Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

“อย่ามุ่งหาดวงจันทร์” ปรัชญาข้อแรกของโฮเวิร์ด มาร์กส์

34133084_2018583564880498_6155184027797028864_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โฮเวิร์ด มาร์กส์ บอกว่า ปรัชญาข้อแรกของกองทุน Oaktree Capital ที่เขาบริหาร คือการให้ความสำคัญกับ “การควบคุมความเสี่ยง” เป็นอันดับหนึ่ง

มาร์กส์บอกลูกค้าของเขาว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเอาชนะตลาด ไม่ใช่การทำเงินให้ได้มากสุด และไม่ใช่การทำผลงานให้อยู่ในกลุ่มนำ แต่คือ “การควบคุมความเสี่ยง” การเอาเงินมาลงทุนกับเขา แปลว่าสินทรัพย์ของคุณจะอยู่ภายใต้การควบคุมความเสี่ยงที่ดี

นั่นตามมาด้วยปรัชญาข้อสองในการลงทุน คือ การ “เน้นความสม่ำเสมอ”

มาร์กส์บอกว่า หลักของเขาคือ จะไม่ “มุ่งหาดวงจันทร์” หากว่าพลาดแล้วมีโอกาสร่วงลงมาร่างกายแหลกเหลว เขาบอกว่า เขาไม่เคยสนที่จะทำผลงานให้ติดกลุ่ม top 5 ขอแค่ “สูงกว่ากลุ่มกลางๆ” ตลอดเวลา

วีไอสมองเพชรผู้นี้กล่าวต่อไปว่า ถ้าอยากเป็น “top 5” ก็ต้องพร้อมเป็น “bottom 5” ด้วย ซึ่งเขาไม่พร้อมที่จะเป็นเช่นนั้น

มาร์กส์เล่าว่า มีกองทุนบำนาญอยู่กองหนึ่ง ตลอด 14 ปี ทำผลงานอยู่ในอันดับ 27-47 ทุกปี ไม่เคยหลุดจากนี้ แต่พอครบ 14 ปี กองทุนนี้กลับอยู่ใน “อันดับ 4” ทั้งที่ดูเผินๆ ควรจะอยู่ในอันดับสามสิบกว่าๆ

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

คำตอบก็คือ สำหรับกองทุนทั่วๆ ไป ในปีที่ดีก็ดีมาก พอถึงปีที่แย่ก็แย่หนักจริงๆ กองทุนที่อยู่ในระดับกลางๆ สูงกว่าเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย แต่มีความสม่ำเสมอ บรรทัดสุดท้ายจึงได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าเยอะ

มาร์กส์บอกว่า เขาต้องการให้กองทุนของเขา ทำผลงานในระดับ “a little bit over the middle all the time” คืออาจจะหลุดขึ้นไปติดท้อปบ้างในปีที่ตลาดแย่มากๆ แต่นอกเหนือจากนั้นจะอยู่แค่สูงกว่ากลางๆ นิดหน่อย

“ในระยะยาว ผู้คนจะนับถือเราไปในแบบนี้” มาร์กส์กล่าว

นี่เป็นข้อคิดที่ดีมากสำหรับคนที่จะเลือกลงทุนในกองทุน รวมถึงกองทุนในเมืองไทยด้วยเช่นกัน

อย่ามุ่งหาพวกกองทุนตัวท้อปอันดับ 1 แต่ให้หากองทุนที่ทำผลงานได้ในระดับกลางๆ ทว่ามีความสม่ำเสมอ

นี่ต่างหาก คือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ


แหล่งที่มา : คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks

 

 

นักวิเคราะห์ดังฟันธง ตลาดหุ้น “เด้งหลอก”

 

image-asset

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

แกรี ชิลลิง นักวิเคราะห์และนักเขียนด้านการเงินชื่อดังของสหรัฐฯ เตือนว่า การเด้งขึ้นของตลาดหุ้นขณะนี้ อาจเป็นการ “เด้งหลอก” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้ง Great Depression หรือ “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” ประมาณ 90 ปีที่แล้ว

ชิลลิง ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการลงทุนมาตลอดชีวิตบอกกับ CNBC ว่า ตลาดหุ้นปีหน้าอาจปรับตัวลงได้ถึง 30-40% เมื่อนักลงทุนเห็นแล้วว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาอีกนาน

“ผมคิดว่าเดี๋ยวจะมีลงรอบสอง ซึ่งเหมือนมากๆ กับที่เคยเกิดขึ้นในยุค 1930 คือผู้คนเริ่มรู้ตัวว่าการถดถอยและความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมันสาหัสขนาดไหน และต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะฟื้นกลับมา”

ทั้งนี้ ในสมัย The Great Depression หุ้นร่วงลงถึง 48% ในปี 1929 ซึ่งเป็นจุดเร่ิมต้นของวิกฤต แต่แล้วก็เด้งกลับขึ้นมา ณ จุดเดิมในเดือน เม.ย. ปี 1930

ทว่าเมื่อปรากฏชัดแล้วว่าสภาพเศรษฐกิจขณะนั้นฟอนเฟะเพียงใด ตลาดก็ร่วงลงไปอีกรอบ และครั้งนี้เป็นการร่วงหนักถึง 86% (หากนับจากจุดสูงสุดในปี 1929 ก่อนฟองสบู่แตก จะเท่ากับร่วงถึง 89%)

… เรียกได้ว่าเละเทะไม่มีชิ้นดี

“หุ้นตอนนี้เหมือนตอนที่เด้งกลับมาในปี 1929 มาก คนเชื่อกันสุดๆ ว่าเราคุมไวรัสได้เบ็ดเสร็จ แถมยังอัดเงินกระตุ้นทางการเงินการคลังเข้ามามโหฬารเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ” นักวิเคราะห์อาวุโสชี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ก็เตือนเช่นกันว่า ตลาดหุ้นไทยที่เด้งขึ้นมาเวลานี้ อาจเป็น technical rebound คือขึ้นเพราะลงมาเยอะ

คล้ายคลึงกับเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ที่หุ้นร่วงลงหนักมาก ก่อนจะเด้งขึ้นมาอย่างแรง แต่แล้วก็ปรับตัวลงอีกครั้ง และขึ้นๆ ลงๆ อีกหลายรอบ ทว่าในที่สุดก็ “หมดแรง” โดยร่วงลงยาวๆ และโงหัวไม่ขึ้นอีกหลายปี

“คำว่า techical rebound คือขึ้นเพราะมันลงมาหนัก แล้วคนเข้ามาช้อน แต่ว่าถ้าเศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นได้ มันจะตกใหม่ และตกแรง นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 40” ต้นแบบแห่งวีไอไทยกล่าว


ข้อมูลประกอบ : CNBC คลิกที่นี่ , คลิปสัมภาษณ์จาก The Secret Sauce คลิกที่นี่

ภาพประกอบจาก : agaryshilling .com

เรื่องควรรู้ เกี่ยวกับ “ดีลยักษ์” ครั้งล่าสุดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

 

IMG_0009โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

มาช้ายังดีกว่าไม่มา หลังจากนิ่งเฉยมาตลอดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 จนคนทั่วโลกคิดกันไปต่างๆ นานา ในที่สุด วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการครั้งสำคัญด้วยเงินก้อนโต และต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับดีลดังกล่าวครับ

  1. บริษัทที่ปู่ซื้อ ชื่อ “โดมิเนียน เอเนอร์จี” (Dominion Energy) เป็นธุรกิจขนส่งและจัดเก็บก๊าซธรรมชาติ
  2. มูลค่าของดีลครั้งนี้อยู่ที่เกือบ 10,000 ล้านเหรียญ โดยเบิร์คเชียร์จะจ่ายเงินสดเป็นค่าหุ้น 4,000 ล้านเหรียญ และใช้หนี้ให้บริษัทอีก 5,700 ล้านเหรียญ
  3. โดมิเนียน เป็นเจ้าของท่อส่งก๊าซความยาว 7,700 ไมล์ กับก๊าซปริมาณ 9 แสนล้านคิวบิคฟุต และสินทรัพย์อื่นๆ บริษัททำธุรกิจจัดหาไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติให้แก่หลายพื้นที่ในแปดรัฐของสหรัฐฯ
  4. บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 1983 สำนักงานใหญ่อยู่ที่เวอร์จิเนีย จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กโดยใช้ตัวย่อ “D” (ตัวเดียวโดดๆ)
  5. มูลค่าตลาดของโดมิเนียน ณ วันนี้อยู่ที่ประมาณ 62,000 ล้านเหรียญ คิดเป็นเงินไทยเกือบ 2 ล้านล้านบาท สูงกว่า ปตท. เกือบ 70%
  6. ปู่ระบุใน press release เมื่อวันอาทิตย์ (ตรงกับวันจันทร์เวลาไทย) ที่ผ่านมาว่า “เราภูมิใจมากที่ได้เพิ่มสินทรัพย์ด้านก๊าซธรรมชาติที่ยอดเยี่ยมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจพลังงานที่แข็งแกร่งอยู่แล้วของเรา”
  7. ดีลนี้เป็นดีล “ใหญ่ที่สุด” นับตั้งแต่ปู่เข้าซื้อ พรีซิชั่น แคสต์พาร์ทส์ บริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินเมื่อปี 2016
  8. การซื้อกิจการครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ปู่ใช้เงินสดของเบิร์คเชียร์ที่นอนจมอยู่ถึง 137,000 ล้านเหรียญอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน นับตั้งแต่เกิดโควิดเป็นต้นมา โดยเงินที่ถูกใช้ไป คิดเป็น 7% ของเงินสดที่มีอยู่ทั้งหมด
  9. การเข้าซื้อครั้งนี้ยังเป็นการยืนยันว่า ปู่ “อยากใช้เงิน” และยังคงมองหาโอกาสลงทุนอยู่เสมอ ไม่ใช่การ “อยู่นิ่งๆ” เพราะต้องการเก็บเงินสดไว้ “รอตลาดตก” แต่อย่างใด
  10. เดวิด คาสส์ ศาสตราจารย์ด้านไฟแนนซ์ของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการของบัฟเฟตต์ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่เป็นบวกมากๆ ต่อตลาด

ข้อมูลประกอบจาก BusinessInsider, Bloomberg, CNBC