กองทุนที่ เรย์ ดาลิโอ ถือไว้มากที่สุด

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันนี้จะชวนคุยถึงกองทุนที่ เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับโลก และผู้เขียนหนังสือ PRINCIPLES ถืออยู่มากที่สุด ว่ามันคือกองอะไร และมีดีอย่างไร ทำไมป๋าถึงซื้อมากมายขนาดนั้น

กองทุนซึ่งบริษัท Bridgewater Associates ของป๋าถืออยู่เป็นสัดส่วนอันดับหนึ่งของพอร์ต คือ SPDR S&P 500 ETF Trust (ชื่อย่อว่า SPY) โดยถือครองเป็นจำนวน 5 ล้านหน่วย คิดเป็น 26.1 เปอร์เซ็นต์ ของพอร์ตรวมของ Bridgewater 

SPY เป็นกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ก่อตั้งมาตั้งแต่เดือนมกราคมปี 1993 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ที่สำคัญคือ มันเป็น ETF (กองทุนที่เอาหน่วยลงทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสมือนหุ้น) กองแรกของสหรัฐอเมริกา โดยจะลอกดัชนี S&P 500 ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นหลัก 500 ตัว

ณ วันที่ 7 ก.ค. 2020 สินทรัพย์รวมของ SPDR S&P 500 ETF อยู่ที่ 278,946.125 ล้านเหรียญ กองทุนกองนี้คิดค่าธรรมเนียม 0.095 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำมาก (ด้วยความที่เป็น passive fund คือไม่ต้องมี fund manager เก่งๆ มาเลือกหุ้นให้) โดยหุ้นที่ถือ ก็ลอกจากหุ้นใน S&P 500

และเป็นไปตามธรรมชาติของ S&P 500 อีกเช่นกัน คือสามเซคเตอร์ที่ถ่วงน้ำหนักมากที่สุดของกอง ได้แก่ หุ้นเทค หุ้น healthcare และหุ้น communication services รวมแล้วมีน้ำหนักถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต 

หุ้นสามตัวแรกที่ใหญ่ที่สุดของ S&P 500 ก็ได้แก่ Microsoft, Apple และ Amazon ตามมาด้วย Facebook, Berkshire Hathaway, VISA และอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ลงทุนใน SPY ก็จะได้ลงทุนในหุ้นเหล่านี้ด้วย

ผลตอบแทนที่ผ่านมาของ SPY ถือว่าน่าประทับใจมากๆ โดยย้อนหลังสิบปี ETF นี้ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยทบต้นปีละเกือบ 13 เปอร์เซ็นต์ และถ้านับแบบสามและห้าปี ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 11.15 และ 10.75  เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ซึ่งก็ยังดีมากอยู่

ขนาดผลตอบแทนย้อนหลังหนึ่งปีและผลตอบแทนนับจากต้นปี ซึ่งรวมเอาผลกระทบจากโควิด-19 เมื่อเดือนมีนาคม ที่ทำให้หุ้นร่วงลงอย่างหนักเอาไว้ด้วยแล้ว ก็ยังอยู่ที่ 7.26 เปอร์เซ็นต์และ -1.48 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ถือว่าไม่ขี้เหร่

เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ แนะไว้ คือให้นักลงทุนทั่วไปลงทุนในกองทุนอิงดัชนีง่ายๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ ยังเป็นจริงอยู่เสมอ

ผู้ที่อยากลงทุนใน ETF กองนี้ ต้องมีพอร์ตอยู่ที่สหรัฐฯ หรือไม่ก็ซื้อผ่านโบรกไทยที่เปิดให้ลงทุนหุ้นต่างประเทศ ที่จริงกองนี้มี feeder fund ในไทยอยู่เหมือนกัน แต่ค่าธรรมเนียมสูงกว่ากันเยอะ ซึ่งแน่นอนว่าให้ผลตอบแทนน้อยกว่านี้ อันนี้ก็แล้วแต่จะตัดสินใจกันเอาเอง ผมไม่ได้บอกว่าน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อ ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ ทั้งสิ้น

และนี่คือกองทุนกองแรกที่ป๋าเรย์ถืออยู่มากที่สุด เอาไว้ตอนหน้าจะมาว่ากันต่อถึงกองต่อไปนะครับ


ข้อมูลประกอบ Financialexpress .com , Investopedia

20 วรรคทองล่าสุดจากปาก ชาร์ลี มังเกอร์

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมอ่านเว็บไซต์ Business Insider เจอวรรคทองของชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ ซึ่งไปพูดที่ ​California Institute of Technology เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2020 ผ่านมา

โดย มังเกอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและมือขวาของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้น ณ ตอนนี้ และฝากไว้ด้วยข้อคิดคมๆ มากมายตามสไตล์ ผมสรุปมาให้อ่านกันเป็นข้อๆ รวม 20 ข้อ ดังนี้ครับ

  1. “เห็นได้ชัดมากๆ เลยว่าความได้เปรียบในระยะยาวที่คนอย่างเราๆ ได้รับจากการพยายามไม่โง่อยู่เสมอ แทนที่จะพยายามฉลาดอยู่เสมอนั้นมากมายเพียงใด”
  2. “มีกิจกรรมบ้าๆ เกิดขึ้นในสนามการลงทุนมากมาย เกือบทุกคนที่เฉลียวฉลาดต่างถูกเงินดูดเข้าไปในสนามการลงทุน แต่ผมไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย ผมไม่คิดว่าเราอยากเห็นคนทั้งโลกดิ้นรนไขว่คว้าหาความรวยด้วยการพยายามเอาชนะคนอื่นๆ”
  3. “เทคโนโลยีเป็นนักฆ่า พอๆ กับที่เป็นโอกาส”
  4. “เบิร์คเชียร์เป็นเจ้าของ เบอร์ลิงตัน นอร์ธเทิร์น เรลโร้ด คุณคงนึกแทบไม่ออกเลยว่าจะมีธุรกิจไหนที่เชยได้มากกว่าธุรกิจรถไฟ ก็ไอ้บ้าที่ไหนล่ะจะมาสร้างรางรถไฟสำหรับขนของ เราทำอย่างนี้จนสำเร็จ ไม่ใช่ด้วยการเอาชนะการเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง”
  5. “ผมคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเคยทำผิดพลาดอะไรมาแล้วบ้าง โดยพยายามทำทุกสิ่งให้เรียบง่ายและพื้นๆ ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และผมก็ชอบคอนเซ็ปต์ทางวิศวกรรมของส่วนต่างแห่งความปลอดภัย ผมเป็นนักคิดประเภทชอบขวางและชอบปะทะ ทั้งหมดก็เพื่อพยายามและหลีกเลี่ยงที่จะไม่โง่เท่านั้นเอง”
  6. “สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งเดียวที่คุณต้องการ คือหลีกเลี่ยงไม่ทำผิดพลาดแบบโง่ๆ รู้ขอบเขตความสามารถของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากเพราะความคิดของมนุษย์มักหลอกตัวเองว่าเราฉลาดว่าที่เราเป็น”
  7. “สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากทำในธุรกิจค้าปลีกคือการแข่งกับคอสก์โก”
  8. “สิ่งที่บัฟเฟตต์และผมทำ คือเราซื้อสิ่งที่มีอนาคต บางครั้งเราอาจจะมีแรงหนุนจากเศรษฐกิจ บางครั้งเราอาจจะเจอแรงต้าน แต่เราก็ว่ายน้ำต่อไปเรื่อยๆ นี่แหละคือระบบของเรา”
  9. “คุณไม่มีทางประสบความสำเร็จในชีวิตได้ถ้าไม่ทำอะไรยากๆ แล้วผิดพลาดเสียบ้าง มันคือธรรมชาติของเกม และคุณคงไม่มีวันที่จะกล้าพอ ถ้าคิดแต่จะหลีกเลี่ยงทุกสิ่งซึ่งไม่เป็นไปอย่างที่คิด”
  10. “ผู้คนมากมายโดดเข้าไปร่วมวง ความบ้าคลั่งนั้นมากมายเหลือเกิน ระบบผลตอบแทนก็แสนโง่เง่า ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วผลตอบแทนจะลดลงเอง (พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะนี้)”
  11. “เราว่ายอยู่ในสายน้ำที่ไม่เคยมีใครแหวกว่ายมาก่อน ไม่เคยมีใครมาถึงจุดนี้ด้วยเงินที่ปริ๊นท์ออกมามากมายขนาดนี้ และลากยาวมาได้นานขนาดนี้โดยยังไม่เจอปัญหาอะไรเลย เราเล่นกับไฟมาจนถึงจุดที่อันตรายแล้วจริงๆ” (พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะนี้)
  12. “ผมยังจำได้ว่าเคยกินมื้อเย็น เป็นฟิเลมิยองเสิร์ฟห้าคอร์สราคาแค่ 60 เซนต์ที่โอมาฮาสมัยยังเด็ก โลกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”
  13. ไม่มีใครรู้หรอกว่าฟองสบู่จะแตกเมื่อไร แต่การที่มันคือตลาดแนสแด็ค ไม่ได้แปลว่ามันจะมีอย่างนี้เกิดขึ้นอีกในเร็ววัน ที่เป็นอยู่นี่มันเหลือเชื่อสุดๆ ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลย” (พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะนี้)
  14. “ลองนึกดูสิว่า Apple มีมูลค่าเท่าไร เมื่อเทียบกับอาณาจักรของจอห์น ดี ร็อคกีเฟลเลอร์ นี่คือสิ่งที่เหนือจริงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของโลกการเงินจริงๆ”
  15. ใครจะไปคิดล่ะว่าพวกคอมมิวนิสต์ไม่กี่คน ที่บริหารโดยพรรคๆ เดียว จะสร้างสถิติการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
  16. “ผมคิดว่านักลงทุนระดับเซียนมีความคล้ายกับนักเล่นหมากรุกในระดับหนึ่ง คือแทบจะเกิดมาเป็นนักลงทุนเลยก็ว่าได้”
  17. “คุณต้องรู้ให้มากเข้าไว้ แต่ส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของอารมณ์ ส่วนหนึ่งมันคือการอดทนรอสิ่งที่อยากได้ คุณต้องพร้อมที่จะรอ การลงทุนที่ดีต้องอาศัยทั้งความอดทนและความกล้า ซึ่งมีคนไม่มากนักหรอกที่จะมีสองสิ่งนี้ ทั้งยังต้องรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีว่าคุณรู้มากแค่ไหนและยังไม่รู้อีกมากแค่ไหน คุณต้องรู้ขอบเขตความสามารถของตัวเอง คนฉลาดจำนวนมากคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าที่เป็นจริง ซึ่งแน่นอนว่าทั้งอันตรายและก่อปัญหา”
  18. “สิ่งที่ช่วยทุกคนได้ คือการเกาะไปกับอะไรที่กำลังขึ้น มันจะลากคุณขึ้นไปเองโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรมากนัก”
  19. “ถ้าคุณไล่ล่าหางานโดยมีความคลั่งไคล้ มันก็น่าจะเวิร์กกว่าการที่ไม่มีความคลั่งไคล้อะไรเอาเสียเลย ลองดูวอร์เรน บัฟเฟตต์ สิ เขามีความสนใจระดับคลั่งไคล้ในการลงทุนมาตั้งแต่ยังเด็กมากๆ แล้วเขาก็ลงทุนทีละเล็กละน้อยเรื่อยมา สุดท้ายจึงค้นพบวิธีทำมันให้ดี”
  20. “ผมไม่ได้ภูมิใจกับการทำการกุศลของตัวเองมากนัก ผมมองว่ามันคือหน้าที่ขั้นต่ำสุดของคนที่ประสบความสำเร็จที่จะต้องรู้จักให้ ผมไม่คิดว่าควรคุณจะได้แต้มบุญใดๆ จากการกุศลที่คุณทำ”

ภาพประกอบโดย Nick : https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=75743370

ข้อมูลประกอบจากเว็บ Business Insider โดย Theron Mohamed

ความได้เปรียบของ Alphabet (แม่กูเกิ้ล)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

 จุดเด่นของ Google วันก่อนเพิ่งเล่าไปว่า Morningstar ได้อัพเดตหุ้นที่เขาคัดเลือกมาจาก “คูเมือง” หรือ “ความได้เปรียบในการแข่งขัน” จำนวนสิบบริษัท

วันน้ีจะมาชวนคุยต่อถึงรายละเอียด ว่าบริษัทเหล่านั้นมีดีอะไร เหตุใดจึงมี “คูเมือง” ดังกล่าว เริ่มจาก Alphabet (GOOGL) บริษัทแม่ของ Google ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

 อาลี โมการาบี นักวิเคราะห์ของ Morningstar บอกว่า Alphabet มีความได้เปรียบจากเครือข่าย หรือ “network effect” รวมทั้งสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน ซึ่งจะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มให้กับบริษัท (รายได้ที่จะไหลเข้ามายังบริษัท โดยไม่ต้องขวนขวายอะไรมาก) ไปอีกนาน ทั้งนี้จาก Google ที่ครองตลาดการเสิร์ชออนไลน์ทั่วโลกถึง 80%

(ผมเดาเอาเองว่าอีก 20% เป็นของ Baidu ซึ่งถูกใช้โดยคนจีน 1,400 ล้านคนซะส่วนใหญ่ และถ้านับเฉพาะ non-chinese เว็บ Google น่าจะมี market share ไม่ต่ำกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ปลายๆ ด้วยซ้ำ)

นั่นทำให้ advertiser ไม่มีทางเลือกอื่นหากต้องการหาลูกค้าใหม่ๆ นอกจากต้องมาโฆษณากับบริษัท 

นอกจากนี้ การที่คนทั่วโลกมีอัตราการใช้สมาร์ทโฟนต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งส่งผลดีต่อ Alphabet ตามไปด้วย เพราะ advertiser ก็ยิ่งต้องเปย์เพิ่มขึ้นให้ Google ซึ่งครองเสิร์ชเอ็นจิ้นเบ็ดเสร็จ แทนที่จะเอาเงินไปจ่ายให้ traditioanl media อื่นๆ

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งสายธุรกิจ คือ “Youtube” ก็ยังคงเป็นเครื่องมือในการทำรายได้ที่น่าประทับใจของ Alphabet (ช่วงหลังๆ เราเจอโฆษณาบน Youtube บ่อยมากจนบางคนอาจนึกว่า Youtube น่าจะเป็นแหล่งรายได้หลักของ Alphabet ยิ่งกว่า Google ด้วยซ้ำไป) อีกทั้ง Youtube ก็เริ่มหารายได้จาก Youtube Premium ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเขตแดนแห่งการเติบโตของรายได้ของ Alphabet ด้วย

และแม้ Alphabet เป็นหนึ่งใน tech giant ที่โดนกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้องเรื่อง antitrust เช่นเดียวกับ Facebook และอีกหลายบริษัท เหมือนที่ Microsoft เคยโดนมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว

 แต่โมการาบีคาดว่า สุดท้ายแล้วน่าจะโดนแค่โทษปรับ ไม่โดนสั่งให้แยกบริษัทเหมือนไมโครซอฟท์ หากพิจารณาจากคดีผูกขาดที่ผ่านๆ มา 

นอกจากนี้ โมการาบีบอกว่า Alphabet ยังลงทุนในธุรกิจรถยนต์ขับเคลื่อนตนเองอย่าง Waymo ซึ่งเป็นธุรกิจที่  “เสี่ยงสูง-ผลตอบแทนสูง” แต่ Alphabet บอกด้วยซ้ำไปว่า นี่แหละคือกุญแจสู่ความสำเร็จในระยะยาวของบริษัท และแม้จะต้องทุ่มเงินลงทุนก้อนโตลงไปกับธุรกิจนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อกำไรในระยะสั้น แต่หากสำเร็จขึ้นมา ก็จะเป็นธุรกิจที่ช่วยเพิ่ม “มูลค่าโดยเนื้อแท้” ให้แก่บริษัทได้อย่างแท้จริง 

และทั้งหมดนี้คือภาพรวมว่าเพราะเหตุใด Alphanet บริษัทแม่ของ Google จึงมี “ความได้เปรียบในการแข่งขัน” ไว้โอกาสหน้าจะหาข้อมูลมาเล่าต่อ และชวนคุยถึงบริษัทอื่นๆ ต่อไปนะครับ


ข้อมูลประกอบ : ส่วนสำคัญของเนื้อหา เรียบเรียงมาจากเว็บ Morningstar ลิงค์นี้