เมื่อหุ้น Value กลับมาชนะหุ้น Growth

valuebeatsgrowth

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ช่วงเก้าปีที่ผ่านมา หลังวิกฤตการเงินปี 2008 ผลตอบแทนของนักลงทุนแนว “เน้นการเติบโต” หรือ growth investor ในสหรัฐอเมริกา เหนือกว่านักลงทุนแนว “เน้นมูลค่า” หรือ value investor เยอะมาก โดยเฉพาะพวก “tech stock” ทั้งหลาย

(สอดคล้องกับตลาดหุ้นไทย ที่หุ้น growth โตเอาๆ ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันคือของไทยมักเทไปที่เซคเตอร์ค้าปลีก โรงพยาบาล ซึ่งก็ทำให้พอร์ตของหลายคน “ทบเท่าทวี” กลายเป็นเศรษฐีใหม่กันไปมากต่อมาก)

ผมอ่านเจอในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 1 เม.ย. 2018  มีข้อมูลระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2008 ดัชนีหุ้นเติบโต Russell 3000 (Russell 3000 Growth Index) ของสหรัฐฯ เอาชนะดัชนีหุ้นมูลค่า ( Russell 3000 Value Index) ได้อย่างขาดลอย โดยให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 10.3% เมื่อเทียบกับ 7% ของหุ้น value ซึ่งเป็นการชนะยาวนานที่สุดในรอบ 40 ปี

เรื่องนี้อธิบายได้ว่าเป็นพลวัตปกติหลังการตกต่ำครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี GDP จะโตน้อย หุ้น growth จึงหายาก เมื่อมีหุ้นที่มีโอกาสเติบโตของรายได้ชัดเจน เงินทุนที่หาที่ลงไม่ได้ จึงไปกองรวมกันในหุ้นเหล่านั้น ประกอบกับนโยบายดอกเบี้ยต่ำของเฟดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทที่กำลังโตยิ่งกู้ได้ง่าย และเอาเงินมาสร้างการเติบโตต่อเนื่องขึ้นไปได้อีก

ยิ่งนับจากปี 2015 เป็นต้นมา หุ้นผู้ชนะในบางอุตสาหกรรมยิ่งชนะห่างขึ้นเรื่อยๆ อาทิ tech stock ของสามบริษัทอย่าง Facebook, Amazon และ Netflix ที่ราคาขึ้นถึงปีละ 92% เมื่อเทียบกับ S&P 500 ที่โตเฉลี่ย 14.8% (ซึ่งอันที่จริงก็ถือว่าเยอะมากแล้ว)

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไป !!

ข้อมูลระบุว่า จากเศรษฐกิจโดยภาพรวมที่ดีขึ้น กำไรของบริษัทใน S&P 500 โตขึ้นเฉลี่ยไตรมาสละ 2.5% โดยเฉพาะจุดพลิกผันในไตรมาสที่สี่ของปี 2017 ซึ่งทั้ง 500 บริษัทกำไรโตเฉลี่ยถึง 14.8% นั่นทำให้บริษัทโดยรวมใกล้จะ “ไล่ทัน” พวกบริษัทเทพๆ ที่โตแซงไปก่อนหน้านี้เต็มที จากเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคที่มากขึ้น อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ การที่ดอกเบี้ยกลับมาเป็น “ขาขึ้น” หุ้น Growth ก็ยิ่งกระทบหนักกว่าหุ้น Value เพราะต้นทุนในการกู้เพิ่มขึ้นเยอะ ต่างจากหุ้น value ที่กู้น้อย อีกทั้งรายได้ยังสม่ำเสมอ อนาคตจึงดูแน่นอนกว่า

โดยสรุป ในสถานการณ์เช่นนี้ หุ้น Value จึงกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง โดยจากข้อมูลในอดีตหลังเศรษฐกิจตกต่ำผ่านมาได้ระยะหนึ่ง หุ้น Value จะกลับมาเอาชนะหุ้น Growth ได้ทุกครั้ง รวมแล้วหกครั้งด้วยกัน ในอัตราเฉลี่ย 37 ต่อ 27 เปอร์เซ็นต์

เรียกได้ว่า เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอยู่ตัวแล้ว หุ้น Value จะชนะ Growth กระจุยกระจายเลยทีเดียว

สำหรับเมืองไทย คงยากที่จะฟันธง แต่สิ่งที่เห็นอย่างหนึ่ง ณ เวลานี้ คือหุ้น growth หลายตัวที่เคยเจิดจรัสมาในรอบห้าปีหลังเริ่มจะแผ่วไปเยอะมาก บางตัวจากที่ PE 50-60 เท่า กลับตกลงมาฮวบฮาบ (เท่าที่นึกชื่อได้ในหัวตอนนี้มีไม่ต่ำกว่า 5-6 ตัว)

นักลงทุนอย่างเราๆ จึงอาจได้เวลาตั้งคำถามต่อกลยุทธ์ของตัวเองว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะหันมาให้ความสนใจหุ้น Value กันมากขึ้น แม้เศรษฐกิจไทยคงยากจะเทียบเคียงกับสหรัฐฯ แต่สภาพการณ์ที่เกิดกับหุ้น growth และหุ้น value ก็ออกจะมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกันอยู่

ลองพิจารณากันดูก็แล้วกันนะครับ


ข้อมูลประกอบ : นิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 1 เม.ย. 2018 บทความ Revenge of the Cheapskates

** หลักสูตร  “ประเมินมูลค่าหุ้น และ DCF” รุ่น ๘  สอนทำ valuation อย่างมืออาชีพ 26 พ.ค. 61 ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัล รัชดา คลิกที่นี่

** หลักสูตร “อ่านงบการเงิน” ออนไลน์ รับชมทาง Facebook Closed Group คลิกที่นี่

Advertisements

ฟิลลิป ฟิชเชอร์ : ต้นแบบแห่ง Growth Investment

Philip_Arthur_Fisher

ฟิลลิป ฟิชเชอร์

(1907-2004)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ฟิลลิป ฟิชเชอร์ เป็นผู้จุดประกายให้วิถีทาง “การลงทุนแบบเน้นการเติบโต” และเป็นหนึ่งในสองบุคคลที่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ยึดเป็นแบบอย่างในการลงทุน อีกคนหนึ่งที่บัฟเฟตต์ยึดถือเป็นแม่แบบก็คือ “เบนจามิน เกรแฮม”

ฟิชเชอร์มีใจรักในการลงทุนมาต้ังแต่เด็ก ชอบฟังญาติผู้ใหญ่คุยกันเรื่องหุ้น เมื่อโตขึ้น เขาได้เข้าศึกษาที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยในหลักสูตรที่เรียน อาจารย์ผู้สอนจะพานักศึกษาไปเยี่ยมชมกิจการของบริษัทต่างๆ ทุกสัปดาห์ ทำให้เขาพัฒนาความคิดในการวิเคราะห์ธุรกิจขึ้นมานับตั้งแต่นั้น

เมื่อเรียนจบแล้ว ฟิชเชอร์ได้ไปทำงานธนาคารอยู่หลายปี และสั่งสมความรู้ด้านการลงทุนเพิ่มเติม ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทจัดการกองทุนของตัวเอง ชื่อ “ฟิชเชอร์ แอนด์ โค” (Fisher & Co.)

“การลงทุนแบบเน้นการเติบโต” (Growth Investment) ตามหลักของฟิชเชอร์นั้น หมายถึงการเข้าไปลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ที่จริงแล้ว ต้องถือว่าการลงทุนประเภทนี้ แยกไม่ออกจาก “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” (Value Investment) เพราะทั้งสองวิธีล้วนต้องศึกษามูลค่าพื้นฐานของกิจการให้ถ่องแท้ก่อนจะเข้าไปลงทุน

ประเด็นสำคัญที่สุดที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของฟิชเชอร์ก็คือ เขาให้ความสำคัญกับ “ปัจจัยเชิงคุณภาพ” สูงมาก ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์คุณลักษณะของบริษัทในแง่ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเลข เช่น การตลาด การขาย ความสามารถและจริยธรรมของผู้บริหาร ความได้เปรียบในการแข่งขัน การวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือแม้แต่แบรนด์และเฟรนไชส์ของบริษัท ฯลฯ

ฟิชเชอร์มองว่า บริษัทที่น่าลงทุน ต้องไม่เพียงผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ แต่ต้องเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค และการจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องมี “การตลาด” ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งตัวฟิชเชอร์เองก็อาจถือได้ว่าเป็น “นักการตลาด” ที่ยอดเยี่ยมและมีสายตาอันเฉียบคมคนหนึ่ง

วิธีค้นคว้าหาข้อมูลของธุรกิจที่ฟิชเชอร์ใช้และเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ เทคนิค “การล้วงลึก” (Scuttlebutt) โดยใช้การสัมภาษณ์แบบเชิงลึกเป็นหลัก อาทิ ไปสัมภาษณ์ผู้บริหาร สัมภาษณ์อดีตพนักงานของบริษัท ตลอดจนสัมภาษณ์พนักงานของบริษัทคู่แข่ง ฯลฯ แล้วเอาข้อมูลมาประมวลผลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

ที่สำคัญก็คือ ฟิชเชอร์แนะให้ “มุ่งเน้น” (Focus) คือให้ลงทุนในบริษัทที่ “ดีที่สุด” จำนวน “น้อยบริษัท” แทนที่จะลงทุนในบริษัทที่ “ดีปานกลาง” จำนวนมากมายหลายบริษัท

เขาเชื่อว่ายิ่งกระจายการลงทุนมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เรามีเวลาสำหรับบริษัทแต่ละบริษัทที่เข้าไปลงทุนน้อยลงเท่านั้น อีกทั้งยังทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง เพราะถูกถัวเฉลี่ยไปในหุ้นหลายตัว

การมุ่งเน้น ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของฟิชเชอร์ที่แตกต่างจาก เบน เกรแฮม โดยสิ้นเชิง เขาย้ำว่า นักลงทุนควรเลือกลงทุนเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ตนเองมีความชำนาญ

ที่สำคัญก็คือ ฟิชเชอร์บอกไว้ในหนังสือCommon Stocks and Uncommon Profits” ที่เขาเขียนว่า …

เมื่อตัดสินใจลงทุนในบริษัทใดแล้ว ก็ควรถือหุ้นไว้ตลอดไปโดยไม่จำเป็นต้องขาย เว้นเสียแต่จะพบทีหลังว่าตัวเองวิเคราะห์ผิดพลาด หรือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับฟิชเชอร์ เขาถนัดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นพิเศษ ตรงกันข้ามกับบัฟเฟตต์ที่ไม่ยอมข้องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเลย สุดยอดการลงทุนครั้งหนึ่งของฟิชเชอร์ คือการเข้าไปซื้อบริษัทเทคโนโลยีนอกสายตาที่ชื่อว่า “โมโตโรล่า” (Motorola) และบริษัทนี้ก็กลายเป็นบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันดีในทุกวันนี้

บางคนเข้าใจผิดคิดว่าการลงทุนแบบเน้นการเติบโตไม่สนใจ “ราคาหุ้น” ขอเพียงเป็นกิจการพื้นฐานดีที่กำลังโตก็เข้าไปซื้อได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่จริงแล้ว ฟิชเชอร์ เน้นเสมอว่า ราคาของ “หุ้นเติบโต” (Growth Stock)ที่จะเข้าไปลงทุนนั้น ต้องเป็น “ราคาเหมาะสม” (Fair Price) แต่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเท่าไร เขาจึงเคยซื้อหุ้นของบริษัท ณ ราคาซึ่งพีอีเกิน 30 เท่ามาแล้ว

แม้บัฟเฟตต์จะบอกว่า ตัวเขาเป็นส่วนผสมของ “เกรแฮม 85 เปอร์เซ็นต์ และฟิชเชอร์ 15 เปอร์เซ็นต์” แต่หลายคนมองว่า อัตราส่วนนั้นน่าจะกลับกัน เพราะบัฟเฟตต์ลงทุนเหมือนฟิชเชอร์ยิ่งกว่าเกรแฮมเสียอีก

ไม่ว่าเราจะเรียกฟิชเชอร์ว่า “นักลงทุนแบบเน้นการเติบโต” (Growth Investor) หรือ “นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า” (Value Investor) ก็ตาม แต่วิธีลงทุนของเขาก็ถือเป็นแบบอย่างที่วีไอทุกคนควรเรียนรู้และปฏิบัติตาม หากมิได้ต้องการแค่ “ขจัดความเสี่ยง” แต่ “หวังผลเลิศ” และ “ขุมทรัพย์มหาศาล” จากการลงทุน

ภาพประกอบ : wikipedia.org (qualifies as fair use under United States copyright law)