ซื้อหุ้นแบบ “วีไอดันโด”

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โมนิช พาบราย เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เขาเป็นทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน และนักการกุศล โดยในแวดวงการลงทุนมักรู้จักเขาจากผลงานหนังสือ “นักลงทุนดันโด” ที่นำเสนอวิธีลงทุนความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง จนโด่งดัง

พาบรายเป็นนักลงทุนอีกผู้หนึ่งซึ่งชื่นชม วอร์เรน บัฟเฟตต์ มาก เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า วิธีลงทุนของเขาลอกแบบจากบัฟเฟตต์

ขอยกตัวอย่างการลงทุนของพาบรายเอาไว้ในที่นี้ เพื่อให้เห็นถึงความเฉียบคม

พาบรายเคยไปบรรยายที่ Google โดยบอกว่า มนุษย์เรามีการหมุนเวียนและผสมผสานวิธีเคลื่อนย้ายตัวเอง (mobility) ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยาน ขับรถ เรียกแท็กซี่ กดแอพเรียกอูเบอร์ หรือต่อไปก็อาจจะหันไปใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและอื่นๆ

เพราะฉะนั้น จึงยากที่จะคาดเดาได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร คนจะหันไปเดินทางด้วยวิธีไหนมากน้อยกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ คือ มนุษย์จะมีวิธีเดินทางเพิ่มขึ้น ในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันต่ำลงด้วย

พาบรายบอกว่า เขามั่นใจที่สุดว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ คนเราจะมีระยะการเดินทางต่อหัวเป็นจำนวนไมล์ที่สูงขึ้น (per capita mile) คำถามคือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะหาโอกาสลงทุนอย่างไรดี?

คำตอบของพาบราย ไม่ใช่การลงทุนในบริษัทรถยนต์ใช้ไฟฟ้า ในอูเบอร์ หรือบริษัทที่ผลิตรถยนต์ไร้คนขับอย่าง Google หรือจะเป็นบริษัทอย่าง Tesla แต่คือการลงทุนในบริษัทผลิต “ยาง”

เขาบอกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เขามั่นใจที่สุดว่า ในอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้า เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าผลิตออกมามากๆ จะมียางรถยนต์ถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ มักใช้ยางรถยนต์ที่บางเพื่อให้น้ำหนักเบาเข้าไว้

พาบรายบอกว่า บริษัทอย่างเทสล่ามียางรถยนต์แบบพิเศษที่บางและเบามากๆ เมื่อยางมีความบาง มันก็ต้องเปลี่ยนบ่อยขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อบริษัทผลิตยางรถยนต์

ด้วยเหตุนี้ พาบรายจึงเข้าลงทุนในบริษัทในอินเดียที่ผลิตส่วนผสมที่เอาไปใช้ทำยาง ซึ่งเอามาผลิตเป็นยางรถยนต์ โดยซื้อมันในราคาที่ถูกมากๆ นอกจากนี้ยังเข้าซื้ออีกบริษัทหนึ่งในเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ในธุรกิจยางรถยนต์ในราคาที่ถูกมากเช่นกัน และก็ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

โมนิช พาบราย ได้ทุนคืนจากบริษัทเหล่านี้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเขาชอบลงทุนในบริษัทที่อัตราราคาต่อกำไร (P/E ) อยู่ที่ไม่เกิน 2-3 เท่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ น่าจะอยู่ที่การ “อ่านขาด” โดยนักลงทุนต้องอ่านสภาพการณ์ให้ขาด และเลือกลงทุนในสิ่งที่มีความแน่นอนที่สุดชนิด “ปิดประตูแพ้” ไม่แห่ไปกับฝูงชนที่กำลังบ้าตามกระแสใดกระแสหนึ่ง และซื้อมันในราคาที่ถูกที่สุด (ซึ่งแน่นอนว่าที่พาบรายทำได้เพราะเขาไม่จำกัดตัวเองอยู่กับหุ้นของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่รู้จักหาหุ้นไปทั่วโลก โดยเฉพาะอินเดีย บ้านเกิดของเขา ที่เป็นตลาดเกิดใหม่และยังมีโอกาสลงทุนดีๆ อยู่อีกมาก)

นี่คือการซื้อหุ้นสไตล์ “วีไอดันโด” ที่พาบรายกล่าวไว้ในหนังสือ “นักลงทุนดันโด” ว่า “ออกหัว ผมได้เงินเต็มๆ ออกก้อย ผมเสียเงินนิดหน่อย”

เป็นการลงทุนแบบ “ยังไงก็ไม่แพ้” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขานั่นเอง


ภาพและข้อมูลประกอบจาก : Stock Research Impacts Financial Health | Mohnish Pabrai | Talks at Google ชมได้ที่นี่

SCGP หุ้นน้องใหม่ ที่ไม่ใหม่

by Club VI

(Advertorial)

ภาพรวมธุรกิจ

บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SCGP” หรือ “บริษัทฯ”) เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทที่ให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ทั้งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ (Fiber-based Packaging) วัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ (Performance and Polymer Packaging) และภาชนะบรรจุอาหาร (Food Service Products) พร้อมบริการออกแบบการพิมพ์และโซลูชันอื่น ๆ ที่มีความหลากหลาย

จากจุดเริ่มต้นในปี 2558 ที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากธุรกิจเดิมซึ่งโฟกัสเฉพาะผลิตภัณฑ์กระดาษ ให้เป็นธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่มีการนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรมากขึ้น ทำให้ SCGP กลายเป็นผู้ผลิตในระดับภูมิภาคและเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่งของเอสซีจี ที่มีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันการดำเนินงานของ SCGP ประกอบด้วยสองธุรกิจหลัก ได้แก่ (1)สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) และ (2)สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain)

SCGP เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันบริษัทฯ มีลูกค้าจำนวนมาก จากกลุ่มลูกค้าที่มีตั้งแต่บรรษัทต่างชาติ บริษัทชั้นนำระดับประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs)

นอกจากนี้ ฐานลูกค้าของ SCGP ยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ ธุรกิจเฮลท์แคร์ ไปจนถึงกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดย 52% ของรายได้จากการขายมาจากลูกค้าภายในประเทศ และอีก 48% เป็นรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้โครงสร้างธุรกิจของ SCGP ยากที่จะลอกเลียนแบบ

ธุรกิจของ SCGP ให้บริการและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการและบริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมให้สามารถตอบสนองทั้งความต้องการของลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการและไลฟ์สไตล์การใช้งานของผู้บริโภค โดยปัจจุบันรายได้ จากการขายกว่า 70% ของ SCGP อยู่ในกลุ่มสินค้าในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค รวมถึงได้รับแรงเสริมจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่มีการหันมาซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์ และสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวรีเพิ่มมากขึ้น และถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง

โดยในอนาคต SCGP ก็มีโครงการที่จะนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการระดมทุน IPO ไปใช้ในการขยายธุรกิจ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการเติบโตไปกับอัตราการบริโภคโดยรวมภายในประเทศ

ในส่วนของโครงการในอนาคต SCGP ได้พัฒนาแผนกลยุทธ์ในการควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition (M&A)) โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายธุรกิจ การเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์หรือวัสดุพื้นฐานในการผลิต การเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์เดิมของบริษัทฯ การสะสมและพัฒนาเทคโนโลยี ทักษะ และความชำนาญใหม่ ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและการเติบโตทางธุรกิจ

นอกจากนี้ จากแนวโน้ม “เมกะเทรนด์” ทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะเทรนด์อีคอมเมิร์ซในกลุ่มประเทศที่ SCGP ประกอบธุรกิจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจากข้อมูลของ ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน คาดว่าความนิยมในการซื้อของออนไลน์ใน 4 ประเทศนี้จะเติบโตกว่าปีละ 14.5% ในช่วงระหว่างปี 2562-2567

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

นอกเหนือจาก “ปัจจัยเชิงคุณภาพ” อีกสิ่งหนึ่งซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ “ปัจจัยเชิงปริมาณ” อันได้แก่ ผลประกอบการและอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทฯ เมื่อมองผลประกอบการย้อนหลังในช่วงปี 2559-2562 พบว่า SCGP มีรายได้จากการขายที่เติบโตต่อเนื่อง โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 6.1%


ขณะที่กำไรสุทธิมีอัตราการเติบโตกว่า 17.0% ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนการเพิ่มประสิทธิภาพและการเติบโตของธุรกิจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี และล่าสุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 SCGP มีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 45,903 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา


รายละเอียดเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์

การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ เป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,127,550,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

หาก ณ วันปิดการเสนอขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 1,127,550,000 หุ้น มีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 169,130,000 หุ้น ซึ่งหุ้นส่วนเกินดังกล่าวจะมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี จำนวนหุ้นที่เสนอขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทฯ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายและผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (ถ้ามี)

มุมมองของ Club VI

วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนว่า ให้ลงทุนในบริษัทที่มี “ความได้เปรียบในการแข่งขัน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ SCGP มีอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ในสนามแข่งขันทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน อันเกิดจากโครงสร้างธุรกิจซึ่งยากจะลอกเลียนแบบได้ มีประสิทธิภาพในการผลิตที่ดี อีกทั้งบริษัทฯ ยังเป็นที่เชื่อถือในหมู่ผู้บริโภค มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตอบโจทย์ลูกค้าได้แทบทุกอุตสาหกรรม ตลอดจนอยู่ในเครือบริษัทที่มีรากฐานมั่นคงและทำธุรกิจมายาวนาน

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า บริษัทฯ ยังคงต้องใช้เม็ดเงินลงทุนเพื่อสร้างการเติบโต เพราะการขยายธุรกิจย่อมต้องใช้เงินทุนก้อนโตเพื่อแลกมา จึงควรระมัดระวังเรื่อง “หนี้สิน” หากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภาระดอกเบี้ยก็ย่อมเพิ่มขึ้น และบริษัทฯ ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


แต่เมื่อย้อนดูผลการดำเนินงานในอดีต จะพบว่ารายได้และกำไรของ SCGP ค่อนข้างมีความสม่ำเสมอ จึงยังมีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทฯ จะลากเส้นการเติบโตต่อไปในอนาคต อันเป็นผลจากเทรนด์ของอุปสงค์บรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคที่กำลังเป็นขาขึ้น ประกอบกับการที่ SCGP มีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสเหล่านั้น ไม่แพ้รายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมอีกด้วย

โดยสรุป แม้จะมีความท้าทายหลายประการ แต่ต้องถือว่า SCGP เป็นบริษัทพื้นฐานดีธุรกิจมีความน่าสนใจลงทุนและมีศักยภาพเติบโตไปกับอุตสาหกรรมอีกหลายประเภท ทั้งนี้ นักลงทุนควรศึกษาและติตตามภาพรวมของธุรกิจที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอให้เข้าใจถ่องแท้

—————————-

[หมายเหตุ : บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำหรือแนะนำให้ซื้อ ถือหรือขายหุ้นแต่อย่างใดผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน]

“ง่าย..ใช่ว่าไม่จริง” เมื่อผมเกือบโยนหนังสือของวีไอมหัศจรรย์ทิ้งถังขยะ

หนังสือ “สูตรลับรวยหุ้น ชวนคุณให้รวย” แปลจาก The Big Secret for the Small Investor ที่โจเอลบ่นว่าขายไม่ดี แต่คนส่วนใหญ่ที่ได้อ่านต่างชมแทบทุกคน

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อประมาณ 13 ปีก่อน ผมได้หนังสือเล่มหนึ่งจากแฟนของผมในเวลานั้น ชื่อ The Little Book That Still Beats The Market โดย โจเอล กรีนแบล็ตต์ ฉบับแปลเป็นไทย ลิขสิทธิ์ของซีเอ็ด

ผมเปิดอ่านมันคร่าวๆ ตั้งแต่คำนำ และจำได้ว่าผู้เขียนพยายามโน้มน้าวให้ทำตามวิธีลงทุนที่เขาเรียกว่า “สูตรมหัศจรรย์” โดยย้ำว่าต้อง “เชื่อ” สูตรของเขา จึงจะประสบความสำเร็จได้

ผมเปิดอ่านเนื้อหาคร่าวๆ และพบว่า สิ่งที่เขาเรียกว่า “สูตรมหัศจรรย์” หรือ magic formula นั้น น่าจะง่ายเกินไป และไม่น่าจะเป็นไปได้ ด้วยนิสัยเชื่อคนยากของผม เปิดอ่านไปได้ไม่กี่หน้า ผมจึงเอาหนังสือเล่มนั้นเก็บเข้าตู้ และไม่คิดจะหยิบมาอ่านอีก (ที่จริงแทบจะโยนทิ้งด้วยซ้ำไป ติดแต่ว่ามันเป็นของแฟน ไม่ใช่ของผม)

ในใจก็นึกว่า “ไร้สาระว่ะ ไปหลอกเม่าเถอะ”

โจเอล กรีนแบล็ตต์ เมื่อครั้งไปพูดที่ Google, งาน Talks at Google (Voicetube , The Little Book That Beats The Market , Joel Greenblatt , Talks at Google)

หลายปีต่อมา เมื่อสั่งสมประสบการณ์ในการลงทุนมากขึ้น ผมจึงทราบว่า magic formula ของโจเอลนั้นใช้ได้ผลจริง และช่วยให้กองทุนของเขาทำผลตอบแทนได้ปีละ 40% เป็นช่วงระยะเวลา 20 ปี (1985-2005) ซึ่งสูงกว่าสถิติของผู้จัดการกองทุนทุกคนในโลกนับจากอดีตถึงปัจจุบัน

แม้แต่ ปีเตอร์ ลินช์ ผู้จัดการกองทุนที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดแล้ว ก็ยังทำได้แค่ 29% ในเวลา 14 ปี เทียบไม่ได้เลยกับ magic formula ของโจเอล กรีนแบล็ตต์

(ผมเคยเขียนถึง magic formula ไว้ อ่านได้ที่นี่และอีกบทความอ่านได้ที่นี่ครับ)

จากนั้น ผมมีโอกาสได้แปลหนังสืออีกเรื่องของโจเอล ชื่อ The Big Secret for the Small Investor ซึ่งครั้งนี้ ผมตกลงรับแปลด้วยความยินดี เพราะรู้แล้วว่าหมอนี่ “มีของ”

แม้เนื้อหาในหนังสือจะไม่ใช่ “สูตรสำเร็จ” เหมือน The Little Book That Beats The Market ซึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งโลกการลงทุน แต่โจเอลยังคงนำเสนอวิธีลงทุนที่ “ง่าย” และสามารถประยุกต์ไปใช้ได้จริง (อาจจะแตกต่างกันในรายละเอียดสักหน่อยสำหรับตลาดหุ้นไทย แต่ก็อยู่ในวิสัยที่สามารถทำตามได้)

เมื่อไม่กี่ปีก่อน โจเอลยังพูดติดตลกอยู่เลยว่า ถึงทุกวันนี้ หนังสือเรื่องนี้ก็ยังเป็น “Big Secret” อยู่ เพราะ “ไม่มีใครอ่านมัน”

(ที่จริงผมแอบคิดเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด หนังสือของโจเอล หลายเรื่องจึงขายได้ไม่ดีนักทั้งที่มันมีค่ามาก และพอจะได้คำตอบในใจ แต่ขอยังไม่เล่าในที่นี้)

ผ่านมาไม่ต่ำกว่าห้าปี ในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ผมได้มาแปลหนังสืออีกเรื่องหนึ่งของโจเอล คือ You Can Be A Stock Market Genius และพบว่าเนื้อหาก็ยังคง “ง่าย” เน้นการประยุกต์ใช้จริงเหมือนเช่นเคย

โดยครั้งนี้ โจเอลนำเสนอวิธีลงทุนใน “สถานการณ์พิเศษ” ต่างๆ ของตลาดหุ้นหลากหลายวิธี ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เพียงแค่วิธีเดียวก็คุ้มกับเงินที่จ่ายเป็นค่าหนังสือไปมากแล้ว เพราะสามารถนำไปทำเงินได้ง่ายๆ

หนังสือ You Can Be A Stock Genius ที่ผมแปล และรอออกจำหน่ายอยู่

น่าเสียดายที่ทางซีเอ็ดถูกกระทบจากวิกฤตโควิดไม่ต่างจากบริษัทน้อยใหญ่อื่นๆ ทำให้ไม่รู้ว่าหนังสือเรื่องนี้จะได้ออกมาโลดแล่นบนแผงเมื่อไร

ผมยังเสียดายแทนนักลงทุนไทย เพราะหลายๆ วิธีที่โจเอล บอกไว้แบบโต้งๆ ในหนังสือ สามารถเอามาใช้กับตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ดีมาก (แต่อย่างน้อยก็คุ้มแล้วสำหรับผม เพราะผมอ่านก่อนและลองใช้ก่อนแล้ว)

สิ่งหนึ่งซึ่งผมชอบเกี่ยวกับโจเอล คือแม้เขาจะนำเสนอสูตรการลงทุนที่ง่ายจนเหลือเชื่อ แต่ตัวเขากลับเชื่อมั่นในแนวทางการลงทุนเน้นมูลค่า หรือ “วีไอ” อย่างมั่นคง และมักจะโคว้ตคำพูดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในการบรรยายและงานเขียนของตัวเองอยู่เสมอ

นอกจากนี้ เขายังเขียนคอมเม้นท์ให้กับหนังสือของ โฮเวิร์ด มาร์กส์ สุดยอดผู้จัดการกองทุนอีกคนหนึ่ง ซึ่งยึดมั่นในแนวทางวีไอเช่นเดียวกัน โดยทั้งคู่สนิทสนมกันเป็นอย่างดี และต่างก็นับถือบัฟเฟตต์

ที่เล่าเรื่องนี้ ก็เพราะต้องการถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่าแก่เพื่อนๆ นักลงทุนว่า แม้เราจะเคยเรียนรู้ว่า การเป็นนักลงทุนนั้น ไม่ควรเชื่ออะไรง่ายๆ สิ่งใดที่ฟังดูง่ายเกินจริงนั้น ก็ขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่ามันไม่จริง

ทว่าบางครั้ง ตัวเราเองอาจจะโดนลวงอีกชั้นหนึ่ง คือสิ่งที่ฟังดู “ง่ายมากๆ” แท้จริงแล้วอาจจะ “ง่ายจริงๆ” ก็ได้ แต่เป็นตัวเราเองที่ไม่เชื่อ ด้วยความระแวงสงสัย อันเกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

(เหมือนสุมาอี้ที่ไม่กล้าบุกเข้าเมืองเสเสียไปจับตัวขงเบ้ง ทั้งที่ฝ่ายหลังเปิดประตูเมืองนั่งดีดพิณอยู่บนนั้น)

กรณี magic formula ของโจเอล กรีนแบล็ตต์ ก็เป็นเช่นนั้น เคราะห์ดีที่ผมไหวตัวทัน และหยิบหนังสือเล่มนั้นออกจากตู้มาอ่านซ้ำอีกหลายรอบ แทนที่จะโยนทิ้งถังขยะไป

นี่คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “วีไอมหัศจรรย์” ผู้เก่งแบบ “ไร้กระบวนท่า” และอยากเอามาเล่าสู่กันฟังไว้ ณ ที่นี้ครับ