รู้จัก “อัศวินวีไอ”

Investing+the+Templeton+Way

เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน

“อัศวินวีไอ”

(1912-2008)

 เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน เป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าในยุคบุกเบิก เขาเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของเบนจามิน เกรแฮม และเป็นหนึ่งในนักลงทุนชั้นนำของโลกไม่กี่คนที่ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นอัศวิน

เทมเพิลตันเกิดเมื่อปี 1912 ในชุมชนเล็กๆ ที่เงียบสงบในเมืองวินเชสเตอร์ รัฐเทนเนสซี่ สหรัฐอเมริกา เขาถูกปลูกฝังด้านคุณธรรมและจริยธรรมจากพ่อแม่ที่เป็นคนเคร่งศาสนา

พ่อของเขาเป็นนักกฎหมาย  แต่ก็รู้จักลงทุนและทำธุรกิจ โดยมักลงทุนซื้อไร่นาที่ไม่ค่อยมีใครต้องการมาด้วยราคาถูกๆ และขายทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ สิ่งนี้ช่วยปลูกฝังจอห์นให้รู้จักมองหาสินทรัพย์ที่ต่ำกว่ามูลค่าอยู่เสมอ

เทมเพิลตันเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก โดยได้เกรด A แทบทุกวิชา เมื่อโตขึ้น เขาสอบเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล และเริ่มศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุนอย่างจริงจัง

ระหว่างนั้น สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง หรือ “The Great Depression” ทำให้พ่อของเขาประสบปัญหาทางการเงินและไม่มีเงินส่งเขาเรียน จอห์นจึงยิ่งต้องเรียนให้ดีเพื่อให้ได้ทุนการศึกษา มิเช่นนั้นจะไม่มีเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียน

แม้วิกฤตเศรษฐกิจจะทำให้ครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน แต่มันก็เป็นจุดสตาร์ทที่ทำให้เทมเพิลตันในวัย 20 เริ่มต้นลงทุนในหุ้น ด้วยความรู้ที่สั่งสมมาประกอบกับสายตาอันเฉียบคม รู้จักมองหาสินทรัพย์ที่ “Undervalued” อยู่เสมอ ทำให้เขามองเห็นว่าหุ้นทั้งตลาดในขณะนั้นราคาถูกจนไม่น่าเชื่อ

พอเรียนจบจากเยล เทมเพิลตันได้ทุนไปศึกษาต่อด้านกฏหมายที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นลงทุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จอห์นยังออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก ประสบการณ์จากการท่องเที่ยว ทำให้เขาได้ศึกษาธุรกิจของประเทศต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรมของประเทศเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เทมเพิลตันเชื่อว่า การจะเข้าใจในบริษัทหนึ่งๆ อย่างถ่องแท้ คุณต้องเข้าใจบริษัทคู่แข่งซึ่งอยู่ในประเทศอื่นๆ ด้วย

ในปี 1937 หลังจากจบอ็อกซ์ฟอร์ด เทมเพิลตันก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะที่ปรึกษาการลงทุนของบริษัทแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค จอห์นเปลี่ยนงานอยู่ 1-2 ครั้ง ครั้นถึงปี 1940 เขาได้เข้าซื้อบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนแห่งหนึ่งด้วยเงิน 5,000 เหรียญ และเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว

ในปี 1954 เทมเพิลตันได้ตั้งกองทุนชื่อ Templeton Growth Fund หรือ TGF เริ่มต้นด้วยสินทรัพย์ 7 ล้านเหรียญ (ตอนนั้นเขามั่งคั่งระดับหนึ่งแล้ว)

พอถึงปี 1992 หรือเกือบ 40 ปีต่อมา สินทรัพย์ของกองทุนก็ทวีค่าเพิ่มเป็น 22,000 ล้านเหรียญ ครั้นถึงปี 1997 TGF มีสินทรัพย์ถึง 80,000 ล้านเหรียญ มีผู้ถือหน่วยกว่า 4 ล้านคน เป็นผลงานการลงทุนที่น่าอัศจรรย์มาก

ช่วงปลายทศวรรษ 1960 เทมเพิลตันได้ย้ายถิ่นฐานไปพำนักที่เกาะบาฮามาส ในอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ด้วยความศรัทธาในวิถีชีวิตของชาวเกาะที่นั่น และอยากทุ่มเทเวลาเพื่องานการกุศลและศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเชื่อมั่นและศรัทธา โดยตั้งสำนักงานเล็กๆ อยู่บนชั้นสองของร้านตัดผม

ต่อมา เขาได้สัญชาติอังกฤษและได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “อัศวิน” จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่สอง เมื่อปี 1987 ซึ่งเป็นหนึ่งในนักลงทุนชั้นนำของโลกไม่กี่คนที่ได้รับเกียรติยศอันนี้

เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน เสียชีวิตลงในปี 2008 ขณะอายุ 95 ปี มีผู้คำนวณไว้ว่า ใครก็ตามที่ลงทุนใน Templeton Growth Fund ด้วยเงิน 10,000 เหรียญ ในปี 1954 จนถึงวันที่เทมเพิลตันตาย เงินจำนวนนั้นจะเพิ่มมูลค่ากลายเป็น 7 ล้านเหรียญ เลยทีเดียว

หัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จของเทมเพิลตัน เกิดจากการมุ่งมั่นค้นหาหุ้นราคาถูกไปทั่วโลก เขาไปลงทุนในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้งจีน ซึ่งนักลงทุนในเวลานั้นไม่เคยสนใจ และทำกำไรได้มหาศาล การกระจายการลงทุนแบบไร้พรมแดน ทำให้จอห์นพบโอกาสงามๆ มากกว่าคนอื่น และยังช่วยให้เขารอดตัวจากการพังครืนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 60 ด้วย

หลักการลงทุนของเทมเพิลตันที่น่าจดจำไปใช้มีอยู่มากมาย เช่น จงอย่าลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการจำกัดโอกาสของตัวเอง โดยให้ติดตามข่าวสารทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ของประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างดียิ่ง อีกทั้งต้องมองการณ์ไกลไปข้างหน้าหลายๆ ปี อย่ามองสั้นๆ เพียงแค่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบริษัทนี้ในเดือนต่อไปหรือไตรมาสถัดไป

ที่สำคัญคือต้องรู้จัก “ทำตรงข้ามกับฝูงชน” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของเทมเพิลตัน เขาเป็นเจ้าของคำขวัญ “จงซื้อเมื่อคนอื่นขายอย่างสิ้นหวัง และจงขายเมื่อคนอื่นซื้ออย่างหิวกระหายบ้าคลั่ง”  ซึ่งเป็นจุดยืนที่ชัดเจนมาก

เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน ถูกยกย่องว่าเป็นครูผู้ชี้ทางให้นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั่วโลก ซึ่งนอกจากความสามารถในการลงทุนแล้ว การดำรงตนอยู่ในศีลธรรม รู้จักให้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ใช้ชีวิตอย่างสมถะ มัธยัสถ์อดออม ..

ทำให้ “อัศวินวีไอ” ผู้นี้ ได้รับความยอมรับนับถือสูงส่งยิ่ง และสมควรถูกจารึกชื่อไว้ในฐานะตำนานบทหนึ่งของแวดวงการลงทุนโลกอย่างไม่ต้องลังเลสงสัยเลย

——————————–

แหล่งข้อมูล 1) Wikipedia  2) Investing the Templeton Way: The Market Beating Strategies of Value Investings Legendary Bargain Hunter, 2007. 3) The Great Investors, 2011.

ภาพประกอบ : ปกหนังสือ Investing the Templeton Way จาก เว็บไซต์  Templeton and Phillips . com

ปู่บัฟฟ์เสร็จสิ้นการรักษามะเร็งแล้ว

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เปิดเผยกับ CNBC ว่าตัวเขาเสร็จสิ้นการรักษามะเร็งเป็นที่เรียบร้อย โดยเพิ่งเข้ารับการฉายรังสีครั้งที่ 44 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 14 ก.ย. หลังจากเข้ารับการรักษาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

ปู่บัฟฟ์เปิดเผยว่า ตัวแกคงจะเจอ Side effect จากการฉายรังสีไปอีก 2-3 อาทิตย์ จากนั้นทุกอย่างคงเข้าสู่ภาวะปกติ

ผมเองเห็นปู่ในข่าวครั้งล่าสุด สังเกตเลยว่าผิวหนังแกดูแห้งกร้าน ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยดูแลคนป่วยมะเร็งอย่างใกล้ชิด ทำให้รู้ทันทีว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉายรังสี พอได้ข่าวว่าฉายแสงเสร็จแล้วก็ยินดีกับปู่ด้วย

ขอเอาใจช่วยให้ปู่บัฟฟ์กลับมาแข็งแรงในเร็ววัน ขอให้หายขาดจากมะเร็ง หายแล้วหายเลย โรคร้ายไม่กลับมากล้ำกรายอีก …. อยากให้โลกนี้มีปู่ไปอีกนานๆ ครับ

ที่มา: http://www.cnbc.com/id/49037375

เมื่อ บัฟเฟตต์ คุยกับ สตีฟ จ็อบส์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อน ได้ชม วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้สัมภาษณ์สด 3 ชั่วโมงในรายการ Squawk Box ทางช่อง CNBC ซึ่งปู่บัฟฟ์จะให้สัมภาษณ์ยาวเหยียดเช่นนี้เพียงปีละครั้งเท่านั้นในช่วงต้นปี ก่อนจะถึงการประชุมประจำปีของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์

การได้ฟังปู่บัฟฟ์ 3 ชั่วโมงรวด ปีละหนึ่งครั้ง เหมือนกับชม “ซูเปอร์โบวล์” ของโลกการเงินยังไงยังงั้นเลยครับ ตัวผมซึ่งตั้งหน้าตั้งตารอมาหลายวัน เลยนั่งฟังตั้งแต่ต้นจนจบ มีสมุดกับปากกาในมือ เรียกได้ว่าจดกันยิกเลยทีเดียว

ประเด็นที่น่าสนใจในการคุยกันคราวนี้มีเยอะอยู่ ขอเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน

เรื่องของเรื่องก็คือ ในช่วงต้นรายการ บัฟเฟตต์ได้เอ่ยชื่อบริษัท Apple เพื่อตอบคำถามที่ถามว่าเขาได้ตัวคนที่จะมาบริหารเบิร์คไชร์แทนหรือยัง โดยปู่ได้ย้อนถามว่า “แล้วคุณรู้ไหมล่ะว่าใครจะมาแทน ทิม คุก ที่ Apple”

ความหมายก็คือ การที่แกยังไม่เปิดเผยว่าใครจะมาบริหารเบิร์คไชร์แทนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ต้องกังวลอะไร ก็เหมือนกับที่เราไม่รู้ว่าใครจะมาแทน ทิม คุก ที่ Apple แต่องค์กรยักษ์ใหญ่ดังกล่าวก็ย่อมจะอยู่ต่อไปได้นั่นเอง

ในช่วงต่อมา พิธีกรจึงถามว่า เมื่อครู่ที่คุณพูดถึง Apple คุณเคยคุยกับ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ล่วงลับหรือไม่ และคำตอบของบัฟเฟตต์ก็น่าสนใจมากครับ

สุดยอดนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกบอกว่า เขาเคยคุยกับจ็อบส์ไม่กี่ครั้ง โดยมีอยู่ครั้งหนึ่ง (เข้าใจว่าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจ็อบส์ตาย) จ็อบส์เป็นฝ่ายโทรมาหาเขา และขอไอเดียเกี่ยวกับการใช้เงินสดของ Apple ที่มีอยู่มากเกินไป

“เป็นการคุยกันที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้คุยกับเขานานมาก เขาบอกผมว่า เรามีเงินสดเหลือเยอแยะ ผมจะใช้ยังไงดี เราก็เลยคุยกันถึงทางเลือกที่มี ซึ่งน่าสนใจทีเดียว” บัฟเฟตต์กล่าว

ปู่บัฟฟ์บอกเจ้าพ่อ Apple ว่า วิธีจัดการกับสภาพคล่องที่ล้นเกินของบริษัทมีอยู่ 4 วิธี คือ

1. ซื้อหุ้นคืน 2. จ่ายปันผล 3. ซื้อกิจการอื่น หรือ 4. นั่งทับมันไว้เฉยๆ

บัฟเฟตต์เล่าว่า แกได้อธิบายให้จ็อบส์ฟังถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี แต่จ็อบส์บอกว่า เรื่องการซื้อกิจการนั้นคงไม่ได้ เพราะเขาไม่เห็นว่ามีกิจการไหนที่ควรจะซื้อและมีขนาดใหญ่พอให้ซื้อโดยใช้เงินเยอะๆ ได้เลย

คุณปู่เราได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า “เป็นผมคงซื้อหุ้นคืนมา ถ้าคิดว่าหุ้นของตัวเองต่ำกว่ามูลค่า” แล้วเขาก็ถามจ็อบส์ว่า มองราคาหุ้น Apple ตอนนี้เป็นยังไง จ็อบส์บอกว่า “ผมว่าหุ้นของผมต่ำกว่ามูลค่าไปมาก”

ฟังดูเหมือนจ็อบส์น่าจะได้ไอเดียแล้วใช่ไหมครับ แต่เปล่าเลย จ็อบส์กลับถามปู่ต่อไปว่ามีวิธีใช้เงินอย่างอื่นอีกไหม โดยไม่ได้ถามถึงการซื้อหุ้นคืนอีก อาจเรียกได้สิ่งที่ปู่บอกแทบไม่ได้เข้าหูเขาเลย

แล้วบัฟเฟตต์ก็เล่าต่อไป ซึ่งทำให้เรารู้ว่าจ็อบส์ไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องการเงินการลงทุนเลยแม้แต่น้อย โดยบอกว่า

“แล้วเราก็คุยกันต่อ แต่เขาไม่เคยทำอะไรเลย เขาชอบที่จะเก็บเงินไว้อย่างนั้น ที่ผมแปลกใจก็คือ หลังจากนั้น เขาไปพูดว่า ผมเห็นด้วยที่เขาไม่ทำอะไรกับเงินสดที่มีเลย (หัวเราะ) เขาไม่ยอมซื้อหุ้นคืน แม้จะเชื่ออย่างเต็มที่ว่าหุ้นของตัวเอง  ณ ราคา 200 หรือเท่าไรก็ตามในตอนนั้น มันถูกเกินไปมากๆ”

ได้ทราบเรื่องของ สตีฟ จ็อบส์ จากปากของปู่บัฟฟ์แล้ว พาลให้นึกถึงคนรอบๆ ตัว คนรู้จักผมบางคนเป็นหมอ รายได้สูงมาก ผู้ใหญ่บางคนที่ผมคุ้นเคยก็มีธุรกิจส่วนตัว เงินสดเหลือเยอะ แต่พวกเขากลับไม่ได้สนใจเรื่องของการเงินการลงทุน ทำได้เพียงเอาเงินไปฝากประจำ ซึ่งก็เหมือนกับการ “นั่งทับเงินไว้เฉยๆ” ดังข้อ 4 ที่ปู่บัฟฟ์บอก

คนบางคน ความสามารถมาก ฉลาดปราดเปรื่อง แต่เรื่องการลงทุนเขาไม่สนใจ เพื่อนผมหลายคนเป็นแบบนี้ เอาช้างลากก็ไม่มา ไอ้เรามันพอจะรู้อะไรอยู่บ้าง บางทีเห็นแล้วก็อดเสียดายแทนไม่ได้ แต่อย่างว่าแหล่ะ เราอยู่คนละโลกกัน

เหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์ “เทพเจ้าแห่งการลงทุน” อยู่คนละโลกกับ สตีฟ จ็อบส์ “ศาสดาแห่งโลกนวัตกรรม” (ตั้งแต่จ็อบส์ยังไม่ตาย) นั่นแหล่ะครับ

[ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cnbc.com/id/46544809 ]