Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

ทำไมเศรษฐกิจญี่ปุ่นถึงซบยาว

sunset-129503_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตั้งแต่ผมยังเป็นวัยรุ่น ก็ได้ยินมาตลอดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซา และถึงวันนี้ ผ่านมากว่า 20 ปี ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่

ผมได้ลองอ่านหนังสือและหาข้อมูลเรื่องเศรษฐกิจญี่ปุ่น ขอลองสรุปให้ฟังนะครับว่า ทำไมมันถึงติดหล่มไม่ไปไหนซักที

1. ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้การ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ตั้งแต่ ศก.เริ่มชะลอตัวเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยใช้มาตรการทุกอย่าง ทั้งการลดภาษี เพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยกู้เงินเพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่ายเหล่านั้น

2. การกู้เงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้หนี้สินของประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีหนี้ต่อ GDP ถึง 200% มากกว่าอเมริกาและเยอรมัน จะแพ้ก็แต่ “ซิมบับเว” ประเทศเดียว

3. การเป็นสังคมผู้สูงอายุ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ศก.ญี่ปุ่นแย่ เพราะ ศก.ของประเทศหนึ่งๆ จะโตได้ก็ด้วย “ผลิตผล” และ “การเพิ่มขึ้นของประชากร” เพื่อจะได้ช่วยกันสร้างผลิตผล และช่วยกันบริโภคให้ ศก.เติบโต แต่ประชากรญี่ปุ่นกลับมีแต่จะลดลง ที่ยังอยู่ก็เป็นคนแก่เสีย 1 ใน 4 ซึ่งไม่ได้สร้างผลผลิต มีแต่จะเป็นภาระให้รัฐต้องเลี้ยงดู ปีหนึ่งๆ คิดเป็นงบประมาณมหาศาล

4. เมื่อ GDP ไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่ม แถมประชากรยังลดลง ทำให้หนี้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น เท่ากับคนญี่ปุ่นเกิดมาก็เป็นหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว

5. ถามว่า เป็นหนี้ขนาดนี้ ทำไมยังไม่ล้มละลาย คำตอบก็คือ ญี่ปุ่นเอาตัวรอดมาได้เรื่อยๆ ด้วยการ “ลดดอกเบี้ย” แม้หนี้จะเพิ่มขึ้นสามเท่าในรอบ 20 ปี แต่ด้วย rate ที่ลดลง ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ไม่เพิ่มขึ้น และกลับจะลดลง

6. ถึงปัจจุบัน ญี่ปุ่นลดดอกเบี้ยลงเรื่อยๆ และเพิ่งเริ่มใช้นโยบาย “ดอกเบี้ยติดลบ” (ซึ่งถ้าใครพูดเรื่องนี้เมื่อยี่สิบปีก่อนคงโดนมองว่าบ้าไปแล้ว) อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ หรือถึงขนาดติดลบ ก็จะส่งผลเสียอีกทางหนึ่ง กล่าวคือ …

7. พอดอกเบี้ยต่ำมาก แทนที่ต่างชาติจะซื้อพันธบัตรญี่ปุ่น ก็หันไปซื้อพันธบัตรของชาติอื่นๆ โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐฯ และเยอรมัน ซึ่งให้ดอกสูงกว่า และยังดูมั่นคงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก นั่นจะทำให้ญี่ปุ่นขายพันธบัตรไม่ออก  หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “กู้เงินไม่ได้” สุดท้ายจึงเลี่ยงไม่พ้น ต้องขึ้นดอกเบี้ยอยู่ดีเพื่อให้แข่งกับต่างชาติได้ ไม่งั้นก็ไม่มีเงินใช้

8. แต่ถ้าขึ้นดอกเบี้ย รัฐบาลญี่ปุ่นก็จะซวยอีก เพราะหนี้ก็ท่วมหัวอยู่แล้ว หากดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้มากขึ้น ทำให้อาการยิ่งร่อแร่กว่าเดิม

9. สุดท้ายแล้ว ญี่ปุ่นเองอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย โดยใช้การ “พิมพ์แบงก์” ออกมาชำระหนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่พิมพ์แบงก์เองได้เหมือนกับอเมริกา ต่างจากประเทศ EU ที่ใช้เงินสกุลเดียวกันซึ่งจะทำเช่นนั้นไม่ได้

10. เมื่อไม่กี่ปีก่อน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้นวัตกรรมใหม่เลียนแบบสหรัฐฯ คือการทำ “คิวอี” หรือการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมุ่งเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่นั่นก็ทำให้เกิดผลเสียอีกเหมือนกัน เพราะจะเป็นการทำลายกำลังซื้อของประชาชน

11. ล่าสุด รัฐบาลกำลังเตรียมที่จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 8 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้รัฐ แม้จะชะลอมาหลายรอบ แต่สุดท้ายก็ต้องทำ ซึ่งก็แน่นอนว่าจะเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชนขึ้นไปอีก ทั้งที่ก็เหนื่อยสาหัสอยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสภาพเหมือน “วัวพันหลัก” คือทำยังไงก็ไม่พ้นปัญหา เป็นความหมักหมมมาหลายสิบปี จะแก้ยังไงก็เจ็บทั้งนั้น ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง 

จากที่ได้ศึกษามา ผมมองว่าสาเหตุสำคัญของเศรษฐกิจที่ตกต่ำของญี่ปุ่น เป็นผลมาจากวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเอง ที่มักให้รางวัลตามระบบอาวุโสและอายุงาน มากกว่าการให้รางวัลตามการสร้าง “ผลิตผล” เหมือนระบบอเมริกัน

ขณะที่ชีวิตของคนญี่ปุ่น เป็นชีวิตที่เคร่งเครียดและต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทั้งยังไม่อาจพึ่งพาให้รัฐบาลเลี้ยงดูตนเองในยามแก่ชราได้อีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ “ปัจจุบันก็ไม่ดี อนาคตก็ไม่แน่”

คนไทยบางคนไปเที่ยวญี่ปุ่นและรู้สึกนิยมชมชอบ บางคนถึงกับอิจฉาคนญี่ปุ่นที่ได้เกิดมาในประเทศที่มั่งคั่ง ซึ่งนั่นเป็นเพียงมายาคติที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง หากศึกษาให้ละเอียดถ่องแท้แล้ว เราจะมองเห็นอะไรชัดเจนมากขึ้นครับ

(ข้อมูลประกอบสำคัญ จากหนังสือ The Little Book of Sideways Market โดย วิทัลลีย์ แคตเซอเนลสัน, CNBC .com, Bloomberg .com, wikipedia)

บริษัทที่ดีควรจ่ายปันผลอย่างไร

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า บริษัทส่วนใหญ่มักระบุนโยบายการจ่ายปันผลชัดเจนอยู่แล้ว เช่นบอกว่า เรามีนโยบายจ่ายปันผล 40-50% ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เคยชี้แจงว่า การจ่ายปันผลในระดับดังกล่าว จะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างไร

ปู่ให้ข้อคิดไว้ว่า “การจัดสรรเงินทุน” เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับธุรกิจ โดยผู้บริหารควรคิดให้ดีว่า ในสถานการณ์เช่นไรควรจะ “กัน” (retain) กำไรเอาไว้ และในสถานการณ์เช่นไร ควรจะเอากำไรนั้น “จ่าย”​ (distribute) เป็นเงินปันผลออกมา

ปู่บอกว่า ธุรกิจบางประเภทต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์สูงมาก แม้ตัวเลขกำไรดูเหมือนจะสูง แต่นั่นเป็นผลมาจากเงินเฟ้อ ซึ่งถ้าเอากำไรจ่ายปันผลออกไป ก็อาจส่งผลให้บริษัทสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรืออาจไม่สามารถรักษายอดขาย หรือทำให้สถานะทางการเงินสั่นคลอนได้

กำไรในลักษณะนี้ เรียกว่า “กำไรที่มีข้อจำกัด” (restricted earnings) หรือ “กำไรเทียม” (ersatz earnings) ซึ่งไม่ควรจ่ายเป็นปันผลออกมา

ในทางตรงข้าม บางบริษัทกำไรดี และกำไรนั้นก็ไม่ได้ติดภาระอะไร แต่ผู้บริหารกลับ “งก” ไม่ยอมจ่ายปันผล ปล่อยให้เงินสดเหลือบานเบอะ บ้างก็เพราะอยากให้ตัวเอง “ดูดี” ได้บริหารบริษัทรวยๆ มีเงินเหลือเยอะแยะ อีกด้านหนึ่งคือ อยากบริหารธุรกิจแบบสบายๆ จะลงทุนอะไรก็ทำได้ ไม่ต้องไปวิ่งหาเงิน ลักษณะนี้ก็ไม่เข้าท่าอีกเช่นกัน

ถามว่า แล้วจ่ายปันผลอย่างไรจึงจะดี ?!

ในประเด็นเรื่องของปันผล ปู่ให้หลักคิดไว้ประโยคเดียว ซึ่งชัดเจนสุดๆ ว่า

“ทุกๆ หนึ่งดอลล่าร์ที่กันเอาไว้ บริษัทต้องเอาไปสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นมูลค่าตลาดอย่างน้อยหนึ่งดอลล่าร์”

พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทต้องสร้างผลตอบแทนให้ได้ไม่น้อยกว่าทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนอื่นๆ ในตลาด ที่ผู้ถือหุ้นจะสามารถทำได้ด้วยตนเอง

ปู่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพไว้ว่า สมมุตินักลงทุนคนหนึ่งมีพันธบัตรแบบไร้ความเสี่ยง ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี โดยในแต่ละปี ผู้ถือบัตรมีสิทธิ์เลือกได้ว่า จะรับผลตอบแทน 10% เป็นเงินสด หรือจะเอาผลตอบแทนนั้นลงทุนต่อในพันธบัตรชุดเดิมก็ได้

ด้วยเงื่อนไขนี้ หากพันธบัตรระยะยาวอื่นๆ ในตลาดให้ผลตอบแทน 5% ผู้ถือพันธบัตรที่รู้จักคิด ก็คงไม่อยากรับเงินสด แต่คงจะอยากลงทุนต่อกับพันธบัตรชุดนี้ ทว่าหากพันธบัตรอื่นๆ ในตลาดให้ผลตอบแทน 15% ผู้ถือพันธบัตรก็ย่อมจะอยากได้เงินสด เพราะเขาเอาไปลงทุนที่อื่นได้มากกว่าเยอะ

ด้วยหลักตรงนี้เอง ทำให้บริษัทเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ของปู่ แทบไม่เคยจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย เพราะปู่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ อันเป็นอัตราที่ผู้ถือหุ้นไม่สามารถหาได้จากที่ไหนอีกแล้ว จะเรียกร้องเอาเงินสดไปทำไมเล่า ในเมื่อทิ้งเงินไว้กับปู่ ให้ปู่ลงทุนให้ ได้มากกว่ากันเยอะเลย

นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ จึงควร “ตั้งคำถาม” ต่อการจ่ายปันผลของบริษัทอยู่เสมอ ว่าเพราะเหตุใดบริษัทจึงจ่ายปันผลเท่านั้นเท่านี้ หากมีอะไรไม่เข้าท่าหรือไม่คุ้มค่า จงอย่าลังเลที่จะเข้าประชุมผู้ถือหุ้น และ “ยกมือถาม” ผู้บริหารให้รู้เรื่อง

อย่าให้เขาเอา “เงินของเรา” ไปทำอะไรตามใจชอบเป็นอันขาด

ทั้งนี้.. เพราะปู่สอนไว้

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับบทเรียนจากวิกฤตซับไพรม์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนว่า จุดประสงค์หลักในการซื้อบ้านของคนเรา ควรจะเป็นการ “อยู่อาศัย” และเพื่อ “ความสุข” ที่สำคัญคือ เราควรซื้อบ้านตามกำลังของตัวเอง

ปู่เล่าถึงสาเหตุของวิกฤตซับไพรม์สที่เริ่มต้นเมื่อปี 2007 โดยบอกว่า ในยุคนั้น สถาบันการเงินมักปล่อยกู้ให้ผู้ซื้อบ้านแบบง่ายๆ โดยเรียกเงินดาวน์เพียงน้อยนิด บางครั้งคนของสถาบันเหล่านั้นถึงขนาดคิดตัวเลขมั่วๆ ขึ้นมา เพราะอยากได้ค่าคอมฯ

ฝ่ายผู้กู้ก็ยอมรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ทั้งๆ ที่หลายคนก็รู้ว่าตัวเองคงผ่อนไม่ไหว เนื่องจากคิดว่าเดี๋ยวบ้านก็จะแพงขึ้นไปอีก ครั้นได้บ้านมาแล้ว บางคนก็เอาไป “รีไฟแนนซ์” เพื่อเอาเงินไปใช้จ่ายอีกทีหนึ่ง ขณะที่พวกบริษัทในวอลล์สตรีทก็เอาสินเชื่อด้อยคุณภาพทั้งหลาย “มัด” รวมกัน แล้วขายให้แก่นักลงทุนที่ไม่รู้เท่าทัน ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน

ดูเหมือนทุกคนทุกฝ่ายจะมีความสุขกันถ้วนหน้ากับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเฟื่องฟู ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ผู้กู้ ผู้ให้กู้ บริษัทเครดิตเรตติ้ง หรือสื่อมวลชน

ปู่บอกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเสมือน “ปาร์ตี้” แห่ง housing market ซึ่งในที่สุดก็จบลงแบบไม่เป็นท่า และส่งผลสะเทือนลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

ปู่ชี้ชัดว่า เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวง เกิดจากความเชื่อข้อเดียว นั่นคือ “บ้านจะแพงขึ้น” โดยคิดว่ามูลค่าของบ้านยังไงก็ต้องสูงขึ้นในระยะยาว หากจะลดลงบ้างก็เป็นเพียงเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเป็นอะไรที่อันตรายมากๆ และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเลย

ที่น่าตลกก็คือ นี่คือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อปี 1997-2000 แต่นักลงทุนกลับไม่เรียนรู้อะไรจากมัน และกระทำผิดซ้ำอีกในเวลาไม่กี่ปีให้หลัง

ปู่ยกตัวอย่างบริษัท เคลย์ตัน โฮมส์ ซึ่งเป็นบริษัทรับสร้างบ้านในเครือของเบิร์คเชียร์ แกบอกว่า บริษัทของแกจะปล่อยกู้ให้แก่ผู้กู้ที่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้เท่านั้น โดยต้องเป็นรายได้จริง ไม่ใช่รายได้ที่ “หวังว่าจะได้” ทำให้สถิติการผิดนัดชำระจนกลายเป็นหนี้เสียถือว่าต่ำมาก

ปู่สรุปบทเรียนจากวิกฤตอสังหาฯ ที่เกิดขึ้นว่า ในการปล่อยกู้ซื้อบ้านนั้น ต้องกำหนดเงินดาวน์อย่างน้อย 10% และค่าผ่อนชำระควรจะหักจากบัญชีเงินเดือนของผู้กู้ จึงจะปลอดภัยที่สุด

สำหรับนักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เรื่องนี้ควรเป็นบทเรียนแก่เราว่า เวลาคนเราจะ “บ้า” มันบ้าตามๆ กันได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ มารองรับ หรือบ้ากันไปได้เพราะคิดผิดๆ เชื่อผิดๆ เช่น เชื่อว่าหุ้นตัวนี้ยังไงก็ขึ้น หุ้นเซคเตอร์นี้ยังไงก็ไม่เจ๊ง ฯลฯ

ดังนั้น ไม่ว่าจะซื้อบ้านหรือลงทุน เราจึงควรคิดโดยใช้ตรรกะเหตุผลของตนเอง อย่าเชื่อตามใคร เพียงเพราะพวกเขาคือ “คนหมู่มาก” ซึ่งไม่ได้รับประกันความปลอดภัยอะไรขึ้นมาเลย

ทั้งนี้ … เพราะปู่สอนไว้

#เพราะปู่สอนไว้