วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนวิธีเป็นมหาเศรษฐีที่ทุกคนทำได้

buff-munger-brk18

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นข้อคิดจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ปี 2018 โดยปู่ได้ kick off มหกรรม woodstock แห่งโลกทุนนิยม ด้วยการเล่าเรื่อง “หุ้นตัวแรก” ในชีวิตของแก

ในวันที่ 11 มี.ค. 1942 ปู่ซื้อหุ้น cities service จำนวนสามหุ้น ด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มี โดยหุ้นตัวนี้ราคาตกลงมาเยอะมาก ปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 84 เหรียญ ก่อนจะตกลงมากว่าเหลือสามสิบกว่าเหรียญภายในปีเดียว ปู่เห็นว่าถูกมากแล้วจึงตัดสินใจเข้าซื้อ ณ ราคา 38.25 ก่อนที่หุ้นดังกล่าวจะปิดตลาดที่ราคา 37 เหรียญในวันเดียวกัน

ปู่พูดขำๆ ว่า นั่นเป็นสัญญาณแรกที่บอกว่า แกคงเป็นนักเก็งกำไรไม่ได้ เพราะเริ่มต้นก็เห็นแล้วว่า timing ในการเข้าซื้อแย่มากๆ

จากนั้น ราคาหุ้น cities ก็ตกลงไปอีก ทำเอาปู่เริ่มกระวนกระวาย ครั้นมันกลับขึ้นมาเท่าทุน และขึ้นต่อไปจนถึง 40 เหรียญ ปู่จึงตัดสินใจขายทิ้งทั้งหมด ทำกำไรได้รวม 5.25 เหรียญ

แต่แล้ว หลายสิบปีต่อมา ราคาของหุ้นตัวนี้เพิ่มขึ้นไปถึงกว่า 200 เหรียญ ถือเป็นค่าเสียโอกาสมากมายมหาศาล มองย้อนกลับไป ปู่บอกว่านี่คือบทเรียนในการลงทุนที่สอนให้แกรู้ว่า เมื่อเจอหุ้นดี จงถือมันไว้ อย่าขาย

ที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงเดียวกับที่ปู่ซื้อหุ้น คือเดือนมีนาคมปี 1942  นั้น โลกกำลังอยู่ในภาวะสงคราม ยุโรปกำลังป่วน ญี่ปุ่นเพิ่งบุกยึดนิวกินี ยึดพม่า ฟิลิปปินส์เพิ่งแตก อเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกได้เพียงสามเดือน และทำท่าว่าจะแพ้

แม้จะเป็นเวลาที่เลวร้ายสุดๆ มาดูกันเถอะว่า อะไรจะเกิดขึ้น หากคุณเริ่มต้นลงทุนในวันเดียวกับปู่ ?

nyt

ปู่เอาสถิติมากางให้ดูว่า คนที่ซื้อหุ้นใน S&P 500 ด้วยเงิน 10,000 เหรียญ ณ วันนั้น แล้วถือไว้จนถึงวันนี้ มันจะเพิ่มมูลค่าขึ้นเป็น “51 ล้านเหรียญ” (กว่า 5,000 เท่า) โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เรียกได้ว่า ลงทุนครั้งเดียว สบายไปตลอดชาติ (ปู่บอกด้วยว่า ปี 1942 ไม่ใช่โอกาสซื้อที่ดีที่สุดด้วยซ้ำไป ยังมีเวลาที่ดีกว่านั้นอีก)

ในทางตรงข้าม ถ้าเอาเงินจำนวนเดียวกัน คือ 10,000 เหรียญ ไปซื้อทองคำ จะซื้อได้ประมาณ 300 ออนซ์ และทองก็จะแช่อยู่อย่างนั้น จะมอง จะลูบคลำมันอย่างไร มันก็ไม่ตอบสนอง และไม่ให้ผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่ธุรกิจจะทำงานของมันไปเรื่อยๆ

และถ้าคุณถือทอง 300 ออนซ์จนถึงวันนี้ มูลค่าของมันจะอยู่ที่ 400,000 เหรียญ เรียกได้ว่าต่ำกว่าหุ้นกว่า “100 เท่า” นี่คือผลลัพธ์จากการลงทุนในสิ่งที่ “ไม่ให้ผลผลิต” เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลผลิตอย่างหุ้น

ปู่จึงชี้ชัดว่า คุณแทบไม่มีทางเจ๊งได้เลย ถ้าคุณใช้วิธีซื้อหุ้นที่ดีแล้วถือไว้ (เว้นเสียแต่จะซื้อผิดตัว หรือตื่นตกใจจนขายทิ้งไปในเวลาที่ไม่ควรจะขาย)

ดังนั้น การซื้อสินทรัพย์ที่ไม่มีผลผลิต หรือแม้จะซื้อหุ้น แต่ใช้วิธีซื้อๆ ขายๆ ไม่มีทางเทียบเท่าการถือหุ้นดีไว้เฉยๆ ได้

ปู่สรุปปิดท้ายด้วยว่า วิธีนี้ดีที่สุดแล้วสำหรับนักลงทุนทั่วไป สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมโดยไม่ต้องพึ่งมืออาชีพที่ไหนทั้งนั้น ทั้งยังผ่อนคลาย ไม่ต้องรู้เรื่องบัญชี ไม่ต้องรู้คำศัพท์เฉพาะทางด้านการลงทุนต่างๆ ไม่ต้องสนใจว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกกี่ครั้ง

และนี่คือ วิธีเป็น “มหาเศรษฐี” จากปู่ ที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ ขอเพียงเริ่มต้นทันที และอย่าไขว้เขวออกนอกลู่นอกทางไปไหนก็แล้วกัน

(มีต่อด้านล่าง)


** หลักสูตร  “ประเมินมูลค่าหุ้น และ DCF” รุ่น ๘  สอนทำ valuation อย่างมืออาชีพ 26 พ.ค. 61 ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัล รัชดา คลิกที่นี่

** หลักสูตร “อ่านงบการเงิน” ออนไลน์ รับชมทาง Facebook Closed Group คลิกที่นี่


แล้วนักลงทุนไทยควรทำอย่างไร?

นักลงทุนไทยที่ได้ยินเรื่องประมาณนี้ คำถามที่มักเกิดขึ้นเสมอก็คือ แล้วสำหรับหุ้นไทยล่ะ จะทำได้หรือไม่ ถือไว้เฉยๆ หลายสิบปีแล้วจะได้ผลอย่างเดียวกับอเมริกาจริงหรือ?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้เราจะไม่ได้มีมุมมองที่ bullish ต่อประเทศไทยเหมือนสหรัฐฯ หรือจีน แต่เดี๋ยวนี้กำแพงการลงทุนน่าจะถูกทำลายลงไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว ผมเชื่อว่าต่อไป การซื้อกองทุน S&P 500 ผ่าน บลจ.ไทย ค่าธรรมเนียมก็น่าจะลดลง ซึ่งน่าจะช่วยให้นักลงทุนไทยทำตามสูตรของบัฟเฟตต์ได้

หรือแม้จะลงทุนในกองทุนอิงดัชนีอื่นๆ หรือเลือกหุ้นดีแล้ว “ถือไว้เฉยๆ” หากทำผลตอบแทนได้เพียงปีละ 10% เงินหนึ่งล้านบาท ก็จะกลายเป็น 17.5 ล้านบาทได้ในเวลา 30 ปีเช่นเดียวกัน)


Image Credit  :  Yahoo Finance! Berkshire Hathaway’s 2018 Shareholders’ Meeting Live Streaming

Advertisements

ปู่ชนะขาด! เดิมพันแห่งทศวรรษ

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังจากวัดกันมาสิบปีเต็ม ก็จบลงแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับการท้าเดิมพันแห่งทศวรรษ ระหว่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ ผจก.เฮดจ์ฟันด์ คนหนึ่ง ว่า “index fund” ค่าธรรมเนียมต่ำๆ กับ “เฮดจ์ฟันด์” ที่บริหารโดยฟันด์เมเนเจอร์ค่าตัวแพงนั้น อะไรจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากัน

ซึ่งผลก็ออกมาตามคาด โดยกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ที่ปู่เลือกมา ทำผลตอบแทนทบต้นได้ปีละ 7.1% ขณะที่เฮดจ์ฟันด์ของฝ่ายผู้ท้าชิง ทำได้เพียงปีละ 2.2%

เรียกได้ว่า ปู่ชนะขาดลอยกระจุยกระจายไม่เห็นฝุ่น!!

ทั้งนี้ กองทุนที่ปู่เลือก ทำให้เงินต้นเมื่อสิบปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่กองเฮดจ์ที่ผู้ท้าชิงเลือก ทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

และตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ “ผู้แพ้” จะต้องมอบเงิน 1 ล้านเหรียญให้การกุศล ตามมูลนิธิที่ “ผู้ชนะ” เป็นผู้เลือก ซึ่งปู่ก็เลือก Girl Inc. of Omaha มูลนิธิเพื่อเด็กผู้หญิงแห่งโอมาฮา เรียกได้ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ได้บุญกันทั้งคู่ (แต่ไม่รู้ผู้แพ้จะเต็มใจแค่ไหน)

การเดิมพันครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ปู่เคยวิพากษ์วิจารณ์พวก ผจก.เฮดจ์ฟันด์ว่า ไม่สมควรที่จะได้รับค่าธรรมเนียมแพงๆ เพราะทำผลตอบแทนชนะกองทุนอิงดัชนีธรรมดาๆ ยังไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แถมยังประกาศท้าใครที่ข้องใจให้มาเดิมพันกัน โดยตนเองจะเลือก index fund มากองนึง (ปู่เลือก กองทุน S&P 500) ให้ผู้ท้าชิงเลือกเฮดจ์ฟันด์ที่ต้องการมาได้เลย

และก็เป็น ทอม เซเดส ผู้จัดการบริษัท โพรเทเจ พาร์ทเนอร์ส LLC ที่ออกมารับคำท้า โดยเซเดสได้เลือกกองทุนของบริษัทตัวเองจำนวนห้ากอง ก่อนจะแพ้ย่อยยับดังกล่าว

ในสหรัฐฯ Index Fund ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำสุด อยู่ที่ราวๆ 0.03% ขณะที่เฮดจ์ฟันด์ มักใช้ระบบ “2- 20” คือ เก็บ 2% เป็นค่าบริหาร ไม่ว่าผลตอบแทนออกมาเป็นเช่นไร และหักอีก 20% จากกำไรที่ทำได้ ตรงนี้เองที่ปู่บอกว่า “แพงเว่อร์” ไม่สมเหตุสมผล

ผมเคยเขียนถึง index fund ไปแล้วหลายครั้ง รวมทั้งเทียบกับเมืองไทยให้เห็นกันด้วย จึงไม่ขอเพิ่มเติมในที่นี้ แค่อยากสรุปว่า …

ผลที่ออกมาครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์คำสอนของปู่ที่ว่า ในโลกแห่งการลงทุน การทำอะไรที่ “เรียบง่าย” และ “น่าเบื่อ” สามารถเอาชนะการเล่นท่ายากท่าพิสดารได้เสมอครับ


ข้อมูลประกอบ :  ข้อมูลหลักจาก Yahoo Finance! ร่วมด้วย Forbes.com, Bloomberg.com

วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนธุรกิจ

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ตอนที่อายุสัก 7 หรือ 8 ขวบ ผมโชคดีมากที่ได้พบเรื่องที่ตัวเองสนใจ นั่นคือ การลงทุน

ผมอ่านหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มีอยู่ในห้องสมุดสาธารณะเมืองโอมาฮ่าจนครบหมดภายในอายุ 11 บางเล่มอ่านหลายรอบด้วย

พ่อของผมบังเอิญอยู่ในธุรกิจการลงทุนพอดี ดังนั้น เวลาผมเดินทางไปทานอาหารเช้ากับพ่อในวันเสาร์ หรือเมื่อไรก็ตาม ผมจะเลือกหยิบเอาหนังสือในออฟฟิศของเขาแล้วนั่งลงอ่านมัน (นี่ถ้าพ่อเป็นคนขายรองเท้า ผมคงกลายเป็นคนขายรองเท้าเหมือนพ่อ)

ผมซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งได้กลายเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลที่สุดต่อชีวิตการลงทุนของผมด้วยความบังเอิญ ขณะเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเนบราสก้า คือ The Intelligent Investor โดย เบนจามิน แกรแฮม ผมอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีก น่าจะประมาณหกรอบได้ มันเป็นปรัชญาที่ฟังดูมีเหตุผล เขียนดี และเข้าใจง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ และมันได้ให้ปรัชญาในการลงทุนซึ่งผมใช้ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

กลยุทธ์ที่หนังสือบอกก็คือ ให้หาธุรกิจที่ดี เป็นธุรกิจที่เราเข้าใจว่าทำไมมันถึงดี โดยมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน บริหารโดยคนที่ซื่อสัตย์ และขายในราคาที่สมเหตุสมผล

เนื่องจากเราไม่ได้ตั้งใจจะขายธุรกิจ เราจึงไม่ต้องหาธุรกิจที่กำไรจะสูงขึ้นในเดือนหน้าหรือไตรมาสหน้า แต่เราต้องหาธุรกิจที่จะทำเงินได้ในอีก 10, 20 หรือ 30 ปี นับจากวันนี้ และเราก็ต้องอยากได้คณะผู้บริหารที่เราชื่นชมและไว้วางใจ

การลงทุนที่ผมชอบที่สุด ซึ่งประกอบสร้างขึ้นด้วยปรัชญานี้ คือ ไกโค ซึ่งผมได้รู้จักตอนอายุ 20 ปี หลังจากจับรถไฟมุ่งหน้าลงไปยังวอชิงตันในเช้าวันเสาร์ และเคาะประตูจน ลอริเมอร์ เดวิดสัน ซึ่งต่อมากลายเป็นซีอีโอ เปิดให้ผมเข้าไป เขาตอบคำถามของผม สอนผมเกี่ยวกับธุรกิจประกัน และอธิบายให้ผมเห็นถึงความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจประกันที่ไกโคมี บ่ายวันนั้นเปลี่ยนชีวิตของผมจริงๆ

มันคือสินค้าที่วันนี้ขายในราคา 1,800 เหรียญ เป็นของที่คนไม่อยากซื้อเลย แต่พวกเขาอยากขับรถ และพวกเขาก็หวังด้วยว่าคงไม่มีวันต้องใช้มัน เพราะไม่มีใครอยากประสบอุบัติเหตุ และไกโคก็สามารถขายสินค้านี้ในราคาที่ถูกกว่าที่คนจะซื้อได้จากที่อื่น

ตอนที่เบิร์คเชียร์เข้าไปมีอำนาจควบคุมบริษัทเมื่อปี 1995 บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 2% แต่ปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดนั้นกลายเป็น 12% และเราก็ได้ช่วยสังคมอเมริกันประหยัดเงินได้ถึง 4,000 ล้านเหรียญต่อปี เมื่อเทียบกับเงินที่พวกเขาจะต้องจ่ายหากยังซื้อประกันในรูปแบบเดิม นี่เป็นไอเดียง่ายๆ ที่ลีโอ กู๊ดวิน คิดขึ้นตอนที่ตั้งบริษัทเมื่อปี 1936 และยังเป็นไอเดียง่ายๆ เดิมๆ ที่ใช้มาจนถึงวันนี้

เบน แฟรงคลิน เคยพูดไว้นานแล้วว่า “รักษาร้านไว้ แล้วร้านจะรักษาคุณเอง” หากมองข้ามเรื่องของการเล่นคำ ความหมายของเขาก็คือ อย่าเพียงทำให้ลูกค้าของคุณพอใจ จงทำให้พวกเขาชอบใจสุดๆ แล้วพวกเขาจะเอาไปบอกต่อกับคนอื่น พวกเขาจะกลับมา

ใครก็ตามที่มีลูกค้าที่แฮปปี้ ย่อมมีแนวโน้มที่จะมีอนาคตที่สดใส

แต่สุดท้ายแล้ว มีการลงทุนอย่างเดียวที่เอาชนะทุกอย่างได้ คือการลงทุนในตัวของคุณเอง จงชี้ชัดออกมาให้ได้ว่าคุณรู้สึกว่าจุดอ่อนของคุณอยู่ที่ไหน และลงทุนกับมันเลยเดี๋ยวนี้ สมัยเด็กผมเคยกลัวการพูดต่อหน้าสาธารณชน ผมทำไม่ได้ ผมจึงยอมเสียเงิน 100 เหรียญไปเข้าคอร์สของ เดล คาร์เนกี้ และมันก็เปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล ผมมั่นใจในความสามารถใหม่ของตนเองยิ่งขึ้น ผมจึงขอภรรยาแต่งงานระหว่างที่ยังเรียนคอร์สนี้อยู่ และมันยังช่วยให้ผมขายหุ้นในโอมาฮ่าได้ด้วยแม้จะอายุแค่ 21 และดูอ่อนกว่านั้นเสียอีก

ไม่มีใครพรากเอาสิ่งที่อยู่ในตัวคุณไปได้ เราทุกคนต่างมีศักยภาพที่ไม่เคยนำออกมาใช้ หากคุณสามารถเพิ่มศักยภาพของตัวเองขึ้นมาสัก 10% 20% หรือ 30% ด้วยการพัฒนาทักษะของตน ก็จะไม่มีใครแย่งมันไปจากคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษีหรือแม้แต่เงินเฟ้อก็ตาม

มันจะอยู่ติดตัวคุณตลอดไป

————————–

แหล่งที่มา : Forbes. com Lessons from the 100 Greatest Living Business Minds