เรย์ ดาลิโอ ชี้ชัด “นี่คือ Depression”

800px-Web_Summit_2018_-_Forum_-_Day_2,_November_7_HM1_7481_(44858045925)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมสรุปบทสัมภาษณ์ เรย์ ดาลิโอ นักลงทุนชื่อดังระดับมหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุน Bridgewater และผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ PRINCIPLES จากการสัมภาษณ์ของ TED เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยดาลิโอได้ลงลึกถึง “วิกฤตโควิด-19” ครั้งนี้ และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต พร้อมให้คำแนะนำแก่นักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ

สรุปเป็นข้อๆ เข้าใจง่ายๆ ลองอ่านดูนะครับ

  1. ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ กระทบกับสองสิ่งหลัก คือ “รายได้” และ “งบดุล”
  2. การแก้วิกฤตครั้งนี้ เป็นเรื่องของ “เงิน” กับ “เครดิต” รัฐบาลสหรัฐฯ ปั๊มเงินและเครดิต (หนี้) ออกมา
  3. เฟด (ธนาคารกลาง) ซื้อตราสารหนี้ แล้วคลังฯ ก็เอาเงินนั้นไปแจกจ่ายให้คนจำนวนมาก ยุโรปก็กำลังทำแบบเดียวกัน
  4. สหรัฐฯ ปั๊มเงินออกมามากมาย กู้หนี้มามากมาย แต่ใครจะจ่ายหนี้ เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันยาว ประเด็นสำคัญคือ entity ไหนจะได้ประโยชน์ แล้วจะกระจายความมั่งคั่งกันอย่างไร
  5. นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น สมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ปี 1930 รัฐบาลก็กู้เงินมามากมาย และใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์มาแล้ว
  6. ตอนนี้เราอยู่ในโมเม้นท์ชี้เป็นชี้ตาย ต้องดูว่าผู้คนจะร่วมแรงร่วมใจกันหรือไม่
  7. โลกเราเคยเกิด “ระเบียบโลกใหม่” หรือ New World Order มาแล้วเมื่อปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง 
  8. “การเมือง” เป็นปัจจัยที่จะมาตัดสินว่า หลังวิกฤต เราจะดีลกันเองอย่างไร จะจัดการกับความเหลื่อมล้ำอย่างไร ความฝันแบบอเมริกันยังมีอยู่มั้ย เราจะมุ่งไปในจุดเดียวกันหรือไม่
  9. มี “stress test” เกิดขึ้นทุก 75 ปี และกำลังเกิดขึ้นอยู่อีกครั้งตอนนี้
  10. เรากำลังก้าวเข้าสู่ “ภาวะตกต่ำ” (Depression) ทั่วโลก ดาลิโอชี้ชัดว่า คำว่า “depression” หมายถึงแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นระหว่างปี 1929-1932 คือเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราคนว่างงานเป็นเลขสองหลัก และขนาดของเศรษฐกิจลดลงไป 10% ขณะนี้เรากำลังอยู่ในภาวะเหมือนในตอนนั้น (ในปี 1933 รัฐบาลยุคนั้นแก้ไขปัญหาด้วยการพิมพ์เงินออกมามากมาย แบบเดียวกับที่รัฐบาลตอนนี้ทำ อัตราดอกเบี้ยก็เป็นศูนย์)
  11. ถามว่าใช้เวลานานขนาดไหนกว่าตลาดหุ้นจะกลับขึ้นไปและผ่านจุด high เดิม และใช้เวลานานขนาดไหนกว่าเศรษฐกิจจะกลับขึ้นไปและผ่านจุด high เดิม? ดาลิโอบอกว่า “นาน” และกระบวนการอาจจะใช้เวลากว่า “สามปี” กว่าจะปรับโครงสร้างขึ้นมาใหม่ได้
  12. “นี่ไม่ใช่การถดถอย (recession) นี่คือการพังทลาย (breakdown)”
  13. พลังที่มีอำนาจสูงสุด คือการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ (invention) กับ การปรับตัว (adaptation)
  14. เรากำลังเห็นเงินหายไป 20 ล้านล้านเหรียญ ตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) จะสาหัสยิ่งกว่า เพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
  15. จะมีธุรกิจที่ไม่มีเงินจ่ายหนี้แล้วก็เจ๊งไป ปัญหาคือ ใครจะเป็นฝ่ายได้เช็คสำหรับเอาไปจ่ายหนี้แล้วรอดตัว แม้แต่โรงพยาบาลก็อาจจะเจ๊ง และจะกลับมาไม่เต็มตัว แม้ทุกคนจะต้องการโรงพยาบาลในเวลานี้
  16. ถ้าไล่ดูปัญหาทีละเปลาะ แล้วดูที่กระบวนการแก้ไข จะเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ไวรัสที่เกิดขึ้นแล้วจะหายไป แต่จะมีคนหมดตัว จะมีการเปลี่ยนแปลงของรายได้ เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินใหม่ เราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
  17. ครั้งนี้หนักหนากว่าปี 2008 มาก ในปี 2008 ปัญหาคือแบงก์กู้มาเยอะ พอกู้มามากเกินแล้วเศรษฐกิจพัง รัฐบาลก็ไม่ยอมให้แบงก์เจ๊ง เลยเอาเงินไปช่วย แต่เที่ยวนี้ซับซ้อนกว่าเยอะ เพราะไม่ใช่แค่แบงก์ที่มีปัญหา ทว่าเป็นธุรกิจน้อยใหญ่ ทุกที่ ทุกหนแห่ง วิกฤตครั้งนี้หนักกว่า นโยบายการเงินใช้ได้ผลน้อยกว่า เพราะทำไปเยอะแล้ว ดอกเบี้ยก็เป็นศูนย์แล้ว
  18. ครั้งนี้เฟดซื้อแต่สินทรัพย์ทางการเงินอย่างเดียวไม่ได้ผล ต้องซื้อหนี้จากรัฐบาลด้วย ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องหากำลังซื้อมาซื้อผลิตผลทางเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งยากกว่าครั้งก่อนเยอะ
  19. บริษัทมีสองแบบ แบบแรกคือไม่ได้มีหนี้มาก ธุรกิจมั่นคง เช่น แคมป์เบล ขายซุปกระป๋อง พวกนี้ไม่มีปัญหา อีกแบบคือพวกนักประดิษฐ์ พวกหลังนี่ถ้าปรับตัวได้ สร้างนวัตกรรมเก่ง และงบดุลไม่แย่ ก็จะผ่านวิกฤต และจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้ต่อไป
  20. ถามว่า สมัยนี้มีการใช้อัลกอริธึ่มในการเทรด มันจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร ดาลิโอบอกว่า พื้นฐานของอัลกอริธึ่ม คือความสัมพันธ์ระหว่าง “cause กับ effect” ซึ่งเป็นการทำให้คอมพิวเตอร์คิดได้แบบมนุษย์ แต่เป็นการคิดในระดับที่ก้าวหน้ากว่า ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้และตัดสินใจในยุคนี้เหนือกว่าทุกยุคสมัย แต่คุณต้องเข้าใจมันเสียก่อน จึงจะรู้ว่าจะใช้มันให้ถูกต้องได้อย่างไร
  21. สำหรับนักลงทุนทั่วไป สิ่งที่ควรทำคือต้อง “กระจายการลงทุน” (diversify) และต้องกระจายมันให้สมดุล
  22. สิ่งที่นักลงทุนพลาดกันมากที่สุด คือคิดว่าสิ่งที่เคยเวิร์กเมื่อเร็วๆ นี้ จะเป็นการลงทุนที่ดีกว่า และสิ่งที่ไม่เวิร์กเร็วๆ นี้ จะเป็นการลงทุนที่แย่กว่า ที่จริงแล้ว สิ่งที่เวิร์กเร็วๆ นี้ คือสิ่งที่แพงกว่า และสิ่งที่ไม่เวิร์กเร็วๆ นี้ คือสิ่งที่ถูกกว่า ถ้านักลงทุนบุคคลไม่รู้ตรงนี้ ถ้าไม่เข้าใจความมั่งคั่ง (wealth) ในโลก ก็จะลงทุนไม่สำเร็จ
  23. นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในหลายๆ วิธี เช่น ในหลายๆ ประเทศ ในหลายๆ ค่าเงิน อาจจะมีทองคำบ้าง มีสินทรัพย์อื่นบ้าง 
  24. อย่าคิดว่าเงินสด คือการลงทุนที่ปลอดภัย “เงินสดคือการลงทุนที่ดึงดูด เพราะไม่ผันผวนมาก” แต่มันจะโดนภาษีและถูกทำลายอำนาจซื้อปีละ 2% “เงินสดเป็นการลงทุนที่แย่ที่สุดเสมอ”
  25. ดาลิโอฝากถึงนักลงทุนทั่วไปอย่างเราๆ ว่า ให้ “กระจายการลงทุนให้ดี ถ่อมตัวเอาไว้ อย่าจับจังหวะตลาด มีสติตระหนักรู้ถึงอันตรายของเงินสดอยู่เสมอ”

Image credit :  Harry Murphy / Web Summit via Sportsfile

สรุปมุมมองของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ต่อการลงทุนในวิกฤตโควิด-19 (ฉบับเต็ม)

virus-4915859_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(สรุปจากรายการ Money Chat สัมภาษณ์โดยคุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ)

  1. วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อไทยรุนแรง ด้วยสามปัจจัย หนึ่ง) เศรษฐกิจโลกแย่ไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดจึงได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นการส่งออกที่แย่ลง สอง) ไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลักพอเจอโควิดเศรษฐกิจเลยกระทบหนักและ สาม) การแพร่เชื้อในไทยยังเป็นขาขึ้นอยู่พอใช้มาตรการเข้มข้นก็จะกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
  2. ไตรมาสหนึ่งเราติดลบเพราะข้างนอก (เช่นเมืองจีนผู้เขียน) แต่ไตรมาสสองเราติดลบจากข้างใน  ห้างปิดงดประชุมฯลฯกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดหมดเช่นสมมุติทั้งปีควรจะทำ GDP ได้ 100 บาทแทนที่เดือนนี้จะทำ GDP ได้ 8-9 บาทก็เหลือ 4-5 บาท
  3. ต้องบริหารจัดการเรื่องการสะกัดเชื้อไวรัสให้ได้ก่อนถ้าลุกลามไปทั่วจะแย่
  4. ตอนนี้เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกสามกลุ่มคืออเมริกายุโรปและจีนซึ่งรวมเป็นกว่า 60% ของเศรษฐกิจโลกกำลังเป็นไข้หนักเศรษฐกิจโลกจึงแย่แน่นอนและไทยต้องกระทบหนักแน่
  5. มาตรการทางการเงินทั้งการลดดอกเบี้ยอัดฉีดเงินแก้วิกฤตไม่ได้หรอกถ้าได้ก็ดีแต่ว่าสงสัยจะไม่ได้
  6. ราคาหุ้นจะดูว่าถูกหรือแพงจาก P/E ตอนนี้หุ้นดูเหมือนราคาจะถูกเพราะ P มันลงแต่โควิด-19 ทำให้ E ลงมาด้วยฉะนั้นหุ้นมันไม่ได้ถูกหรอกเพราะว่า P ก็ลง E ก็ลง
  7. ในอีกส่วนหนึ่งเราคุ้นเคยกับการที่แบงก์ชาติทั่วโลกกดดอกเบี้ยให้ต่ำมากจึงโหมกันสร้างหนี้แต่พอเจอโควิด-19 คนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าบริษัทที่กู้มามากๆจะไปจ่ายดอกเบี้ย bond ยังไงใครจะไปกล้าซื้อในเมื่อรายได้ของบริษัทหายไปฮวบฮาบฉะนั้นจะเกิดสภาวะตึงเครียดในตลาด bond และตอนนี้ก็เกิดแล้วด้วยสังเกตได้จาก spread ที่เริ่มขาด
  8. ดังนั้นคนในตลาดเงินตลาดทุนจะหวังให้มีธนาคารกลางมาอุ้มมาแบ็คแล้วเราจะแยกตัวออกไปจากผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจจริงผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
  9. เราถูกสปอยล์จากแบงก์ชาติทั่วโลกอย่างแบงก์ชาติอเมริกาผู้ว่าบอกว่าจะทำ “whatever it takes” คือทุ่มสุดตัวลักษณะนี้ทำให้เราเสียนิสัยตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเพราะมันทำให้เราเชื่อว่าไม่ต้องกลัวหรอกแบงก์ชาติเค้าจะทำให้หุ้นไม่ตกเค้าจะทำ QE”
  10. ความนิสัยเสียนี้กำลังถูกทดสอบและธนาคารกลางทั่วโลกถือว่าสอบตกไปแล้วเพราะทำทุกอย่างแล้วทั้งลดดอกเบี้ยอัด QE แต่หุ้นก็ยังลง
  11. ที่นักวิเคราะห์หลายคนเคยบอกลูกค้าเสมอว่าเดี๋ยวเฟดมาช่วยเฟดก็ช่วยไม่ได้แล้วเราเข้าใจผิดแล้วเพราะเฟดใช้กระสุนจนเกือบจะหมดแล้ว 
  12. สำหรับของไทยมาตรการของแบงก์ชาติคือจะไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลตาม open market (ซึ่งไม่ถือว่าเป็น QE) แม้ดูเผินๆเหมือนพร้อมจะทุ่มเงินเยอะแต่ที่จริงถ้าเจาะดูข้างในถือว่าไม่เยอะปัญหาหลักของไทยตอนนี้ไม่ใช่สภาพคล่องสิ่งที่แบงก์ชาติทำคือการดูแลไม่ให้สภาพคล่องติดขัดเพื่อไม่ให้ย้อนกลับมาซ้ำเติมสถานการณ์เท่านั้น 
  13. นโยบายการเงินของประเทศต่างๆเอาไม่อยู่หรอกกับวิกฤตครั้งนี้พราะหัวใจของการแก้ปัญหาอยู่ที่มาตรการทางสาธารณสุขถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุมาทำแต่นโยบายการเงินการคลังมันไม่มีประโยชน์
  14. ตรงนี้แค่ช่วยบรรเทาผลกระทบและช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นเร็วเมื่อโรคระบาดจบแล้วแต่ถ้าโรคไม่จบมันไม่มีความหมายตลาดหุ้นไม่สนใจหรอกถ้าโรคยังไม่จบ
  15. สิ่งที่ควรทำคือต้องใช้มาตรการสาธารณสุขควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไม่ให้เป็นแบบอิตาลีถ้าคุมได้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงจะกลับมาได้แล้วนโยบายการเงินที่ทำอยู่จะช่วยให้ฟื้นเร็วขึ้นแต่ก่อนหน้านั้นต้องมีมาตรการช่วยธุรกิจขนาดย่อมให้ผ่านตรงนี้ไปได้ก่อน
  16. มาตรการเพื่อช่วยตลาดทุนตลาดเงินของไทยถูกแล้วที่ทำไม่งั้นอาจจะวกกลับมากระทบต่อเศรษฐกิจจริงได้เช่นถ้าธุรกิจ bond เอาไปรีไฟแนนซ์ไม่ได้ก็จะไม่มีเงินครั้นจะไปกู้แบงก์ก็ไม่ได้เพราะแบงก์เจอ NPL ที่อื่นมาก่อนแล้วซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจจริงฟื้นได้ยาก
  17. รัฐบาลไทยต้องรู้ว่าจะชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของโรคยังไง  อย่างของอเมริกาแต่เดิมจะใช้เงิน 1 ล้านล้านเหรียญต่อมากลายเป็น 2 ล้านล้านเท่ากับ 10% ของ GDP
  18. สำหรับของไทยถ้าจะช่วยในระดับเดียวกันคือ 10% ก็จะเท่ากับ 1.7 ล้านล้านบาทดังนั้นถ้าไทยจะช่วยในระดับเดียวกับอเมริกาอย่างน้อยๆต้องใช้เงินเกิน 1 ล้านล้านบาทแน่นอนของอเมริกาที่กล้าทุ่มเงินเพราะหนี้ภาครัฐของเขาสูงอยู่แล้วจึงไม่สนอะไรแล้วแต่ของไทยยิ่งไม่ต้องห่วงเลยเพราะหนี้ต่อ GDP ของเราแค่ 40% ขณะที่ของอเมริกามากกว่า 100%
  19. รัฐบาลไทยจึงต้องช่วยผู้ได้รับผลกระทบทั้งคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมคนในภาคเกษตรและคนในภาคบริการโดยเฉพาะคนในภาคบริการที่กระทบหนักสุดจากวิกฤตนี้และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมด้วย
  20. ตลาดทุนยังรับรู้สิ่งเหล่านี้ไม่หมดเรายังนึกอยู่เลยว่ายุโรปกับอเมริกาเศรษฐกิจน่าจะฟื้นในไตรมาสสามคือคิดว่าไตรมาสสองจะหนักสุดทุกคนคิดกันว่าผลกระทบจะอยู่ภายในระยะสามเดือนแต่ไม่มีหมอที่ไหนบอกเลยว่าโควิดจะจบในสามเดือนมีแต่คนบอกว่าเป็นปีหรือปีกว่าหรือหลายปีซึ่งไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นอย่าหวังว่าวิกฤตจะจบในเร็ววัน
  21. วิกฤตปีนี้หนักว่าปี 40 เพราะเกิดขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลกและกระทบหลายมิติมากไม่ใช่แค่สถาบันการเงินเหมือนปี 40 โดยเคสนี้มีทางทั้งมิติสาธารณสุขมิติทางเศรษฐกิจจริงรวมทั้งธุรกิจรายเล็กรายน้อย
  22. ดังนั้นหาความรู้เก็บความรู้แล้วทำใจเย็นๆไว้ดีกว่าเพราะ หุ้นยังลงได้อีกขอให้คิดดูดีๆ “ไม่ต้องรีบลงทุน ดูสถานการณ์ให้ดี ศึกษาข้อมูลให้ดี” 

นักลงทุนกับวิกฤตโควิด-19 “สงครามยืดเยื้อ” ที่ไม่จบแค่เชื้อโรค

virus-4931227_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ชัดเจนแล้วว่า ไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง

เวลานี้ อุตสาหกรรมต่างๆ ล้วนโดนผลกระทบกันถ้วนหน้า ไล่ตั้งแต่ “ด่านหน้า” อย่างสายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง ฯลฯ ที่จำนวนมากเริ่มทยอย “เลิกจ้าง” คน แต่หากจะว่าไป ต้องบอกว่าแทบไม่มีอุตสาหกรรมไหนไม่ได้รับผลกระทบเลยจึงจะถูก

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศที่โดนไวรัสเล่นงาน หรือแม้จะไม่มีการระบาดรุนแรง ก็ย่อมจะ “เจ็บ” ด้วยไม่มากก็น้อย เพราะในโลกยุคโลกาภิวัตน์ แทบทุกประเทศต่างโยงใยถึงกันหมด

เช่น ประเทศหนึ่งอาจมีคนป่วยน้อย แต่พอเกิดโรคระบาด รายได้จากการส่งออกก็ลดลงฮวบฮาบ เพราะส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักอย่างเมืองไทย ซึ่งหนักหนาสาหัสแน่นอนอยู่แล้ว

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าสิ่งสำคัญ คือต้องเริ่มมองจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” (worst-case scenario) ซึ่งอาจถึงขั้นเกิด Global recession หรือ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก”

หรือเป็นไปได้ว่าอาจรุนแรงเหมือนกับยุค “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” (The Great depression) เมื่อปี 1929 คือมีคนตกงานทุกหนแห่ง อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ สูงถึง 25% และบางประเทศสูงถึง 33%

ทั้งนี้เพราะแม้หลายประเทศจะดิ้นรนหามาตรการแก้ไขช่วยเหลือธุรกิจน้อยใหญ่ในชาติของตน รวมทั้งอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ ECB ที่เพิ่งประกาศไป แต่หากไวรัสโคโรน่าลากยาวไปเป็นปีหรือนานกว่านั้น ก็ย่อมจะมีจุดหนึ่งซึ่งเครื่องมือในการพยุงเศรษฐกิจใช้ไม่ได้ผลอีก หรือทุ่มเงินจนหมดหน้าตักก็ยังทานไม่อยู่

เมื่อครั้งเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เศรษฐกิจโลกหัวทิ่มลากยาวเกือบหนึ่งทศวรรษ ที่แย่หนักคือสามปีแรก ระหว่างปี 1929-1932 ที่ GDP ทั่วโลกติดลบ 15% ต่างจากวิกฤตการเงินปี 2008 ถึง 2009 ที่ GDP โลกลดเพียง 1% เท่านั้น

ถึงจุดนี้ มีแนวโน้มว่าผลกระทบที่ไวรัสโคโรน่าจะมีต่อเศรษฐกิจโลก น่าจะก้าวข้ามวิกฤตการเงินปี 2008-9 ที่เริ่มต้นในสหรัฐฯ ไปไกลลิบ เพราะนี่เป็นวิกฤตที่กระทบถึงคนทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น ผลลัพธ์สุดท้ายจึงอาจคล้ายกับ The Great Depression ที่วนกลับมาอีกครั้ง

สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ เมื่อเริ่มจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” แล้วมองย้อนกลับมา ก็จะทำให้รู้จักระแวดระวังมากขึ้น ไม่หลงทุ่มเงินไปกับหุ้นที่กระเด้งกระดอนขึ้นจากข่าวดีชั่วครั้งชั่วคราว โดยวางแผนไปในระยะยาว และเตรียมกระสุน หรือหา “กลยุทธ์หมอบ” ที่น่าจะเหมาะสมที่สุด

กับสงครามยืดเยื้อ ที่จะ “ไม่จบแค่เชื้อโรค” ครั้งนี้