วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับสมดุลระหว่างงานและชีวิต

grieve3

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คุณสมบัติประการหนึ่ง ที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลายเป็นนักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก คือการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการลงทุน เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากลงทุน ลงทุน และลงทุน 

บางครั้งก็มากไป จนถูกมองว่าแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก

เมื่อตอนที่ อเมริกัน เอ็กซ์เพรสส์ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “วิกฤตน้ำมันสลัด” โดยบริษัทได้ไปรับรองสต็อคน้ำมันสลัดปลอม และออกใบรับรองให้แก่ลูกค้าที่เป็นโบรกเกอร์จอมฉ้อฉลคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่สต็อคดังกล่าวมีน้ำมันสลัดอยู่เพียงเล็กน้อย ที่เหลือเป็น “น้ำเปล่า” และเจ้าโบรกเกอร์ตัวแสบนั่นก็ใช้สต็อคปลอมนั้นกู้เงินจากอเมริกันเอ็กเพรสส์เอง รวมทั้งยังเอาใบรับรองที่เอเม็กซ์ออกให้ไปกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่นๆ ด้วย

ครั้นเรื่องแดงขึ้นมา หุ้นของอเมริกันเอ็กซ์เพรสส์ก็ร่วงลงอย่างหนัก จากแปดสิบกว่าเหรียญ เหลือแค่สามสิบกว่าเหรียญ บัฟเฟตต์จึงเล็งเห็นถึงโอกาส โดยแกมองว่าวิกฤตดังกล่าวเป็นเพียง “เหตุการณ์ครั้งเดียว” และผลเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ได้รุนแรงขนาดที่สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้น

นอกจากนี้ ปู่ยังไปนั่งที่ร้านสเต็กที่แกกินอยู่เป็นประจำเพื่อสำรวจตลาด ก่อนจะพบว่า ผู้คนยังใช้บัตรเครดิตอเมริกันเอ็กเพรสส์รูดจ่ายค่าอาหารตามปกติ นั่นแสดงให้เห็นว่าวิกฤตที่ว่าไม่ได้กระทบธุรกิจบัตรเครดิตของบริษัทเลย แกจึงมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านี่คือโอกาสซื้อที่งดงามที่สุด และตัดสินใจตะลุยเก็บหุ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้น ชีวิตปู่เองก็ต้องประสบกับวิกฤตเช่นกัน โดย “โฮเวิร์ด” พ่อของปู่ กำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็ง ต้องผ่าตัดหลายครั้ง อาการน่าเป็นห่วงมาก ทว่าปู่กลับยกหน้าที่ทั้งหมดในการจัดการกับวิกฤตนี้ให้เป็นของซูซี่ ผู้เป็นภรรยา โดยตัวแกยังคงทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่หุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรสส์

โดยเฉพาะในสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่พ่อจะเสียชีวิต แกแทบไม่เป็นทำอะไร มัวแต่ตามหุ้นเอเม็กซ์ กลายเป็นซูซี่ผู้เป็นลูกสะใภ้ที่ต้องคอยบังคับให้วอร์เรนไปเยี่ยมพ่อของตัวเองที่โรงพยาบาลทุกวัน

และแล้ว พ่อของปู่ก็เสียชีวิตลง

หลังงานศพผ่านพ้นไป ปู่หายหน้าไปสองสามวัน แล้วก็กลับไปทำงานตามปกติ โดยกลับไปไล่ซื้อหุ้นเอเม็กซ์อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง คิดเป็นเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นถึง 3 ล้านเหรียญ มากกว่าหุ้นตัวใดๆ ที่แกเคยลงทุนมาในชีวิต และทยอยซื้อมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอเม็กซ์ โดยมีหุ้นอยู่ราว 15 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 9,700 ล้านเหรียญ (ประมาณ 340,000 ล้านบาท) โดยมีต้นทุน 1,290 ล้านเหรียญ (45,150 ล้านบาท) เรียกได้ว่ากำไรอื้อซ่าเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า แม้ในช่วงเวลาวิกฤตที่สุดของชีวิต ปู่ก็ยังจดจ่ออยู่กับเรื่องลงทุน และแม้คนใกล้ชิดอาจมองว่า ปู่ไม่ได้แสดงอาการเสียใจอะไรเลยกับการจากไปของพ่อ บางคนอาจมองว่าแก “ไร้หัวใจ” แต่นั่นคงมิใช่ความจริง เพราะปู่ทั้งรักและนับถือพ่อของตัวเองมาก

แกเคยบอกด้วยซ้ำไปว่า ไอดอลในชีวิตแกมีอยู่เพียงสองคน คนแรกคือ โฮเวิร์ด ผู้เป็นพ่อ ส่วนอีกคนหนึ่งคือ เบนจามิน แกรแฮม จึงเป็นไปไม่ได้ที่แกจะไม่เสียใจ

เพียงแต่ความเป็นคนเนิร์ดๆ ไม่แสดงออก ทำให้ไม่มีใครเห็นถึงความเศร้าโศกนั้นต่างหาก ความจริงข้อนี้พิสูจน์ชัด จากการที่ปู่เอาภาพถ่ายขนาดใหญ่ของพ่อมาแขวนไว้บนผนังตรงข้ามโต๊ะทำงาน หลังจากโฮเวิร์ดจากไปไม่กี่วัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราต้องรู้จักสร้างสมดุลระหว่างการงานกับชีวิตส่วนตัวให้ดี เราทุกคนล้วนต้องเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่จะจัดการกับมันได้อย่างไร นั่นต่างหากที่สำคัญ

หากทำใจไม่ได้กับเรื่องส่วนตัว ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน แต่หากทุ่มเทกับงานมากไป ชีวิตส่วนตัวก็ย่อมจะเสียหาย และอาจต้องมาเสียใจในภายหลัง นี่ปู่ยังโชคดีที่มีเมียดี ช่วยนำพาครอบครัวผ่านพ้นวิกฤตไปได้ (แต่แกก็ไม่วาย บ่นเมียว่าใช้เงินซื้อโลงศพให้พ่อแพงเกินไป)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ คงไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในเรื่องของ work-life balance แต่การเรียนรู้จากชีวิตส่วนตัวของเขาก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวครับ

(ข้อมูลประกอบจาก วิกีพีเดีย, fool. com และหนังสือ The Snowball)

** คอร์สสัมมนาหุ้น โดย Club VI คลิกที่นี่ **

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s