่อกิจการเพื่อเก็งกำไรแล้วขายทิ้ง เหมือนพวกนายทุนหน้าเงินจำนวนมาก

ที่สำคัญที่สุด ผมว่าน่าจะอยู่ที่ “ความซื่อสัตย์” และ “ความสามารถในการประเมินมูลค่ากิจการ” ของปู่

เวลาปู่เสนอราคาให้กับผู้ขาย ไม่ว่าผู้ขายจะพอใจหรือไม่ก็ตาม ผู้ขายสามารถมั่นใจได้เต็มที่ว่า ราคานี้ “ไม่เอาเปรียบ” และ “ไม่มั่ว”

ที่บอกว่า “ไม่เอาเปรียบ” เป็นเพราะทุกคนรู้นิสัยของปู่ดี ว่าไม่ใช่คนที่จะกดราคาจนน่าเกลียด

ส่วนที่มั่นใจได้ว่า “ไม่มั่ว” เป็นเพราะทุกคนต่างก็เชื่อในความสามารถในการประเมินมูลค่ากิจการของปู่ ไม่ว่าปู่คำนวณออกมาได้เท่าไร แปลว่ามูลค่าจริงน่าจะอยู่ที่ประมาณนั้น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เบิร์คเชียร์จะเข้าซื้อกิจการ BNSF ซึ่งเป็นบริษัทรถไฟขนาดมหึมา มีทางเดินรถไฟครอบคลุมทั่วทั้งทวีปอเมริกา ปู่เสนอราคาไปหุ้นละ “100 เหรียญ” ขาดตัว แต่ผู้บริหารขอขึ้นราคาอีกนิสนุง

ปู่แกว่าไงทราบมั้ยครับ?

ปู่ตอบไปว่า บริษัทคุณเนี่ย ผมประเมินออกมาแล้วนะ ราคาหุ้นอยู่ที่ 95 เหรียญ แต่ผมแถมให้แล้ว 5 เหรียญ ผู้ถือหุ้นของคุณจะได้มั่นใจว่าแฟร์ ดังนั้น ไม่ต้องมาเถียงกัน

เป็นอันจบข่าว เบิร์คเชียร์ซื้อ BNSF ได้สำเร็จ ในราคา 100 เหรียญ โดยผู้ขายไม่กล้าเถียงอะไรเลย

ของแบบนี้ ไม่เรียกว่าเป็นเพราะ “เครดิต” จะเรียกว่าอะไรล่ะครับ

——–

เกร็ดน่ารู้จากหนังสือ Berkshire Beyond Buffett ฉบับภาษาไทยวางจำหน่ายปลายปีนี้ครับ

ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “Mindset”

mindset-image-hilo

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เพิ่งตั้งกลุ่ม คลับ วีไอ และเริ่มต้นทำบล็อก ClubVI.com ใหม่ๆ เนื้อหาแรกๆ ที่ผมเขียนไว้ในบล็อก คือการอธิบายถึงคนที่จะเป็น “วีไอพันธุ์แท้” ว่าต้องมีลักษณะเช่นไร

ผมบอกว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนๆ หนึ่ง เป็นนักลงทุนเน้นมูลค่าที่แท้จริงได้นั้น คือต้องมี “Mindset” ที่ถูกต้อง

ในเวลานั้น ผมยังไม่เคยเห็นใครอธิบายคำว่า Mindset ในการลงทุนมาก่อน จึงได้เขียนเรื่องนี้เอาไว้

ผมให้ความหมายไว้ว่า Mindset คือ ความคิดจิตใจที่เชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และตั้งมั่นอยู่เช่นนั้น ความคิดความเชื่อที่แน่วแน่นี้เอง จะส่งผลต่อพฤติกรรม การใช้ชีวิต และการมองโลกของคนๆ นั้นด้วย

ทั้งนี้ ผมไม่สามารถหาคำแปลภาษาไทยสำหรับคำว่า “Mindset” ได้ จึงเขียนทับศัพท์มาโดยตลอด

คนที่มี Mindset แบบ “วีไอ” จะมีจิตใจที่ใฝ่หา “มูลค่า” โดยในเรื่องของการลงทุน พวกเขาจะมุ่งหาหุ้นที่มองแล้วว่ามี “มูลค่า” หลบซ่อนอยู่ เป็นหุ้นที่ “คุ้มค่า” ที่จะเข้าไปซื้อ

พูดง่ายๆ คือ “มูลค่าของหุ้น” สูงกว่า “ราคาหุ้น” ที่ขายอยู่ในขณะนั้น

ไม่ใช่เพียงเรื่องของการลงทุนเท่านั้น ผู้ที่มี Mindset แบบวีไอ จะใช้ชีวิตโดยมุ่งหาความคุ้มค่าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของ การไปเที่ยว การซื้อรถ ซื้อบ้าน ฯลฯ (ข้อนี้คนที่อยู่ในวงการวีไอรู้กันดี เป็นเหมือนกันหมด ตั้งแต่ “รุ่นเดอะ” จนถึง “รุ่นเด็ก”…อิอิ)

อาจกล่าวได้ว่า การหามูลค่าที่ซ่อนอยู่ ถือเป็นเกมๆ หนึ่งที่เหล่าวีไอมุ่งจะเอาชนะอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่เชื่อในความเป็น “วีไอพันธุ์ผสม” เพราะผมคิดว่า “วีไอพันธุ์แท้” มันต้องมาจาก “ข้างใน” แล้วมันก็จะทำทุกอย่างสอดคล้องกับไอ้สิ่งที่มาจากข้างในนั้น ไม่ใช่ไอ้โน่นบ้าง ไอ้นี่บ้าง ผสมปนเปกัน จนหาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้

นั่นเป็นประเด็นที่เคยถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนมาแล้วในอดีต ซึ่งผมไม่ขอหยิบยกมาพูดซ้ำอีกในที่นี้

ประเด็นที่ผมอยากทำให้ชัดเจน ณ เวลานี้ คือ ความหมายที่ถูกต้อง ของคำว่า “Mindset

ผมลองค้นความหมายในเว็บไซต์วิชาการหลายเว็บไซต์ พบว่า คำว่า Mindset หมายถึง ชุดของสมมุติฐาน ความเชื่อ วิธีการ ที่คนๆ หนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งสร้างขึ้นมา โดยมีความ “ฝังลึก” จนส่งผลต่อพฤติกรรมของคนๆ นั้นหรือคนกลุ่มนั้น

(ในวิกิพีเดียระบุว่า บ้างก็ใช้คำว่า “ความคิดแบบกลุ่ม” (Groupthink) หรือ “กระบวนทัศน์” (Paradigm) แทนคำว่า Mindset)

จะเห็นได้ว่า คำว่า Mindset ไม่มี “สูง” หรือ “ต่ำ” หากจะมีก็คือ “ความแตกต่าง” โดยไม่ได้แปลว่า คิดอย่างนี้ “Mindset สูง” คิดอย่างนี้ “Mindset ต่ำ” แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ดังนั้น ใครที่บอกว่า คนที่เข้าสัมมนาฟรีมี “Mindset ต่ำ” ผมจึงคิดว่าเขาน่าจะเข้าใจคำว่า Mindset คลาดเคลื่อนไปเองเสียมากกว่า

ตามความเข้าใจของผม เขาน่าจะหมายถึง “ระดับความมุ่งมั่น” ของคนที่เข้าฟังสัมมนา โดยพยายามบอกว่า คนที่ฟังสัมมนาฟรี มีความมุ่งมั่นตั้งใจน้อยกว่าคนที่จ่ายเงินแพงๆ ไปเข้าสัมมนา

ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่นั่นเอง เพราะผมไม่เชื่อว่าคนที่แย่งกันจองคิวเพื่อไปฟัง ดร.นิเวศน์ พูดที่ห้องประชุมสังเวียนฯ หรือฟังสัมมนาฟรีที่วีไอรุ่นพี่ๆ หรือสมาคมวีไอจัด จะมีความมุ่งมั่นน้อยกว่าคนที่จ่ายเงินเป็นแสนๆ ให้กับหลักสูตรบ้าบอ เพื่อหวังจะรวยทางลัด

… ตรรกะนี้จึงใช้ไม่ได้ในสายตาของผม

โดยสรุป ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการที่ผู้พูด “พลาด” ไปใช้คำ “ภาษาอังกฤษ” โดยอาจไม่ได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แทนที่จะใช้คำไทยธรรมดาๆ ที่อาจฟังดูไม่เท่ แต่สื่อความหมายได้ตรงกว่าเยอะ

เมื่อบวกกับ “ความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเต็มที่” ที่แสดงออกมา จึงพาให้ได้รับ “ก้อนอิฐ” กลับบ้านไปเป็นกระบุงโกย

เรื่องมันก็เป็นเช่นนั้นเองครับ

ตำนาน “คุณนายบี” แห่ง เนบราสก้า เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท “ขยันจนวันสิ้นลมหายใจ”

nfm2โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ยังคงแปลหนังสือ Berkshire Beyond Buffett อย่างสนุกสนานครับ

ธุรกิจในเครือเบิร์คเชียร์ที่ผมอ่านเรื่องราวและประทับใจที่สุด นอกจาก ซีส์แคนดีส์ ก็คือ เนบราสก้า เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท หรือ NFM เครือร้านเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังแห่งรัฐเนบราสก้า อยู่ในเมืองโอมาฮา บ้านเกิดของบัฟเฟตต์

ธุรกิจนี้ก่อตั้งโดย มิสซิสบลัมกิน หรือ คุณนายบี แกเป็นคนเบลารุสที่อพยพมาอยู่อเมริกาในช่วงปฏิวัติรัสเซีย แกเริ่มเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นมีร้านใหญ่ๆ อยู่หลายร้าน แต่ร้านของแกขายดี เพราะเน้น “ขายถูก”

คำขวัญของคุณนายบีคือ “ขายถูก พูดความจริง และอย่าโกงใคร” จนชาวเมืองรู้กันทั่ว แต่แล้วคู่แข่งกลับไปฟ้องศาลว่าการดัมพ์ราคาแบบนี้ผิดกฏหมาย ทว่าศาลก็ยกฟ้อง เพราะแกพิสูจน์ได้ว่า “ฉันขายถูก แต่ฉันก็ยังมีกำไร ก็พวกเธอขายแพงกว่าทำไมล่ะ!!”

มีเรื่องเล่าขำขำว่า พอออกจากศาล แกยังขายพรมให้ผู้พิพากษา ได้เงินกลับบ้านอีก 1,400 เหรียญ

NFM ขายกิจการให้เบิร์คเชียร์เป็นเงิน 60 ล้านเหรียญ เพราะชอบที่บัฟเฟตต์ไม่เข้ามาก้าวก่ายการบริหารงาน และไม่ขายธุรกิจทิ้ง โดยหลังจากซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว มีนักบัญชีมาประเมินทรัพย์สินของบริษัท พบว่ามีมูลค่ารวมตั้ง 85 ล้านเหรียญ

พูดง่ายๆ คือ เอาแค่สินทรัพย์ที่จับต้องได้ ปู่ก็กำไรไปแล้ว 25 ล้านเหรียญ

คุณนายบีทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตตั้งแต่สาวยันแก่ พออายุเก้าสิบหก หลานๆ ของแกซึ่งตอนนั้นอายุหกสิบกว่า อยากให้ย่าเกษียณอายุได้แล้วเพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาบริหาร แต่แกก็ไม่ยอม แกโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ถึงขนาดไปเปิดร้านใหม่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน แข่งกับหลานของตัวเอง

สุดท้ายต้องให้ปู่บัฟฟ์เราเป็นตัวกลางลงมาหย่าศึก โดยเบิร์คเชียร์เข้าซื้อร้านเฟอร์นิเจอร์ใหม่ของคุณนายบี และรวมกิจการเข้ากับ NFM

คุณนายบีทำงานจนถึงวันสิ้นลมหายใจในวัย 104 ปี เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์และขยันขันแข็งจนประสบความสำเร็จ และนี่แหล่ะคือธุรกิจในอุดมคติของเบิร์คเชียร์อย่างแท้จริง

รออ่านฉบับเต็มปลายปีนะครับ

#BerkshireBeyondBuffett

[ภาพโลโก้ NFM จาก wikipedia]