3,456,789 เหรียญ แลกหนึ่งมื้อกับปู่บัฟฟ์

เรียบเรียงจาก CNBC.com / ภาพประกอบจาก CNBC.com

การประมูล “มื้อเที่ยงกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์” ในปีนี้ ได้ผู้ชนะแล้วนะครับ โดยผู้ประมูลยอมจ่ายถึง “3,456,789” เหรียญ (ประมาณ 100 ล้านบาทนิดๆ) เพื่อ “หนึ่งมื้อกลางวัน” กับปู่บัฟฟ์

อาหารมื้อนี้ จะกินกันที่ร้าน Smith & Wollensky steakhouse  ในแมตฮัตตัน ซึ่งนอกจากผู้ชนะการประมูลแล้ว ก็จะมีเพื่อนของปู่บัฟฟ์อีก 7 คน ร่วมโต๊ะด้วย (คงกลัวเขิน)

ข่าวแจ้งว่า ปีนี้มีผู้แย่งกันประมูลทาง Ebay 10 คน ใช้เวลา 5 วัน โดยมีการ Bid ทั้งหมด 106 ครั้ง ทั้งนี้ เงินที่ผู้ชนะยอมจ่าย สูงขึ้นจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก

เมื่อปีที่แล้ว คนที่ชนะการประมูล คือ เท็ด เวสช์เลอร์ ผู้จัดการกองทุน ที่ยอมควักเงินเพื่อแลกโอกาสทองในการได้ใกล้ชิดกับอภิอัครมหาเศรษฐีของโลก ด้วยเงิน 2.63 ล้านเหรียญ (78.9 ล้านบาท)  โดยนายเท็ดประมูลแข่งกับ Bidder อีกหนึ่งคนเท่านั้น

ที่น่าตลกคือ ปัจจุบันนี้ ปู่บัฟฟ์ได้จ้างนายเท็ดไปทำงานด้วยที่ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เรียบร้อยแล้ว นั่นแปลว่าทุกวันนี้เท็ดคงได้กินข้าวกับปู่ฟรีๆ เป็นครั้งคราว ไม่ต้องเสียเงินมหาศาลอีกต่อไป

ภาพข้างล่างนี่คือจำนวนเงินในปีก่อนๆ ที่อดีตผู้ชนะการประมูล “หนึ่งมื้อกับบัฟเฟตต์” เคย Bid ชนะมา

ใครสนใจอยากกระทบไหล่ปู่ ปีหน้าลองสู้ดูสิครับ 😉

DRT

บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน)

เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลังคา แผ่นผนังและฝ้า ไม้สังเคราะห์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตราเพชร” ตราหลังคา ตราอดามัส (Adamas) และตราเจียระไน รายได้หลัก 70% ยังคงมาจากผลิตภัณฑ์กระเบื้องหลังคา และอีก 25% มาจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการถอดแบบและติดตั้งหลังคาอีกด้วย

V-Strength

DRT อยู่ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างซึ่งมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมหลังคา 13% เป็นอันดับ 3 ตามหลัง “กระเบื้องตราช้าง” ของกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย (ส่วนแบ่งตลาด 46%) และ “กระเบื้องห้าห่วง” ของกลุ่มมหพันธ์ (ส่วนแบ่งตลาด 25%) บริษัทมีความเชี่ยวชาญและอยู่ในธุรกิจมาอย่างยาวนาน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวแทนจำหน่ายซึ่งถือเป็นช่องทางการขายหลัก และมีการบริหารต้นทุนและกำลังการผลิตเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความเสี่ยงจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมเรื่องการใช้แร่ใยหิน ข้อจำกัดของกำลังการผลิต รวมทั้งการกำหนดราคาขาย เนื่องจากกระเบื้องหลังคาถือเป็นสินค้าควบคุม

ค่าทดสอบ 66 เต็ม 100

V-Growth

ยอดขายและรายได้ของ DRT เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 24% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิก็อยู่ในระดับสูงและค่อนข้างสม่ำเสมอ แม้ส่วนแบ่งตลาดจะเป็นรองบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่มาก แต่ DRT ก็ยังรักษาก้อนเค้กของตัวเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด ทั้งยังมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนบริษัทฯ ให้เติบโตต่อไป สังเกตได้จากโครงการขยายกำลังการผลิตซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะๆ จุดเด่นอีกประการหนึ่งซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากชอบ DRT ก็คือ มีการจ่ายปันผลค่อนข้างดี (6.23% เมื่อเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน) และมีความสม่ำเสมอ

ค่าทดสอบ 86 เต็ม 100

V-Management

โดยภาพรวมแล้ว DRT เป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการดีเยี่ยม ทั้งในแง่การดำเนินธุรกิจและในแง่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารของ DRT มีความรู้ ความชำนาญ ไม่มีประวัติด่างพร้อย ใช้เงินทุนและหนี้สินด้วยความระมัดระวัง และรักษาประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสมอมา ส่วนบริษัทก็ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่น ตลอดจนรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

V-Potential

ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2555 ราคา 6.05 บาทต่อหุ้น

ค่าทดสอบ 55.8 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

เล่าเรื่อง ทิวลิปเมเนีย (จบ)

800px-Flora's_Malle-wagen_van_Hendrik_Pot_1640

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

เมื่อ “ฟองสบู่ทิวลิป” แตกออก ผู้คนจำนวนมากแทบต้องสิ้นเนื้อประดาตัว บางคนถือ “สัญญาซื้อทิวลิป” ที่แลกมาด้วยราคาสูงกว่าตอนเปิดตลาดถึง 10 เท่า ขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งได้ดอกทิวลิปจริงๆ มาครอบครอง แต่ดอกไม้ในมือของพวกเขากลับเหลือมูลค่าเพียงเศษเสี้ยวของเงินที่ลงทุนไป

ฝ่ายผู้ขายเองก็เดือดร้อนไม่แพ้กัน เพราะพวกเขาลงทุนไปแล้วแต่ผู้ซื้อไม่ยอมมารับของ จะไปหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรม ศาลก็ไม่ยอมบังคับคดีให้ผู้ซื้อจ่ายเงินตามสัญญา เพราะถือว่าหนี้สินเหล่านั้นเป็น “หนี้สินจากการพนัน” จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

การล่มสลายของทิวลิปเมเนีย ส่งผลให้เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ เข้าสู่ภาวะซบเซาเป็นเวลานาน

และนั่นคือเรื่องราวของ “ทิวลิปเมเนีย” จากจุดเริ่มต้น ถึงจุดล่มสลาย .. ทีนี้ มาช่วยกันวิเคราะห์ว่า เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง…

ทิวลิปเมเนีย คือปรากฏการณ์ที่ผู้คนแห่แหนคลั่งไคล้ไปกับอะไรบางสิ่ง เป็นความคลั่งไคล้ที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ ต้องการจะทำกำไรให้ได้มากๆ ยิ่งราคาถูกปั่นจนสูงขึ้นไป ยิ่งดึงดูดให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ กระโดดเข้ามาในตลาดมากขึ้น เพราะทุกคนต่างก็กลัวที่จะ “ตกรถไฟ”

ภาวะ “ฟองสบู่ด็อทคอม” (Dot-com Bubble) ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1995-2000 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับทิวลิปเมเนียเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคือการที่ราคาของสินทรัพย์ ถูกลากขึ้นไปจนสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันแบบสุดกู่

บางบริษัทยังไม่ได้มีตัวตนอะไรขึ้นมาเลย กลับถูกตลาดตีมูลค่าไว้หลายล้านเหรียญสหรัฐฯ และคนจำนวนมากก็แห่กันเข้าไปจองซื้อแบบไม่กลัวตาย

Hans_Bollongier_-_Stilleven_met_bloemen

สำหรับเมืองไทยเรา หลายคนคงจำปรากฏการณ์ “จตุคามรามเทพ” ได้ดี นั่นอาจถือเป็น “ทิวลิปเมเนีย” แบบไทยๆ ได้เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่า “จตุคาม” นั้น ใครๆ ก็สร้างขึ้นมาได้ แต่ดอกทิวลิปมีความหายาก (Scarcity) ตามธรรมชาติ ซึ่งยิ่งช่วยส่งเสริมให้ราคาของมัน “เฟ้อ” (Inflate) เร็วมาก

สำหรับ “หุ้นบางตัว” ในตลาดหลักทรัพย์ ก็ถือว่ามีความคล้ายคลึงกับทิวลิปเมเนียไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว คือ “เติบโต – ตื่นตูม – แตกออก” เฉกเช่นเดียวกัน

(บางคนนึกถึงปรากฏการณ์ “ตื่นทอง” ในยุคนี้ ว่าพอจะเปรียบเทียบกับ “ทิวลิปเมเนีย” ได้หรือไม่ ในความเห็นของผู้เขียน การพุ่งสูงขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการในระดับมหภาค ทั้งราคาน้ำมัน ค่าเงิน สภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก นโยบายการคลังของประเทศมหาอำนาจ ฯลฯ ซึ่งถือว่าซับซ้อนยิ่งกว่าการสูงขึ้นของราคาของดอกทิวลิปมากมายนัก)

มีข้อคิดบางประการ ที่เราน่าจะเรียนรู้ได้จาก “ทิวลิปเมเนีย”

1.      อย่า “เห่อ” อะไรตามคนอื่น อะไรที่ใครๆ ก็ปรารถนาอยากได้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้มันมาในราคาที่สมเหตุสมผล (Fair Price)

2.      พึงระวังสินทรัพย์ใดๆ ที่ราคาของมันสูงกว่ามูลค่าโดยเนื้อแท้ (Intrinsic Value) มากๆ

3.      ใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ อย่างระมัดระวัง จงใช้เมื่อเรารู้จักมันอย่างถ่องแท้เท่านั้น จำไว้ว่า อะไรที่ทำให้เรา “รวยแบบก้าวกระโดด” ได้ ก็ทำให้เรา “จนแบบดิ่งนรก” ได้เช่นกัน

สุดท้าย ที่ต้องทำให้เป็นนิสัย คือการ “ยึดโยงอยู่กับเหตุผล” ไม่ใช่ “ยึดโยงอยู่กับสิ่งแวดล้อม” การกล้าคิดต่าง กล้าที่จะคิดอย่างเป็นตัวเอง จักช่วยทำให้เรารอดพ้นจากหายนะทางการเงินใดๆ ได้เสมอ

และนั่นคือเรื่องราวของ “ทิวลิปเมเนีย” หายนะแห่งการแห่ตามกันของฝูงชน ที่เอามาสั่งสอนผู้คนในแวดวงการเงินและผู้คนทั่วโลกได้ตลอดกาลครับ

—————————-

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี่

ตอนที่ 1    https://clubvi.com/2012/05/24/tulipmania/

ตอนที่ 2    https://clubvi.com/2012/05/27/tulipmania2/

ตอนที่ 3    https://clubvi.com/2012/05/29/tulipmania3/

อ้างอิง

http://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/aconite/tulipomania.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_mania

บรรยายภาพ

ภาพบนสุด – ภาพวาดชื่อ Wagon of Fools หรือ “รถขนคนโง่” โดยจิตรกร เฮนริก พอต สะท้อนเหตุการณ์ทิวลิปเมเนีย , ภาพล่าง – ภาพวาดดอกทิวลิป ชื่อ Still Life with Flowers โดย Hans Bollongier จาก wikipedia