AOT เป็นผู้ชนะเพราะอะไร?

aircraft-513641_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันพฤหัสบดีที่ 3 พ.ค. 2561 หุ้นของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ปิดตลาด ณ ราคา 71.50 บาท ที่ระดับ P/E 46 เท่า แม้จะไม่ใช่ new high แต่ก็ถือว่าค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับสถิติราคาในอดีตที่ผ่านมาของหุ้นตัวนี้ 

แม้คนส่วนใหญ่ต่างบอกว่า หุ้น AOT “แพงไปแล้ว” ณ จุดนี้ แต่ผมไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวได้ เพียงอยากกล่าวถึง Key Success Factor หรือ “ปัจจัยสู่ความสำเร็จ” ของบริษัท โดยไม่เกี่ยวกับตัวหุ้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ผมมองว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จของ AOT มีสามประการ ดังต่อไปนี้

ประการแรก AOT มีอำนาจผูกขาดในระดับ “super monopoly” การมีสองสนามบินหลักอยู่ในพอร์ต ทำให้บริษัทควบคุมธุรกิจการบินของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จชนิดไม่มีใครสู้ได้ และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาท้าทาย

ประการที่สอง ดังที่ ดร. นิเวศน์ เคยพูดไว้ว่า AOT เป็นบริษัทที่มี “high operational leverage” กล่าวคือ แม้จะใช้เงินลงทุนสูง แต่เมื่อลงทุนถึงจุดหนึ่ง บริษัทจะผลิตกระแสเงินสดได้เป็นกอบเป็นกำ โดยแทบไม่ต้องใส่เงินลงไปเพิ่มอีกเลย เรียกได้ว่า “นอนตีกิน” ไปได้ยาวๆ

china-669547_960_720
ประการที่สาม คงหนีไม่พ้น เทรนด์ “จีนเที่ยวไทย” ที่นักท่องเที่ยวจากแผ่นดินมังกรเข้ามาท่องแดนสยามกันมากมายในแต่ละปีจนสนามบินแทบแตก ทำให้ AOT ได้อานิสงค์ไปเต็มๆ แม้จะโดนผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญไปบ้าง ก็ยังฟื้นคืนกลับมาได้

นอกจากนี้ ปัจจัยที่สาม ยังครอบคลุมถึงการเติบโตของธุรกิจ low-cost airline ในประเทศ ที่ไม่ว่าจะแข่งขันกันดุเดือดเพียงใด ในฐานะผู้บริหารสนามบิน AOT  ก็มีแต่ “ได้” กับ “ได้”

นอกจากทั้งสามปัจจัยข้างต้นแล้ว อีกหนึ่งเหตุการณ์ในอดีตที่จะลืมเสียไม่ได้ อันเป็น “จุดเปลี่ยน” ทำให้บริษัทผงาดขึ้นมาทำกำไรในระดับนี้ คือการที่ “สนามบินดอนเมือง” ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งๆ ที่โดนปลดระวางไปแล้วก่อนหน้านั้น

การเอาดอนเมืองกลับมาใช้งาน คือการ “utilize asset” ที่มีอยู่เดิม โดยบริษัทแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่มใดๆ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์พร้อมใช้ ต่างจากการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 – 3 ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต

กำไรเป็นกอบเป็นกำจากดอนเมือง จึงเป็นเสมือน “ลาภลอย” ไหลพรั่งพรูเข้ามาต่อเนื่องไม่รู้จบ จนถึงทุกวันนี้

ขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งส้ินต่อ “ตัวหุ้น” AOT บอกได้แต่เพียงว่า หากเจอบริษัทไหนที่มีปัจจัยแห่งชัยชนะเหมือนๆ กัน ได้แก่ 1) super monopoly 2) high operational leverage และ 3) สอดคล้องกับเทรนด์  ก็สมควรที่จะเอามาพิจารณาอย่างจริงจัง

ส่วนลาภลอยนั้นอย่าไปสนใจ เพราะเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ หากได้มาก็ถือว่าโชคดีไปครับ


** หลักสูตร  “ประเมินมูลค่าหุ้น และ DCF” รุ่น ๘  สอนทำ valuation อย่างมืออาชีพ 26 พ.ค. 61 ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัล รัชดา คลิกที่นี่

** หลักสูตร “อ่านงบการเงิน” ออนไลน์ รับชมทาง Facebook Closed Group คลิกที่นี่

 

Advertisements

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทยปี 2560

bullagriculture-1850904_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ปี 2560 ถือเป็นปีที่หวือหวาน่าจดจำอีกปีหนึ่งของตลาดหุ้นไทย หลังจากเมื่อต้นปีเกิดอาการ “ซึม” ทำท่าจะไม่ไปไหน บางคนมองว่าเพราะปี 2559 ขึ้นมาแล้วถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้จึง “แรงหมด”

แต่แล้ว พอเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ดัชนีกลับวิ่งห้อตะบึงทะลุ “1,700 จุด” แม้จะมีแผ่วลงไปบ้าง แต่พอพักหายเหนื่อยแล้วก็วิ่งต่อ

สุดท้าย จึงมาจบปีที่ตัวเลข 1,753.71 จุด คิดเป็นการบวกเพิ่มขึ้นถึง 13.66 เปอร์เซ็นต์ จากเมื่อต้นปีที่สตาร์ทกันที่ 1,542.94 จุด โดยระหว่างปี ดัชนีไปแตะจุดสูงสุดลำดับที่สองในประวัติศาสตร์ แม้จะยังไม่ทำลายสถิติ all-time high เดิมเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วที่ 1,789 จุด ก็ตาม

ทีนี้ มาดูหุ้นเป็นรายตัวกันบ้างว่า มีหุ้นตัวไหนที่เป็น “ดาวเด่นประจำปี” ของ SET ขอเลือกตัวใหญ่ๆ มาหกตัว เรียงจาก “บวกมาก” ไปหา “บวกน้อย” ดังนี้

เริ่มจาก AOT หุ้นสนามบินสุดฮ็อต นับตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2560 เพิ่มขึ้นจาก 39.80 เป็น 68.00 บาท (ปรับพาร์แล้ว) บวกอื้อซ่าถึง “70.85 เปอร์เซ็นต์” ตามการขยายตัวขึ้นของการท่องเที่ยว หลังปลดเปลื้องเรื่องการปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ออกไป

เรียกได้ว่า เป็น “หุ้นดาวเด่น” แห่งปี

ต่อมา CPALL  หุ้นค้าปลีกระดับตำนาน ปรับตัวขึ้นจาก 62.50 เป็น 77.00 บาท บวก 23.3 เปอร์เซ็นต์ โดยมาวิ่งแรงในช่วงท้ายปี จัดว่างดงามพอตัว

อีกบริษัทหนึ่งซึ่งน่าจับตาอย่าง CPN ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า “เซ็นทรัล” ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 69.50 เป็น 85.25 บาท บวก 22.66 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ถือหุ้นหน้าบานไปตามๆ กัน

สำหรับ MINT อีกหนึ่งเครือธุรกิจอาหาร-โรงแรมยักษ์ใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 35.75 เป็น 43.75 บาท บวก 22.37 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขึ้นมาเยอะพอสมควร

และสำหรับหุ้นพลังงานเบอร์หนึ่งของไทยอย่าง PTT ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 372 บาท เป็น 440 บาท บวก 18.28 เปอร์เซ็นต์ ไม่ขี้เหร่เช่นกัน

แต่สำหรับหุ้น BDMS เครือโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่ระดับโลก จากราคา 23.10 เมื่อต้นปี ลดลงมาอยู่ที่ 20.90 บาท ร่วงลงมา 9.52 เปอร์เซ็นต์ ถือว่า “สวนตลาด” พอสมควร

และนี่คือภาพรวมทั้งหมดของตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร คงไม่สำคัญเท่ากับความรู้และสภาพจิตใจของนักลงทุน

จึงขอให้ทุกท่านขยันหมั่นเพียร เตรียมความรู้เตรียมใจไว้ให้พร้อม สำหรับปีใหม่ 2561 ที่กำลังจะมาถึงกันนะครับ

 

 

 

AOT มีอะไร ทำไมวันนี้ขึ้นเยอะ?

IMG_9530.PNG

เหตุที่วันนี้ (28 พ.ย.) ราคาหุ้น AOT ขึ้นกว่า 5% เพราะ CEO แถลงกับนักวิเคราะห์ว่า

1. จำนวนผู้โดยสารในรอบปีบัญชี 2560 เพิ่ม 8% ระหว่างประเทศโต 19% (จากฐานที่ต่ำในปี 59 ด้วยเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ) ในประเทศโต 5%

** แม้งบปีจะยังไม่ออก (รอบปีบัญชีของ AOT จบ 30 ก.ย. จึงยังไม่ต้องประกาศ จนกว่าจะครบ 60 วัน) แต่สามารถ imply ถึงกำไรที่จะเพิ่มขึ้นได้ **

2. กระทรวงคมนาคมมีแผนจะพัฒนาสนามบินต่างๆ ในประเทศ 29 แห่ง ให้รองรับ direct flight จากต่างประเทศเพื่อลดความแออัดของสุวรรณภูมิ โดยเบื้องต้น AOT น่าจะได้ทำ อุดรฯ (สนามบินหลักแห่งอีสาน) และ ตาก (แต่ที่จริงก็เต็งจ๋าที่จะได้ทำทุกสนามบิน)

3. เร็วๆ นี้จะได้รายได้ก้อนโต จากการประมูลพื้นที่พาณิชย์ในสุวรรณภูมิเดิม 20,000 ตรม. ที่จะหมดสัญญากับ King Power และพื้นที่ของเฟสใหม่อีก 10,000 ตรม. รวมแล้ว 30,000 ตรม. (อันนี้เรื่องเดิม)

นี่คือสามเหตุผลหลักที่ทำให้หุ้น AOT วันนี้ขึ้นเยอะมาก อีกไม่กี่วันงบออก จะมาสรุปให้ฟังกันใหม่ครับ Stay tuned!