วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับบทเรียนจากวิกฤตซับไพรม์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนว่า จุดประสงค์หลักในการซื้อบ้านของคนเรา ควรจะเป็นการ “อยู่อาศัย” และเพื่อ “ความสุข” ที่สำคัญคือ เราควรซื้อบ้านตามกำลังของตัวเอง

ปู่เล่าถึงสาเหตุของวิกฤตซับไพรม์สที่เริ่มต้นเมื่อปี 2007 โดยบอกว่า ในยุคนั้น สถาบันการเงินมักปล่อยกู้ให้ผู้ซื้อบ้านแบบง่ายๆ โดยเรียกเงินดาวน์เพียงน้อยนิด บางครั้งคนของสถาบันเหล่านั้นถึงขนาดคิดตัวเลขมั่วๆ ขึ้นมา เพราะอยากได้ค่าคอมฯ

ฝ่ายผู้กู้ก็ยอมรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ทั้งๆ ที่หลายคนก็รู้ว่าตัวเองคงผ่อนไม่ไหว เนื่องจากคิดว่าเดี๋ยวบ้านก็จะแพงขึ้นไปอีก ครั้นได้บ้านมาแล้ว บางคนก็เอาไป “รีไฟแนนซ์” เพื่อเอาเงินไปใช้จ่ายอีกทีหนึ่ง ขณะที่พวกบริษัทในวอลล์สตรีทก็เอาสินเชื่อด้อยคุณภาพทั้งหลาย “มัด” รวมกัน แล้วขายให้แก่นักลงทุนที่ไม่รู้เท่าทัน ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน

ดูเหมือนทุกคนทุกฝ่ายจะมีความสุขกันถ้วนหน้ากับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเฟื่องฟู ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ผู้กู้ ผู้ให้กู้ บริษัทเครดิตเรตติ้ง หรือสื่อมวลชน

ปู่บอกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเสมือน “ปาร์ตี้” แห่ง housing market ซึ่งในที่สุดก็จบลงแบบไม่เป็นท่า และส่งผลสะเทือนลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

ปู่ชี้ชัดว่า เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวง เกิดจากความเชื่อข้อเดียว นั่นคือ “บ้านจะแพงขึ้น” โดยคิดว่ามูลค่าของบ้านยังไงก็ต้องสูงขึ้นในระยะยาว หากจะลดลงบ้างก็เป็นเพียงเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเป็นอะไรที่อันตรายมากๆ และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเลย

ที่น่าตลกก็คือ นี่คือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อปี 1997-2000 แต่นักลงทุนกลับไม่เรียนรู้อะไรจากมัน และกระทำผิดซ้ำอีกในเวลาไม่กี่ปีให้หลัง

ปู่ยกตัวอย่างบริษัท เคลย์ตัน โฮมส์ ซึ่งเป็นบริษัทรับสร้างบ้านในเครือของเบิร์คเชียร์ แกบอกว่า บริษัทของแกจะปล่อยกู้ให้แก่ผู้กู้ที่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้เท่านั้น โดยต้องเป็นรายได้จริง ไม่ใช่รายได้ที่ “หวังว่าจะได้” ทำให้สถิติการผิดนัดชำระจนกลายเป็นหนี้เสียถือว่าต่ำมาก

ปู่สรุปบทเรียนจากวิกฤตอสังหาฯ ที่เกิดขึ้นว่า ในการปล่อยกู้ซื้อบ้านนั้น ต้องกำหนดเงินดาวน์อย่างน้อย 10% และค่าผ่อนชำระควรจะหักจากบัญชีเงินเดือนของผู้กู้ จึงจะปลอดภัยที่สุด

สำหรับนักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เรื่องนี้ควรเป็นบทเรียนแก่เราว่า เวลาคนเราจะ “บ้า” มันบ้าตามๆ กันได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ มารองรับ หรือบ้ากันไปได้เพราะคิดผิดๆ เชื่อผิดๆ เช่น เชื่อว่าหุ้นตัวนี้ยังไงก็ขึ้น หุ้นเซคเตอร์นี้ยังไงก็ไม่เจ๊ง ฯลฯ

ดังนั้น ไม่ว่าจะซื้อบ้านหรือลงทุน เราจึงควรคิดโดยใช้ตรรกะเหตุผลของตนเอง อย่าเชื่อตามใคร เพียงเพราะพวกเขาคือ “คนหมู่มาก” ซึ่งไม่ได้รับประกันความปลอดภัยอะไรขึ้นมาเลย

ทั้งนี้ … เพราะปู่สอนไว้

#เพราะปู่สอนไว้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s