เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทยปี 2560

bullagriculture-1850904_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ปี 2560 ถือเป็นปีที่หวือหวาน่าจดจำอีกปีหนึ่งของตลาดหุ้นไทย หลังจากเมื่อต้นปีเกิดอาการ “ซึม” ทำท่าจะไม่ไปไหน บางคนมองว่าเพราะปี 2559 ขึ้นมาแล้วถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้จึง “แรงหมด”

แต่แล้ว พอเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ดัชนีกลับวิ่งห้อตะบึงทะลุ “1,700 จุด” แม้จะมีแผ่วลงไปบ้าง แต่พอพักหายเหนื่อยแล้วก็วิ่งต่อ

สุดท้าย จึงมาจบปีที่ตัวเลข 1,753.71 จุด คิดเป็นการบวกเพิ่มขึ้นถึง 13.66 เปอร์เซ็นต์ จากเมื่อต้นปีที่สตาร์ทกันที่ 1,542.94 จุด โดยระหว่างปี ดัชนีไปแตะจุดสูงสุดลำดับที่สองในประวัติศาสตร์ แม้จะยังไม่ทำลายสถิติ all-time high เดิมเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วที่ 1,789 จุด ก็ตาม

ทีนี้ มาดูหุ้นเป็นรายตัวกันบ้างว่า มีหุ้นตัวไหนที่เป็น “ดาวเด่นประจำปี” ของ SET ขอเลือกตัวใหญ่ๆ มาหกตัว เรียงจาก “บวกมาก” ไปหา “บวกน้อย” ดังนี้

เริ่มจาก AOT หุ้นสนามบินสุดฮ็อต นับตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2560 เพิ่มขึ้นจาก 39.80 เป็น 68.00 บาท (ปรับพาร์แล้ว) บวกอื้อซ่าถึง “70.85 เปอร์เซ็นต์” ตามการขยายตัวขึ้นของการท่องเที่ยว หลังปลดเปลื้องเรื่องการปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ออกไป

เรียกได้ว่า เป็น “หุ้นดาวเด่น” แห่งปี

ต่อมา CPALL  หุ้นค้าปลีกระดับตำนาน ปรับตัวขึ้นจาก 62.50 เป็น 77.00 บาท บวก 23.3 เปอร์เซ็นต์ โดยมาวิ่งแรงในช่วงท้ายปี จัดว่างดงามพอตัว

อีกบริษัทหนึ่งซึ่งน่าจับตาอย่าง CPN ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า “เซ็นทรัล” ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 69.50 เป็น 85.25 บาท บวก 22.66 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ถือหุ้นหน้าบานไปตามๆ กัน

สำหรับ MINT อีกหนึ่งเครือธุรกิจอาหาร-โรงแรมยักษ์ใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 35.75 เป็น 43.75 บาท บวก 22.37 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขึ้นมาเยอะพอสมควร

และสำหรับหุ้นพลังงานเบอร์หนึ่งของไทยอย่าง PTT ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 372 บาท เป็น 440 บาท บวก 18.28 เปอร์เซ็นต์ ไม่ขี้เหร่เช่นกัน

แต่สำหรับหุ้น BDMS เครือโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่ระดับโลก จากราคา 23.10 เมื่อต้นปี ลดลงมาอยู่ที่ 20.90 บาท ร่วงลงมา 9.52 เปอร์เซ็นต์ ถือว่า “สวนตลาด” พอสมควร

และนี่คือภาพรวมทั้งหมดของตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร คงไม่สำคัญเท่ากับความรู้และสภาพจิตใจของนักลงทุน

จึงขอให้ทุกท่านขยันหมั่นเพียร เตรียมความรู้เตรียมใจไว้ให้พร้อม สำหรับปีใหม่ 2561 ที่กำลังจะมาถึงกันนะครับ

 

 

 

Advertisements

AOT มีอะไร ทำไมวันนี้ขึ้นเยอะ?

IMG_9530.PNG

เหตุที่วันนี้ (28 พ.ย.) ราคาหุ้น AOT ขึ้นกว่า 5% เพราะ CEO แถลงกับนักวิเคราะห์ว่า

1. จำนวนผู้โดยสารในรอบปีบัญชี 2560 เพิ่ม 8% ระหว่างประเทศโต 19% (จากฐานที่ต่ำในปี 59 ด้วยเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ) ในประเทศโต 5%

** แม้งบปีจะยังไม่ออก (รอบปีบัญชีของ AOT จบ 30 ก.ย. จึงยังไม่ต้องประกาศ จนกว่าจะครบ 60 วัน) แต่สามารถ imply ถึงกำไรที่จะเพิ่มขึ้นได้ **

2. กระทรวงคมนาคมมีแผนจะพัฒนาสนามบินต่างๆ ในประเทศ 29 แห่ง ให้รองรับ direct flight จากต่างประเทศเพื่อลดความแออัดของสุวรรณภูมิ โดยเบื้องต้น AOT น่าจะได้ทำ อุดรฯ (สนามบินหลักแห่งอีสาน) และ ตาก (แต่ที่จริงก็เต็งจ๋าที่จะได้ทำทุกสนามบิน)

3. เร็วๆ นี้จะได้รายได้ก้อนโต จากการประมูลพื้นที่พาณิชย์ในสุวรรณภูมิเดิม 20,000 ตรม. ที่จะหมดสัญญากับ King Power และพื้นที่ของเฟสใหม่อีก 10,000 ตรม. รวมแล้ว 30,000 ตรม. (อันนี้เรื่องเดิม)

นี่คือสามเหตุผลหลักที่ทำให้หุ้น AOT วันนี้ขึ้นเยอะมาก อีกไม่กี่วันงบออก จะมาสรุปให้ฟังกันใหม่ครับ Stay tuned!

ตั้งแต่ต้นปี 60 ลงทุนอะไร “ชนะ”

stockmkt

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังจากอืดอาดมาตั้งแต่ต้นปี อยู่ๆ ตลาดหุ้นไทยก็คึกคักกระฉับกระเฉงขึ้นมาเฉยๆ ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด

ถึงเวลานี้ เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ดัชนีขึ้นวันละ 10-20 จุด เป็นเรื่องธรรมดา

มาดูกันนะครับว่า เก้าเดือนที่ผ่านมา “เรามาไกลขนาดไหน”

SET Index นับตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 6 ต.ค. 2560 บวกขึ้นมา จาก 1,542.94 จุด เป็น 1,695.97 จุด
ปรับตัวสูงขึ้น “9.91 เปอร์เซ็นต์”

โดยในช่วงระหว่างวันที่ 6 ต.ค. ได้พุ่งขึ้นทะลุ 1,700 จุด เป็นสถิติใหม่ในรอบกว่า 20 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หรือถ้าจะดูดัชนี SET 100 ก็บวกขึ้นมาถึง 11.66 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังแพ้ SET 50 ที่บวก “12.10 เปอร์เซ็นต์”

จุดสังเกตประการหนึ่งคือ เงินที่ไหลเข้ามา มุ่งไปยัง “หุ้นตัวใหญ่” เป็นหลัก!!

เอาล่ะ ทีนี้ มาเปรียบเทียบการลงทุนประเภทต่างๆ กันบ้างนะครับ

เริ่มจาก Index Fund หรือ “กองทุนอิงดัชนี” ที่ช่วงหลังๆ ผมพูดถึงค่อนข้างบ่อย โดยขอยกเฉพาะ กองทุน SET 50 ซึ่งได้รับความนิยมที่สุดมาให้ดู โดยผมได้ “สุ่ม” เลือกมาสามกอง เพราะไม่ได้ตั้งใจโฆษณาให้กองไหนอยู่แล้ว

กองแรก TMB SET 50 นับจาก 1 ม.ค. ถึง 6 ต.ค. 2560 บวกขึ้นมา “14.98 เปอร์เซ็นต์”
กองที่สอง Krungsri SET 50 LTF บวกขึ้นมา “14.50 เปอร์เซ็นต์”
กองที่สาม K-SET50 บวกขึ้นมา “15.00 เปอร์เซ็นต์”

เรียกได้ว่า “ดีเยี่ยม” แทบจะทุกกองที่สุ่มมา ชนะตัวดัชนีซึ่งเป็น benchmark ได้ถ้วนทั่ว

ทีนี้ มาดูกันต่อไปว่า สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ที่เลือกหุ้นเป็นตัวๆ จะเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยขอยกหุ้นมาแค่ห้าตัว เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ active สักหน่อย ดังนี้นะครับ

เริ่มจาก AOT หุ้นสนามบินสุดฮ็อต นับตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 6 ต.ค. 2560 เพิ่มขึ้นจาก 39.80 เป็น 58.25 บาท (ปรับพาร์แล้ว) บวกมากถึง “46.36 เปอร์เซ็นต์ ตามการกระเตื้องขึ้นของการท่องเที่ยวในประเทศ เรียกได้ว่า เป็น “หุ้นดาวเด่น” แห่งปีเลยก็ว่าได้

ต่อมา CPALL หุ้นที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย ปรับตัวขึ้นจาก 62.5 เป็น 69.00 บาท บวก 10.4 เปอร์เซ็นต์ ชนะดัชนีอยู่นิดๆ แต่แพ้หุ้นตัวใหญ่หลายตัว

สำหรับ MINT อีกหนึ่งเครือธุรกิจอาหาร-โรงแรมยักษ์ใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 35.75 เป็น 41.5 บาท บวก 16.08 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขึ้นมาเยอะพอสมควร แม้ในอดีตจะเคยวิ่งไปไกลกว่านี้มาแล้ว

และสำหรับหุ้นพลังงานเบอร์หนึ่งของไทยอย่าง PTT ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 372 บาท เป็น 420 บาท บวก 12.9 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ขี้เหร่เช่นกัน

แต่ถ้าท่านเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น BDMS เครือโรงพยาบาลใหญ่ระดับโลก และยังไม่ขายจนถึงตอนนี้ จากราคา 23.10 เมื่อต้นปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 20.70 บาท ร่วงลงมา 10.40 เปอร์เซ็นต์ สวนทางตลาดโดยสิ้นเชิง

โดยสรุป จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หากท่านลงทุนในกองทุนอิงดัชนี ผลตอบแทนที่ได้รับ แทบจะเรียกได้ว่า “เกินเป้า” แต่หากเลือกหุ้นลงทุนเอง ย่อมมีโอกาสทั้งได้และเสีย ซึ่งก็แน่นอนว่าในเวลานี้ “คนเสีย” ย่อมมีน้อยกว่า “คนได้” เพราะหุ้นขึ้นมาเยอะ แต่จะได้มากได้น้อย หรือเสีย ขึ้นอยู่กับฝีมือและจังหวะโอกาสของแต่ละคน

และทั้งหมดคือภาพรวมๆ ของตลาดหุ้นไทยในช่วงสามไตรมาส ส่วนอีกสามเดือนที่เหลือของปี คงไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ยังไงเสีย ในช่วงเวลาที่กลับมา “ผันผวน” เช่นนี้ เราควรเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมความรู้ไว้ให้พร้อมเอาไว้

เพื่อที่จะตัดสินใจลงมือได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร นั่นเองครับ