เบื้องหลังดีลครั้งประวัติศาสตร์ของ EU

Besuch Bundeskanzlerin Angela Merkel im Rathaus Köln

Besuch Bundeskanzlerin Angela Merkel im Rathaus Köln

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวเศรษฐกิจซึ่งได้รับความสนใจที่สุดจากคนทั่วโลก คงหนีไม่พ้นการบรรลุข้อตกลงของสหภาพยุโรป ในการอนุมัติเงินช่วยเหลือแก่กลุ่มประเทศสมาชิก EU เป็นจำนวนถึง 750,000 ล้านยูโร (37.5 ล้านล้านบาท) โดยมี แอนเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี เป็นแกนหลักที่ช่วยให้ดีลนี้สำเร็จลงได้

โดยใน “แพ็คเกจกู้ชีพ” ดังกล่าว เป็นเงินให้เปล่า 390,000 ล้านยูโร และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีก 360,000 ล้านยูโร ซึ่งประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือส่วนใหญ่จะเป็นประเทศทางใต้ของยุโรปที่ยากจนกว่า

ที่น่าสนใจก็คือ ก่อนหน้านี้เมอร์เคลแสดงท่าที่ไม่เห็นด้วยกับการให้ความช่วยเหลือในสเกลนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการ “ให้เปล่า” หรือ “ให้กู้”  ประกอบกับการที่ในช่วงต้นของการระบาดของโควิด-19 ประเทศใน EU ต่างปิดพรมแดน และชี้นิ้วโทษกันไปมาจนกลายเป็นความร้าวฉาน ทำให้หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นจุดจบของสหภาพยุโรปก็เป็นได้

ทว่าเมื่อสถานการณ์คับขันเต็มที่ เมอร์เคลกลับ “step up” โดยเป็นผู้ถือธงนำ และชวนประเทศสมาชิกมาปิดดีลร่วมกันจนสำเร็จ สาเหตุสำคัญมาจากชื่อเสียงของเธอในด้านของความรอบคอบ แต่ไหนแต่ไรมา เธอไม่เคยดำเนินนโยบายทางการเงินที่สุ่มเสี่ยง ทำให้ “คุณแม่” แห่งเมืองเบียร์ สามารถโน้มน้าวประเทศสมาชิกให้ยอมรับข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในที่สุด

เมอร์เคลประกาศชัดเจนว่า สถานการณ์ขณะนี้มีอนาคตของ EU เป็นเดิมพันและถ้าไม่ทำครั้งนี้ ทุกประเทศใน EU จะประสบหายนะไปตามๆ กัน

“ถ้าประเทศทางใต้ล้มละลาย สุดท้ายเราก็ต้องล้มละลายด้วยอยู่ดี” หญิงเหล็กฟันธง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ แม้จะมีบางประเทศไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำให้เยอรมนีได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก โดยมองว่าจะทำให้สหภาพยุโรปกลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้ง

และคนที่ได้รับการชื่นชมสูงสุดคงหนีไม่พ้นตัวเมอร์เคลเอง ซึ่งแสดงภาวะผู้นำออกมาอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะการกล้าปรับเปลี่ยน กล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องที่สุดตามสถานการณ์  ไม่ดื้อรั้น หรือกลัวจะถูกปรามาสว่ากลืนน้ำลายตัวเอง เห็นว่าอะไรถูกก็ทำเลย

ยิ่งเมื่อเทียบกับภาวะผู้นำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเมอร์เคลดูดีขึ้นไปอีก

คุณภาพของผู้นำ เปล่งแสงออกมาเด่นชัดที่สุดในช่วงเวลาแห่งวิกฤตจริงๆ

 —-

ข้อมูลประกอบจาก : WSJ.com

 

 

 

ไม่ทำนาย ไม่ใช่ “ไม่รู้”

IMG_9008

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

มีพนักงานกูเกิลคนหนึ่งถามโฮเวิร์ด มาร์กส์ ว่า ที่บอกว่าไม่ให้พยากรณ์ปัจจัยเชิงมหภาค แล้วถ้าเกิดอะไรพลิกผันขึ้นมา เช่น เกิดวิกฤตการเงินขึ้น หรือราคาน้ำมันดิ่งเหว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทที่เราลงทุนอย่างรุนแรง เราจะรู้และเตรียมรับมือได้อย่างไร

มาร์กส์ตอบว่า การไม่ “พยากรณ์เชิงมหภาค” (macro forecast) เป็นคนละเรื่องกับการมอง “ภาพรวมทางเศรษฐกิจ” (economic outlook) ให้ออก

เราไม่จำเป็นต้องคาดเดาว่าอัตราดอกเบี้ยจะเป็นเท่าโน้นเท่านี้ หรือคาดเดาว่าราคาน้ำมันจะเป็นเท่าโน้นเท่านี้ แต่เราต้องรู้ว่าหากฉากทัศน์เป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง จะส่งผลต่อบริษัทที่เราลงทุนอย่างไร

เช่น ขณะนี้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 50 เหรียญ เราจึงลงทุนในบริษัท A เพราะมันจะไปได้ดี ณ ราคาน้ำมัน 50 เหรียญ, จะอยู่รอดได้ ณ ราคาน้ำมัน 30 เหรียญ, และจะรุ่งมากๆ ถ้าราคาน้ำมันเป็น 70 เหรียญ

นี่คือการเข้าใจภาพรวม และเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

แต่นั่นไม่เหมือนกับการที่เราโดดเข้าไปลงทุนในบริษัท B เมื่อราคาน้ำมันอยู่ที่ 50 เหรียญ เพราะคิดว่าราคาจะพุ่งไปถึง 110 เหรียญ ซึ่งจะทำให้บริษัทรุ่งมากๆ แต่ในทางตรงข้าม บริษัทจะเจ๊งถ้าราคาลดลงมาเหลือ 30 เหรียญ เช่นนี้คือการลงทุนโดยเดิมพันกับการพยากรณ์เชิงมหภาค ซึ่งไม่ควรทำเลย

ดังนั้น นักลงทุนที่ดี จึงไม่ควรเสียเวลาไปกับการพยากรณ์เชิงมหภาค แต่ต้องรู้ว่า ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ของปัจจัยเชิงมหภาคต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อบริษัทที่เราลงทุนมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

เพราะการ “ไม่ทำนาย” ไม่ใช่การ “ไม่รู้อะไรเลย”


แหล่งที่มา : คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks

 

สาเหตุที่ “อีลอน มัสก์” รวยกว่าปู่

IMG_0109

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ความรวยของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ร่วงกราวรูด ในอันดับคนรวยที่จัดโดย Bloomberg (Bloomberg Billionaire Index)

โดยล่าสุด ปู่ถูก อีลอน มัสก์ นักธุรกิจและนวัตกรสติเฟื่อง แซงหน้าไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากหุ้นเทสล่าพุ่งกระฉูดถึง 11% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มัสก์รวยขึ้น 6,100 ล้านเหรียญในวันเดียว และเป็นการพุ่งขึ้นถึง 269% ในหนึ่งปี

ล่าสุด มัสก์กลายเป็นคนรวยอันดับ 7 ของโลก

ก่อนหน้านี้ มัสก์เคยแขวะปู่อยู่หลายครั้ง ล่าสุดบอกว่า งานที่ปู่ทำนั้นโคตรน่าเบื่อ และด้วยนิสัยชอบเอาชนะของเขา ทำให้หลายคนมองว่าเขาน่าจะชอบใจที่รวยแซงหน้าปู่ได้

และไม่ได้แซงแค่ปู่เท่านั้น มัสก์ยังแซง สตีฟ บอลล์เมอร์ อดีต CEO ของไมโครซอฟท์, ลาร์รี เพจ – เซอร์เกย์ บริน แห่งกูเกิล และลาร์รี เอลลิสัน แห่งออราเคิล รวมทั้ง มูเคช อัมบานี มหาเศรษฐีอินเดียด้วย

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกในใจว่า “เห็นมั้ยๆ ปู่ตกยุคแล้วจริงๆ” อันดับความรวยจึงร่วงลงจนเกือบจะหลุด top10 ด้วยซ้ำ

แต่ช้าก่อน !! ต่อไปนี้คือเหตุผลหลักที่ทำให้ปู่จนลง

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปู่เพิ่งบริจาคหุ้นเบิร์คเชียร์อีก 2,900 ล้านเหรียญ (เกือบ 9 หมื่นล้านบาท) ให้การกุศล ตาม “คำมั่นเปลี่ยนโลก” (giving pledge) ของเขา รวมๆ แล้ว ปู่แจกหุ้นให้การกุศลเป็นมูลค่าถึง 37,000 ล้านเหรียญ (เกือบ 1.15 ล้านล้านบาท) เข้าไปแล้ว

คงไม่ต้องบอกว่าถ้าปู่ไม่ “บริจาค” มาตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน เงินจำนวนดังกล่าวจะทบต้นกลายเป็นเท่าไรในปัจจุบัน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือมนุษย์ที่หาไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้จริงๆ


ข้อมูลประกอบจากเว็บ Bloomberg