เผยโฉม “พ่อรวย” ตัวจริง

CFQ

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เชื่อว่าหลายคนคงเคยอ่านหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” หรือ “Rich Dad Poor Dad”  และหนังสืออื่นๆ ในชุด “Rich Dad” ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ กันมาแล้ว

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่ “แฟนพันธุ์แท้” ของโรเบิร์ตนะครับ แม้จะอ่านหนังสือของเขามาแล้วแทบทุกเล่ม และยอมรับในแนวคิดนอกกรอบอันเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกก็ตาม

ที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเพราะผมเพิ่งแปลหนังสือ “Rich Dad’s Cash Flow Quadrant” หรือในชื่อไทยว่า “พ่อรวยสอนลูก #2 เงินสี่ด้าน” เวอร์ชั่นใหม่จบไป

พลันให้นึกสงสัยขึ้นมา (อีกครั้ง) ว่า “พ่อรวย” ที่โรเบิร์ตกล่าวอ้างถึง จนกลายมาเป็นแบรนด์ “Rich Dad” อันโด่งดังนั้น ที่จริงคือใครกันแน่?

“พ่อรวย” มีตัวตนจริงหรือ? เขาเก่งขนาดนั้นจริงหรือ? หรือเป็นเพียงบุคคลในจินตนาการของโรเบิร์ตเอง?!!

นอกจากนี้ เรื่องราวของ “Poor Dad” หรือ “พ่อจน” พ่อแท้ๆ ของโรเบิร์ตนั้น ถูกต้องตรงกันกับที่นักเขียนดังเอามาเล่าให้คนทั้งโลกฟังหรือไม่? นี่ผมก็สงสัยอีกเช่นกัน

ด้วยความข้องใจในเรื่องราวของทั้ง “พ่อจน” และ “พ่อรวย” ผมจึงลองสืบค้นข้อมูลดูในอินเตอร์เน็ต และได้รับคำตอบที่กระจ่างแจ้งในระดับหนึ่ง จึงขอเอามาเล่าสู่กันฟังกันดังนี้ครับ

เริ่มจาก “พ่อจน” ก่อน ชื่อจริงของพ่อจน คือ “ราล์ฟ คิโยซากิ” ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ราล์ฟเคยเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐฮาวาย (ถ้าเป็นบ้านเราก็คือเป็น “ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่”) เขาไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นหัวหน้างานด้านการศึกษาของฮาวาย ซึ่งถือว่า “ใหญ่” พอตัวเลยทีเดียว

ข้อมูลที่พบเกี่ยวกับพ่อจน ไม่ได้ขัดแย้งกับที่โรเบิร์ตเคยเล่าไว้ในหนังสือแทบทุกเล่มของเขา แต่ใครที่เคยอ่านอาจเคยนึกเหมือนผมว่า ที่จริงเขาก็น่าสงสาร เพราะนอกจากจะ “จน” แล้ว ยังถูกลูกชายเอาเรื่องราวส่วนตัวไปเล่าไว้ในหนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีท่วงทำนองในทาง “ลบ” ค่อนข้างมาก

แอบกระซิบอีกนิดหนึ่งว่า ในหนังสือตระกูล Rich Dad เวอร์ชั่นใหม่ โรเบิร์ตใช้คำเรียกพ่อแท้ๆ ของตัวเองว่า “พ่อผู้มีการศึกษาสูง” (My highly-educated dad) หรือไม่ก็ “พ่อผู้มีการศึกษาสูงแต่จน” (My highly-educated but poor dad) แทนที่จะเรียกว่า “พ่อจน” (Poor Dad) เหมือนอย่างเคย (สงสัยเป็นเพราะโดนด่ามาก)

นั่นคือเรื่องราวของ ราล์ฟ คิโยซากิ หรือ “พ่อจน” ทีนี้เรามารู้จัก ตัวจริง-เสียงจริง ของ “พ่อรวย” กันเสียที

ตัวตนจริงของ “พ่อรวย” เป็นที่ฉงนสงสัยของแฟนๆ หนังสือทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนฮาวาย บ้านเดียวกับคิโยซากิ ผมเคยค้นในเว็บบอร์ดของพวกฮาวายเอี้ยน พวกเขาก็อยากรู้เช่นกันว่า บุคคลปริศนาผู้ชี้ทางรวยให้คิโยซากิเป็นใครกันแน่

ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า  “พ่อรวยตัวจริง” น่าจะเป็น “ริชาร์ด วาสส์มัน คิมิ” นักธุรกิจเจ้าของอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมหลายแห่งในฮาวาย

ที่น่าสนใจก็คือ ถ้าข้อมูลของผมไม่ผิด ริชาร์ด คิมิ เพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อเดือนธันวาคมปี 2008 หรือเมื่อราวๆ 4 ปีที่แล้วขณะอายุ 83 ข้อมูลตรงนี้ ขัดแย้งกับเนื้อความในหนังสือบางเล่มของโรเบิร์ตที่วางขายมาหลายปีดีดัก ที่บอกว่า “พ่อรวยเสียชีวิตไปนานแล้ว”

คาดว่าเป็นเพราะโรเบิร์ตไม่ต้องการให้คนไปรบกวนชีวิตส่วนตัวของพ่อรวย จึงจำต้องเขียนไว้เช่นนั้น

เช่นเดียวกับ “ไมค์” ที่โรเบิร์ตบอกว่าเป็นลูกชายแท้ๆ ของพ่อรวย และเป็นเพื่อนสนิทของเขาตั้งแต่สมัยเด็ก แม้จะเชื่อได้ว่ามีตัวตนจริง แต่ก็ไม่ได้ชื่อ “ไมค์” แน่นอน เพราะริชาร์ดมีลูก 6 คน เป็นชาย 3 หญิง 3 ผู้ชายคือ ฟิลิปส์, อลัน และ ดอน ไม่มีคนไหนชื่อ “ไมค์” เลย

สำหรับประวัติของ ริชาร์ด “ริชแดด” คิมิ เขาเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 ขณะอายุแค่ 29 ปี หลังจากพบว่า มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวฮาวายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับมีที่พักไม่เพียงพอสำหรับผู้มาเยือนเหล่านั้น

ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่า เมื่อกว่า 60 ปีก่อน ธุรกิจการท่องเที่ยวของฮาวายไม่ได้โด่งดังไปทั่วโลกเหมือนทุกวันนี้ เกาะฮาวายไม่ใช่ที่เที่ยวยอดนิยมของใครๆ หาดไวกิกิที่ว่ากันว่าสวยนักสวยหนา ถ้าไม่ใช่คนฮาวายก็คงยากที่จะรู้จัก

ทว่าด้วยความเป็นคนมีวิสัยทัศน์ไกล เมื่อเห็น “โอกาสทางธุรกิจ” ดังกล่าว “พ่อรวยตัวจริง” ในวัยหนุ่ม จึงไปซื้อกิจการโรงแรมเล็กๆ ขนาด 30 ห้อง เพื่อให้คนมาพัก ซึ่งชาวฮาวายเอี้ยนที่ไม่ได้มีหัวธุรกิจต่างมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ “บ้าบิ่น” มาก สำหรับเด็กหนุ่มอายุเพียงแค่นั้น

แต่แล้ว โรงแรมของเขากลับได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะจากคนท้องถิ่น เรียกได้ว่ามีลูกค้าเต็มตลอด ทำให้ริชาร์ดสามารถขยับขยายไปซื้อโรงแรมอีกหลายแห่ง (สงสัยจะใช้ Leverage เหมือนที่สอนไว้ในหนังสือชุด Rich Dad)

ทั้งนี้ ที่พักในเครือของริชาร์ด เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีงบประมาณจำกัด โดยเฉพาะลูกค้าคนฮาวายด้วยกัน ว่ากันว่าโรงแรมของเขาขึ้นชื่อเรื่องบริการดี ห้องพักสะอาด มีข้าวของเครื่องใช้สะดวกสบาย และราคาไม่แพง

ที่น่าสนใจคือ เขาเป็นผู้ประกอบการโรงแรมคนแรกๆ ในฮาวาย ที่รับจองห้องพักผ่านทางแฟ็กซ์ (สมัยนั้นเพิ่งจะมีแฟกซ์ได้ไม่นาน) และโทรศัพท์แบบ “โทรฟรี” ไม่คิดเงิน

ด้วยทักษะและความสามารถในการทำธุรกิจ ทำให้ริชาร์ดสร้างอาณาจักรของตัวเอง จนสามารถขยับฐานะ กลายเป็นคนร่ำรวยคนหนึ่งในฮาวาย

นอกจากนี้ ด้วยจิตวิญญาณของความเป็น “ครู” ริชาร์ดจึงถ่ายทอดความรู้ในเรื่องของการขาย การตลาด และธุรกิจ ให้กับเด็กๆ ในฮาวายมากมาย

หนึ่งในลูกศิษย์ของริชาร์ดคือ “โรเบิร์ต คิโยซากิ” ซึ่งต่อมาได้เอาแนวคิดทางการเงินการลงทุนที่ได้จากเขาไปเขียนหนังสือขายจนโด่งดัง ได้แก่ หนังสือในตระกูล “พ่อรวย” หรือ “Rich Dad” นั่นเอง

ส่วนหนังสือ Rich Dad’s Cash Flow Quadrant หรือ “พ่อรวยสอนลูก #2 : เงินสี่ด้าน” เวอร์ชั่นใหม่ ฉบับภาษาไทย ที่ผมและทีมงาน Club VI มีส่วนร่วมแปล เตรียมจะวางตลาดเร็วๆ นี้ ที่ซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

แย้มให้นิดหนึ่งว่า เวอร์ชั่นนี้ โรเบิร์ตได้เติมเรื่องของ “วิกฤตซับไพรม์” และ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ในปี 2008 เข้าไป แถมยังเขียนพาดพิงถึง “ปู่บัฟฟ์” วอร์เรน บัฟเฟตต์ ของพวกเราด้วยนะ ฮึ่มๆๆๆ

—————————-

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ

1) http://www.hawaii-aloha.com/blog/2009/02/05/hawaii-must-not-forget-this-man/

2) http://the.honoluluadvertiser.com/article/2009/Feb/01/ln/hawaii902010355.html

หนังสือ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” ถึงร้านแล้วนะครับ

______-___________VI__________

แจ้งให้ทราบว่า หนังสือ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” โดยทีมงาน Club VI ถึงร้านเรียบร้อยแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ล่าสุด ติดอันดับ Bestseller Top10 ของซีเอ็ดแล้วด้วยหลังจากวางตลาดแค่ไม่กี่ชั่วโมง

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งสำหรับการสนับสนุนครับ 🙂

นักโทษแหกคุก

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ช่วงปลายปีเรามักได้ยินเพื่อนๆ บ่นอยากลาพักร้อนไปเที่ยวกับครอบครัว แต่หลายคนก็บ่นกระปอดกระแปดว่างานล้นมือจนไม่สามารถลาไปไหนกับใครเขาได้ ผมจึงคิดถึงเรื่องราวของ “นักโทษแหกคุก” ขึ้นมา

คนทำงานประจำมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นคนที่ทำงานด้วยความรักในงานอย่างแท้จริง และแทบไม่เคยบ่น ไม่เคยเจ็บปวด ไม่เคยน้อยใจในชีวิตการทำงาน แน่นอนว่าคนกลุ่มแรกนี้เป็นคนที่โชคดีมาก และเขาคงไม่มีคุกให้ต้องแหกแต่อย่างใด ที่จริงแล้วเขาอาจเต็มใจ “จ่ายเงิน” เพื่อให้ได้ไปทำงานเสียด้วยซ้ำ

แต่สำหรับคนกลุ่มที่สอง คือ คนที่ทำงานด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจมีความรักในงานอยู่ด้วย แต่พวกเขาก็มีความเจ็บปวด น้อยใจ หรือไม่พอใจกับชีวิตอยู่เรื่อยๆ คนกลุ่มนี้มีคุกให้แหก แต่เขาจะแหกหรือไม่ อันนี้เป็นสิทธิส่วนตัวซึ่งคงไปก้าวก่ายไม่ได้

สิ่งที่ผมพอทำได้ คือ บอกพวกเขาว่า logic ของนักโทษแหกคุก สามารถนำมาใช้กับชีวิตได้อย่างไร และบางทีพวกเขาอาจจะเปลี่ยนชีวิตไปได้ตลอดกาล…

นักโทษในออฟฟิศ

ด้วยความเคารพในเกียรติภูมิของมนุษย์เงินเดือนที่มีอยู่เป็นล้านๆ คนในประเทศไทย ผมไม่มีเจตนาจะกล่าวหาว่าการทำงานประจำเป็นสิ่งเลวร้ายหรือปราศจากอิสรภาพ เพราะผมเองก็อาศัยเงินเดือนเลี้ยงชีพและตั้งตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้ พูดแบบกลางๆ ก็คือ ผมเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของงานประจำมาพอสมควร

งานประจำ หรือ งานที่รับเงินเดือน นั้นใช่ว่าจะไม่ดี อย่างน้อยเราก็มีรายได้ที่แน่นอน มีสวัสดิการพอสมควร บางครั้งก็เป็นหน้าเป็นตาด้วย โดยเฉพาะถ้าเราทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ หรือบริษัทที่มีชื่อเสียง แต่ปัญหาก็คือ ชีวิตของเราจำเป็นต้องขึ้นกับ “คนอื่น” หรือ “ปัจจัยอื่นๆ” อยู่มากเกินไป และบางครั้ง เหตุ ที่ดีก็ไม่ได้นำไปสู่ ผล ที่ดีเสมอไป

ตัวอย่างเช่น คุณอาจมีตรรกะว่า ทำงานเก่งแล้วจะได้เลื่อนขั้น แต่ในโลกของความเป็นจริง ยังมีคนอื่นและปัจจัยอื่นอีกมาก เช่น

  • งานที่คุณเก่งนั้นมีความสำคัญกับแผนกหรือองค์กรแค่ไหน?
  • หัวหน้าเห็นคุณค่าของสิ่งที่คุณทำหรือไม่? หรือต่อให้เห็น เขาอยากให้คุณเติบโตหรือไม่?
  • การเลื่อนขั้นมีโควต้าหรือเปล่า? บางทีอาจจะมีคนอื่นที่มีผลงานโดดเด่นกว่าคุณ
  • การเลื่อนขั้นของคุณอาจสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นหรือเปล่า?

การที่เราไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ บวกกับระเบียบปฏิบัติต่างๆ ขององค์กรที่เราอยู่ เป็นต้นว่าการเข้างาน 8.30 น. เลิกงาน 17.00 น. (ซึ่งก็ไม่เคยได้เลิกงานตามเวลานั้น) การลาหยุดต้องได้รับอนุญาต บางครั้งต้องทำงานวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ หรือทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน งานไม่เสร็จก็ยังกลับบ้านไม่ได้ หรือต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้าน ฯลฯ

เมื่อคุยเรื่องนี้กับเพื่อนที่ทำงานประจำ เขาก็หัวเราะ แล้วว่า “แล้วจะให้ทำยังไง?”… ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะบอกเขาว่า “แกก็เลิกเป็นนักโทษในออฟฟิศสิ แหกคุกซะ!”

แหกคุก … ทำยังไง?

คนส่วนมากไม่น่าจะมีความรู้เกี่ยวกับการแหกคุก(จริงๆ) แต่อย่างน้อยก็คงจะเคยเห็นจากในภาพยนตร์กันมาบ้าง เพียงแต่จะมีสักกี่คนที่จะเห็นตรรกะบางอย่างที่เอามาใช้สร้างอิสรภาพให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนได้

ถามแบบง่ายๆ ถ้านักโทษจะแหกคุก เขาต้องทำอะไรเป็นอันดับแรก?

คำตอบง่ายมากครับ… ก็ต้อง “วางแผน” ไง!

อย่างน้อยเราจะต้องมีแผนผังของคุกที่จะแหกออกมา การวางแผนทำให้เรารู้ว่าจะต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง ต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาคอยช่วยเหลือหรือไม่ จะใช้เวลานานแค่ไหน จะลงมือได้เมื่อไร เป็นต้น หากปราศจากการเตรียมการที่ดี แผนแหกคุกก็ยากที่จะสำเร็จได้ และทุกคนก็น่าจะรู้ดีว่าการแหกคุกที่ไม่สำเร็จนั้นจะส่งผลอย่างไร

การวางแผนที่ดีทำให้เราสามารถกำหนดรูปแบบการแหกคุกออกมาได้ว่าควรใช้วิธีใดหรือเส้นทางไหน รู้ว่าต้องมี “อะไร” และจะใช้มัน “เมื่อไหร่” จากนั้นจึงค่อยคิดว่าจะหาสิ่งเหล่านั้นได้ “อย่างไร” รวมทั้งเมื่อทำได้สำเร็จแล้วจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ต้องไม่ให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ก่อนเวลาอันควร โดยเฉพาะผู้คุมของคุณ

“ไอ้คนมีฝัน”

ในทำนองเดียวกัน หากคุณคิดจะแหกคุกออกไปจากออฟฟิศ คุณก็ย่อมจะไม่อยากให้หัวหน้างานของคุณรู้เรื่องพวกนี้ก่อนเวลาอันควร ถ้าวันหนึ่งที่คุณพร้อมหมดทุกอย่างแล้ว และเดินไปบอกเขาว่า “พี่ครับ ผมจะลาออกไปทำตามฝันของผม ตอนนี้ผมพร้อมทุกอย่างแล้วทั้งเงินทุน สถานที่ บุคลากร และได้วางแผนไว้อย่างรอบคอบแล้ว ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับทุกๆ คนครับ

เทียบกับการที่คุณ “โดนจับได้” ก่อนที่จะพร้อม สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คุณจะไม่อยู่ในรายชื่อต้นๆ ที่จะได้รับการโปรโมทในครั้งต่อไป เพราะหัวหน้าย่อมไม่อยากเข็นคุณขึ้นทั้งที่รู้ว่าคุณอยากลาออกไปโลดโผนด้วยตัวเอง และการเลื่อนขั้นให้กับคนที่ “พร้อมใจ” จะทำงานเป็นมือซ้ายมือขวาให้กับเขาในระยะยาวย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

นี่ยังไม่นับนะครับว่าคุณจะถูกจัดจำแนกไปอยู่ในพวก “ไอ้คนมีฝัน” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ออฟฟิศที่ช้อปกระจายตอนพักเที่ยง เดินถือกาแฟสดหรือชาไข่มุกกลับเข้าออฟฟิศ พอบ่ายก็สุมหัวกันเม้าท์ ใกล้สิ้นเดือนก็จดจ่อรอเงินเดือนออก จ่ายหนี้บัตรเครดิต ได้โบนัสมาก็เอาไปช้อปไปเที่ยวจนหมด ฯลฯ

บางทีพฤติกรรมของคุณอาจแตกต่างจากชาวบ้านอยู่บ้าง แต่จะยังไม่ “แปลกแยก” จนกว่าจะมีคนระแคะระคายว่าคุณกำลังวางแผนคิดการใหญ่ ผมจึงต้องย้ำว่า อย่าให้ใครรู้แผนของคุณก่อนเวลาอันควร

ตัวอย่างของแผน

ดังที่บอกแล้วข้างต้นว่าเราจำเป็นต้องวางแผนเพื่อให้รู้ว่าเราต้องมี “อะไร” และมี “เมื่อไหร่” ผมจึงขอสมมติตัวอย่างดังนี้นะครับ

นายอิสระ เป็นพนักงานประจำที่มีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่อิสรภาพทางการเงิน เขาวางแผน 2 ขั้น โดยขั้นแรกเป็นการเก็บหอมรอมริบเพื่อออกมาเปิดร้านเบเกอรี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารักและมีความถนัด ในการนี้เขาจะต้องใช้เงินลงทุน 2 ล้านบาท

จากนั้นจะเข้าสู่แผนขั้นที่สอง คือ การเอากำไรจากร้านเบเกอรี่ไปลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อสร้างพอร์ตหุ้นที่เลี้ยงชีวิตได้ในระยะยาว เขาคำนวณคร่าวๆ พบว่า หากใช้จ่าย 25,000 บาทต่อเดือน และลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% เมื่อบวกกับเงินค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่เขาจะกันไว้ เบ็ดเสร็จแล้วเขาจะต้องมีเงินตั้งต้นในขั้นตอนนี้ราว 4 ล้านบาท

นี่คือเบื้องต้น สิ่งที่เขาต้องมี และลำดับก่อนหลัง ต่อจากนี้เขาก็คิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ

อิสระมองว่าความสำเร็จของเขาขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเปิดร้านเบเกอรี่ เขาจึงไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำร้านเบเกอรี่เพิ่มเติม สะสมเงินและลงทุนไปพร้อมๆ กัน เขางดเว้นจากการจับจ่ายใช้สอยหรือเที่ยวเตร่เกินจำเป็น ในที่สุดเมื่อทำงานประจำจนครบ 5 ปี อิสระก็มีเงินทุน 2 ล้านบาทและ “แหกคุก” ออกจากงานประจำ พร้อมมุ่งหน้าสู่อิสรภาพทางการเงินต่อไป

กุญแจของความสำเร็จ

จากตัวอย่างข้างต้น อิสระไม่ได้คิดแค่ว่า “อยากมีเงินเยอะๆ” หรือ “อยากมีเงินเดือนเยอะๆ” เพราะนั่นไม่ได้ตอบโจทย์ในระยะยาวของชีวิตเขา

อิสระอ่านความต้องการในชีวิตของตัวเองออกว่า เขาอยากมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง และอยากมีอิสรภาพทางการเงิน… การมีเงินทุนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญ คือ เขาคำนวณออกมาด้วย ว่าที่ต้องมีนั้นมากน้อยแค่ไหน และต้องมั่นใจด้วยว่ามันเป็นจำนวนที่เพียงพอ

นอกจากเรื่องของเงินทุน เขายังเห็นว่า ความรู้เกี่ยวกับเบเกอรี่และธุรกิจเบเกอรี่ ก็เป็นสิ่งสำคัญ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาลงมือศึกษาไปพร้อมๆ กับการสะสมเงินทุน

ระหว่างที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี อิสระไม่ได้ละเลยหน้าที่ในงานประจำแต่อย่างใด เขายังคงมีความก้าวหน้าดีและได้รับเงินเดือนเพิ่มอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายในระยะยาวของเขา เขาอาจมีความสุขพอสมควรในงานประจำ แต่เขาก็มั่นใจว่าจะมีความสุขมากกว่ากันมากในร้านเบเกอรี่ของตัวเอง

จากตัวอย่างนี้น่าจะทำให้เห็นว่าการวางแผนจะช่วยเราได้อย่างไร ทั้งในแง่ของลำดับความคิด พลังใจ และการลงมือปฏิบัติ

แต่ข้อที่ว่าจะแหกคุกได้สำเร็จหรือไม่นั้น มีแต่คุณที่จะตอบได้ครับ

——————————

ภาพประกอบมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Shawshank Redemption เป็นหนังแหกคุกที่ดีมากเรื่องหนึ่ง