สรุปบทสัมภาษณ์ ผู้จัดการกองทุนแชมป์โลก พูดถึง เมืองไทย บิตคอยท์ และทำนายผู้ชนะในตลาด EV

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมสรุปบทสัมภาษณ์ เคธี่ วูด ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Ark Investment ที่ให้สัมภาษณ์ Yahoo! Finance เมื่อ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเคธี่ เธอคือคนที่กล้าเดิมพันสุดๆกับ Tesla และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยบริษัท Ark Investment ของเธอ เป็นผู้บริหาร ETF แบบ actively-managed ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งยังถูก Bloomberg ยกให้เป็น Top 10 ในอุตสาหกรรม ETF นอกจากนี้ กองทุน Ark Innovation ของเธอยังเป็นแชมป์โลกในปี 2020 โดยทำผลตอบแทนได้ถึง 170%

เรียกได้ว่าเป็น fund manager ที่มาแรงที่สุดในโลกเวลานี้ ชนิดที่พูดอะไรคนทั่วโลกก็ต้องฟัง

เธอพูดถึง EV , bitcoin และอื่นๆ ไว้ดังนี้ครับ

  • ตลาด EV จะโตมหาศาล จาก 2.2 ล้านคันในปี 2020 เป็น 40 ล้านคันในปี 2025 ดังนั้น เงินทุนมากมายจะหลั่งไหลเข้ามาสนับสนุน EV  
  • เคธี่มองว่าในอเมริกา Tesla จะเป็นผู้นำแน่ๆ และแม้แต่เมืองจีนตอนนี้ Tesla ก็เป็นผู้นำ แต่ในจีนมีบริษัทอื่นๆ ด้วยที่ทำได้ดี 
  • เช่น NIO บริษัท EV ซึ่งไม่ใช้แบตเตอรี่รีชาร์จ แต่ใช้การเปลี่ยนแบตใหม่ ก็เป็นบริษัทที่น่าสนใจ แต่กองทุนของเธอไม่มีหุ้น, Xpeng ที่มาแนวเดียวกับ Tesla ก็มาแรงมากแต่เธอก็ไม่มีหุ้นเช่นกัน
  • BYD บริษัทที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถือหุ้นมานานแล้ว ซึ่งทำทั้งรถและแบตเตอรี่ ก็ทำผลงานได้ดีมาตลอดและเธอมีหุ้นอยู่ด้วย รวมทั้ง Geely บริษัทที่ซื้อ Volvo ก็ทำได้ดีและเธอก็มีหุ้น
  • จีนจะเป็นตัวตัดสินว่า The Next Big Winner คือใคร
  • แต่ถ้าให้เลือกบริษัทจีนมาหนึ่งเดียวที่เธอเชื่อมั่นที่สุดว่าจะเป็นผู้ชนะในธุรกิจ EV เธอเลือก “Baidu” บริษัทซึ่งธุรกิจเสิร์ชเอ็นจิ้นกำลังแย่ แต่ได้หันมาทำรถยนต์ขับเคลื่อนเองอย่างจริงจัง และรัฐบาลจีนจะใช้ Baidu เป็นแพลตฟอร์มรถยนต์ขับเคลื่อนเองของประเทศ 
  • นอกจากนี้ ยังมี Auto X อดีตบริษัทที่เน้นทำรถบรรทุก แต่ตอนนี้เพิ่งได้รับใบอนุญาตให้ทำรถยนต์ขับเคลื่อนเองในแคลิฟอร์เนีย ที่ก็น่าสนใจ 
  • เคธี่มองว่านักลงทุนสถาบันเริ่มเข้าลงทุนใน bitcoin ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่ชัวร์ที่สุดมากขึ้นเรื่อยๆ และ bitcoin ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างหนึ่งของพวกสถาบัน โดยปัจจุบัน bitcoin เริ่มผ่านเรื่องกฏระเบียบได้มากขึ้นแล้ว
  • เคธี่เชื่อว่า bitcoin กำลังจะพร้อมให้สถาบันเข้าลงทุน แต่ market cap ยังเล็กมากแค่ 600,000 ล้านเหรียญ ไม่ได้ครึ่งของบริษัทอย่าง Apple หรือ Amazon ทั้งที่เป็น big idea กว่าบริษัทเหล่านั้นเยอะ
  • ทั้งนี้เพราะ bitcoin เป็นอัตราแลกเปลี่ยนดิจิทัลที่ใช้กันทั่วโลกอย่างแท้จริง แถมยัง decentralized สุดๆ ไม่ได้มีการรวมศูนย์อยู่ที่เดียว แม้จะเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมามันก็จะไม่ล่ม
  • การที่ทางการจีนไม่ยอมให้มีการแลกเปลี่ยน bitcoin กัน คนจึงมาซื้อขายกันในเมืองไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี เพราะคนไม่อยากพลาด the next big thing นี้