ข้อห้าม 4 ประการของการ “ออมหุ้น” (DCA)

IMG_5703

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

การลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging หรือ DCA หรือที่หลายคนเรียกว่าการ “ออมหุ้น” นั้น เป็นวิธีลงทุนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง เนื่องจาก “ไม่ยาก” ใครๆ ก็ทำได้ เพียงเลือกหุ้นดีแล้วทยอยซื้ออย่างต่อเนื่องเป็นประจำโดยไม่ต้องสนใจราคา ก็อาจได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจไม่ใช่น้อย

อย่างไรก็ตาม ผมพบช่องโหว่ในการลงทุนแบบ DCA ของนักลงทุนจำนวนมาก ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่พวกเขาได้รับอาจน่าผิดหวัง จึงขอสรุปออกมาเป็น “ข้อห้าม 4 ประการ” เพื่อให้ท่านเอาไปปรับใช้กัน ดังนี้ครับ

1. อย่าเน้นหุ้น Value ต้องเล็งหุ้น Growth

การทำ DCA ใช้ได้ผลดีกับ growth stock หรือ “หุ้นเติบโต” เนื่องจากราคาของหุ้นเติบโตนั้นมักจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ การทยอยซื้อทุกเดือนจึงช่วยให้เราได้ต้นทุนระดับกลางๆ ไม่แพงเกินไป และเมื่อหุ้นนั้นโตขึ้น เราก็จะได้กำไรอย่างต่อเนื่อง

ในทางตรงข้าม หุ้น Value คือหุ้นที่ราคาต่ำ เราจึงไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนมากนัก การทยอยซื้อทุกเดือนเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนจึงอาจไม่จำเป็น ทั้งยังเป็นการเอาเงินไปจมไว้ สู้หาโอกาสที่ราคาลงมาต่ำมากๆ แล้วค่อยเข้าซื้อทีเดียวเยอะๆ อาจจะคุ้มกว่า

ดังนั้น ขอให้เล็งหุ้น growth เป็นหลักของพอร์ต หากจะมีหุ้น Value ขอให้เป็นส่วนน้อยเท่านั้น

2. ไม่ควรทำในตลาด Sideways ระยะยาว

ตลาด sideways คือตลาดที่ราคาหุ้นต้วมเตี้ยม ดังนั้น แม้เราจะซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนไปเรื่อยๆ โอกาสได้กำไรมากๆ ก็คงจะยาก เพราะราคาหุ้นจะทรงๆ ไป อย่างไรก็ตาม หากเราเลือกหุ้นดีเป็นส่วนใหญ่ การทำ DCA ก็คงไม่ทำให้เราขาดทุน แต่อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนดีเท่ากับการหาจังหวะที่ตลาดปรับตัวลง “อย่างมีนัยสำคัญ” แล้วค่อยเข้าซื้อหุ้นเหล่านั้น

savingcoins-948603_960_720

3. อย่ากระจายเพื่อกระจาย

หากเราสร้างพอร์ต DCA โดยซื้อหุ้นไว้หลายตัว เราควรเลือกหุ้นในหลายๆ เซคเตอร์เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นที่แตกต่างกันแบบสุดขั้ว มิเช่นนั้น เราอาจต้องเอาหุ้นในเซคเตอร์ที่ไม่ดีเข้ามารวมไว้ด้วย เพียงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีว่าได้กระจายความเสี่ยงแล้ว (diversify for the sake of it)

ตัวอย่างเช่น เราไม่ชอบหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่าโอกาสเติบโตมีน้อย แต่เรามีหุ้นค้าปลีก หุ้นโรงพยาบาล หุ้นพลังงาน และหุ้นสื่อสารอยู่แล้ว สุดท้ายเราก็ยังไปซื้อหุ้นอสังหา เพราะนึกเซคเตอร์อื่นไม่ออก นี่คือการ diversify แบบไม่จำเป็น

ผมจึงแนะนำว่า ให้กระจายเซคเตอร์เพื่อลดความเสี่ยง แต่อาจอยู่ภายใต้ “theme” เดียวกัน โดยมองอนาคตเป็นหลัก เช่น ถ้าเรามองว่าจุดแข็งของประเทศไทย คือ “การท่องเที่ยว” เราก็อาจเลือกหุ้นโรงแรม หุ้นสนามบิน หุ้นโรงพยาบาล ซึ่งทั้งหมดล้วนได้ประโยชน์จาก theme การท่องเที่ยว โดยไม่ใช่หุ้นในเซคเตอร์เดียวกัน ทำเช่นนี้น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าการสร้างพอร์ต DCA แบบ “กระจายไว้ก่อน” เป็นไหนๆ

4. ไม่มีม้าตัวไหนวิ่งเร็วทุกรอบ อย่าเปลี่ยนหุ้นที่ไม่ดีเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

หุ้นก็เหมือนกับม้าแข่ง ม้าที่เก่งยังไงก็เก่ง แต่อาจมีบางรอบที่มันขาเจ็บ ทำให้วิ่งได้ไม่ดี ดังนั้น อย่าเปลี่ยนหุ้นตัวไหนออกจากพอร์ต DCA เพียงเพราะสถานการณ์ของมันไม่ดี ณ ตอนนั้น หรือเพราะราคากำลังลง “โดยที่พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนไป”

มิเช่นนั้น หากเราเปลี่ยนหุ้นออก แล้วต่อมามันกลับมาดีอีกครั้ง เราก็จะเสียโอกาส หรือถ้าเรากลับเข้าไปซื้ออีก ก็จะกลายเป็นว่าตอนราคาถูกไม่ซื้อ พอราคาแพงแล้วถึงซื้อ สรุปแล้วการทำ DCA ของเราจึงไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะไม่ได้ช่วยให้ได้ “หุ้นดี ต้นทุนต่ำ” แต่อย่างใด (ใครที่จะเอาหุ้นโรงพยาบาลออกจากพอร์ต DCA ตอนนี้ จึงควรคิดให้ดีๆ)

ทั้งหมดนี้คือ 4 ข้อห้าม สำหรับการลงทุนแบบ DCA ซึ่งทุกท่านควรทราบเอาไว้ เพราะอย่าลืมว่า แม้วิธีลงทุนที่ “ชัวร์” ที่สุด หากทำแบบ “ไร้หลัก” ก็อาจล้มเหลวได้ครับ


สัมมนา Valuation & DCF 15 ก.ค. นี้ ใกล้เต็มแล้วครับ สนใจคลิกที่ลิงก์เลย https://clubvi.com/valuation6/

ตำนาน “คุณนายบี” แห่ง เนบราสก้า เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท “ขยันจนวันสิ้นลมหายใจ”

nfm2โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ยังคงแปลหนังสือ Berkshire Beyond Buffett อย่างสนุกสนานครับ

ธุรกิจในเครือเบิร์คเชียร์ที่ผมอ่านเรื่องราวและประทับใจที่สุด นอกจาก ซีส์แคนดีส์ ก็คือ เนบราสก้า เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท หรือ NFM เครือร้านเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังแห่งรัฐเนบราสก้า อยู่ในเมืองโอมาฮา บ้านเกิดของบัฟเฟตต์

ธุรกิจนี้ก่อตั้งโดย มิสซิสบลัมกิน หรือ คุณนายบี แกเป็นคนเบลารุสที่อพยพมาอยู่อเมริกาในช่วงปฏิวัติรัสเซีย แกเริ่มเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นมีร้านใหญ่ๆ อยู่หลายร้าน แต่ร้านของแกขายดี เพราะเน้น “ขายถูก”

คำขวัญของคุณนายบีคือ “ขายถูก พูดความจริง และอย่าโกงใคร” จนชาวเมืองรู้กันทั่ว แต่แล้วคู่แข่งกลับไปฟ้องศาลว่าการดัมพ์ราคาแบบนี้ผิดกฏหมาย ทว่าศาลก็ยกฟ้อง เพราะแกพิสูจน์ได้ว่า “ฉันขายถูก แต่ฉันก็ยังมีกำไร ก็พวกเธอขายแพงกว่าทำไมล่ะ!!”

มีเรื่องเล่าขำขำว่า พอออกจากศาล แกยังขายพรมให้ผู้พิพากษา ได้เงินกลับบ้านอีก 1,400 เหรียญ

NFM ขายกิจการให้เบิร์คเชียร์เป็นเงิน 60 ล้านเหรียญ เพราะชอบที่บัฟเฟตต์ไม่เข้ามาก้าวก่ายการบริหารงาน และไม่ขายธุรกิจทิ้ง โดยหลังจากซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว มีนักบัญชีมาประเมินทรัพย์สินของบริษัท พบว่ามีมูลค่ารวมตั้ง 85 ล้านเหรียญ

พูดง่ายๆ คือ เอาแค่สินทรัพย์ที่จับต้องได้ ปู่ก็กำไรไปแล้ว 25 ล้านเหรียญ

คุณนายบีทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตตั้งแต่สาวยันแก่ พออายุเก้าสิบหก หลานๆ ของแกซึ่งตอนนั้นอายุหกสิบกว่า อยากให้ย่าเกษียณอายุได้แล้วเพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาบริหาร แต่แกก็ไม่ยอม แกโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ถึงขนาดไปเปิดร้านใหม่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน แข่งกับหลานของตัวเอง

สุดท้ายต้องให้ปู่บัฟฟ์เราเป็นตัวกลางลงมาหย่าศึก โดยเบิร์คเชียร์เข้าซื้อร้านเฟอร์นิเจอร์ใหม่ของคุณนายบี และรวมกิจการเข้ากับ NFM

คุณนายบีทำงานจนถึงวันสิ้นลมหายใจในวัย 104 ปี เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์และขยันขันแข็งจนประสบความสำเร็จ และนี่แหล่ะคือธุรกิจในอุดมคติของเบิร์คเชียร์อย่างแท้จริง

รออ่านฉบับเต็มปลายปีนะครับ

#BerkshireBeyondBuffett

[ภาพโลโก้ NFM จาก wikipedia]

ร่วมสร้างคุณค่าไปด้วยกัน

3anniversary

ผมกับเพื่อนๆ ตั้งกลุ่ม Club VI ในวันที่ 4 ก.ค. 2011 หรือวันนี้ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

“4 ก.ค.” คือ Independence Day หรือ “วันประกาศอิสรภาพ” ที่พวกเราถือเป็นฤกษ์ดี สำหรับการปลุกให้ผู้คน มุ่งหา “อิสรภาพทางการเงิน” ด้วยแนวทางการลงทุนแบบเน้นมูลค่า

ผมเชื่อว่า แม้ต้นทุนของคนเราจะไม่เท่ากัน แต่ทุกคนมีศักยภาพพอที่จะได้รับอิสระในการใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ

ขอเพียงมีความมุ่งมั่น และเชื่อว่าตัวเอง “ทำได้”

ถึงที่สุดแล้ว มันอยู่ที่ตัวเราเอง ว่าเรากล้าที่จะเปลี่ยน “ชีวิตในวันนี้” เพื่อ “ชีวิตที่ต้องการในวันข้างหน้า” หรือไม่

สำหรับผมและเพื่อนๆ อีกหลายคน ด้วย “ความเชื่อ” ของตัวเองในอดีต จึงกลายเป็น “ความจริง” ในวันนี้ วันที่ได้ทำแต่งานที่รัก และมั่นใจว่า “มีคุณค่า”

ทว่าเราจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของ “คุณค่า” นั้น ได้อย่างไร หากไม่มีทุกคนคอยติดตามผลงาน และทำให้เรารู้สึกถึงมัน .. เรื่อยมา

3 ปี Club VI ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตาม การสนับสนุน และกำลังใจ

เราจะร่วม “สร้างคุณค่า” ต่อไป .. ด้วยกัน

ขอบคุณมากครับ

Club VI

4 ก.ค. 2014
ครบรอบ 3 ปี คลับ วีไอ