บัฟเฟตต์ “ตีแตก” ปิโตรไชน่า กับบทเรียนสามข้อของนักลงทุน

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเข้าลงทุนใน “ปิโตรไชน่า” บริษัทน้ำมันของประเทศจีน ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกๆ ที่ปู่ลงทุนในบริษัทต่างประเทศ เพราะปกติแกนิยมลงทุนในบริษัทอเมริกาเสียเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นบริษัท “ใกล้บ้าน” แถบๆ เนบราสกา ยิ่งถือเป็นของชอบของแกเลยก็ว่าได้

ปู่เล่าว่า ตอนนั้น แกอ่าน “รายงานประจำปี” ของปิโตรไชน่า และประเมินมูลค่าหุ้นออกมาได้ 100 ล้านเหรียญ แต่ปรากฏว่า ราคาหุ้นขณะนั้น ขายอยู่ที่ 35 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ แกจึงตัดสินใจเข้าซื้อ โดยทยอยเก็บหุ้นหลายล็อต ได้หุ้นรวมทั้งหมดร่วม 10 เปอร์เซ็นต์ ใช้เงินไปประมาณ 488 ล้านเหรียญ

จากนั้น หุ้นบริษัทน้ำมันเลือดมังกร ก็เริ่มไต่ระดับกลับขึ้นมาเรื่อยๆ ห้าปีต่อมา ปู่ตัดสินใจขายหุ้นทิ้ง ได้เงินรวมทั้งหมดราวๆ 4,000 ล้านเหรียญ ทำกำไรได้มากมายมหาศาล คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 55 เปอร์เซ็นต์

สุดยอดไหมล่ะครับทั่น

ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นอยู่ตรงนี้ครับ มีคนไปถามบัฟเฟตต์ในการประชุมผู้ถือหุ้นว่า เหตุใดแกจึงกล้าเข้าลงทุนในบริษัทจีนที่ตัวเองไม่มีความคุ้นเคยมาก่อน เพียงแค่ได้อ่านรายงานประจำปีเท่านั้น ไม่คิดจะเข้าไปพบผู้บริหารสักหน่อยหรือ

ปู่จึงตอบว่า หากแกประเมินออกมาแล้ว พบว่าบริษัทมีมูลค่า 40 ล้านเหรียญ แต่ราคาขายขณะนั้นอยู่ที่ 35 ล้าน แน่นอนว่าแกต้องเข้าไปคุยกับผู้บริหาร

แต่กรณีนี้ แกประเมินออกมาได้ถึง 100 ล้านเหรียญ นั่นเท่ากับมีส่วนต่างแห่งความปลอดภัยขนาดมหึมา จึงมั่นใจได้ว่า แม้จะคลาดเคลื่อนอย่างไร ก็ยังได้กำไรแน่ๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทำ due diligence ให้วุ่นวาย

ปู่ยังเปรียบเทียบขำๆ ไว้ด้วยว่า เวลาเราเจอคนอ้วน แค่มองก็รู้แล้วว่าอ้วน ไม่ต้องถามเขาหรอกว่าหนัก 300 ปอนด์ หรือ 350 ปอนด์ จะไปสนใจทำไม … เรียกว่าเปรียบเทียบได้เห็นภาพจริงๆ

ผมสรุปบทเรียนจากเรื่องนี้ออกมาได้สามข้อด้วยกัน

ข้อแรก เราทุกคนสามารถลงทุนและประสบความสำเร็จได้ ด้วยการอ่านงบการเงินเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้อินไซด์ ไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูง ไม่ต้องเล่นท่าพิสดารใดๆ ทั้งสิ้น ดูปู่เป็นตัวอย่างก็ได้

ข้อสอง เราต้องประเมินมูลค่าหุ้นเป็น มิเช่นนั้นจะไม่มีวันรู้เลยว่าหุ้นตัวนี้ถูกหรือแพง มีส่วนต่างแห่งความปลอดภัยมากหรือน้อย

และข้อสาม ในการประเมินมูลค่าหุ้น จงอย่า “ดูราคาหุ้นก่อนล่วงหน้า” มิเช่นนั้น อาจเกิดอคติได้

เช่น ใจเราอยากซื้อหุ้นบริษัทนี้อยู่แล้ว ตอนนั้นหุ้นราคา 50 บาท เราจึงประเมินมูลค่าโดยพยายามปรับเปลี่ยนตัวแปรต่างๆ ให้ตัวเลขสุดท้ายออกมาใกล้เคียง 50 ที่สุด หรืออาจจะมากกว่านั้น เพื่อหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของตัวเอง เช่นนี้จะทำให้การลงทุนเสียหายได้

ขอให้เอาอย่างปู่ในเคสปิโตรไชน่า ลงทุนโดยปราศจากอคติ จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จแบบ “ตีแตก” ได้ครับ!!

{ข้อมูลประกอบจากบทความโดย จอห์น ฮูเบอร์ เว็บไซต์ basehitinvesting. com}

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s