ทำไมค้าปลีกไทยและญี่ปุ่น จึงอยู่ได้อีกนาน

IMG_4539

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ภาพของธุรกิจ “ค้าปลีก” ที่ปรากฏให้เห็นกันทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังตายลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับ วอลมาร์ท โมเดิร์นเทรดยักษ์ใหญ่ซึ่งยอดขายถดถอยลงอย่างน่าใจหาย ยังไม่รวมร้านค้าปลีกอื่นๆ จำนวนมากที่ขาดทุนและทยอยปิดกิจการกันไป ล้วนเป็นประจักษ์พยานอันเด่นชัดยิ่ง สวนทางกับการพุ่งขึ้นของ “เอมะซอน” อาณาจักร e-commerce สะท้านโลกที่ขึ้นมาครองตลาดแดนมะกันเป็นที่เรียบร้อย

แม้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังยอมรับเองว่า ธุรกิจค้าปลีกเป็นอะไรที่ “โหดเกินไป” สำหรับตัวแก ทั้งยังบ่นว่า การทุ่มเงินลงทุนไปในธุรกิจค้าปลีกของแกทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นห้างสรรพสินค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน รวมทั้งหุ้นวอลมาร์ท และที่อื้อฉาวสุดๆ อย่างเทสโก้ของอังกฤษ สุดท้ายแล้วกลายเป็นการ “เอาหัวไปพาดบนเขียง” ซึ่งน่าจะเป็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุดแล้วของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่รายนี้

โดยส่วนตัว ผมเองก็เป็นนักลงทุนตัวเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งเติบโตขึ้นมากับยุคทองของธุรกิจค้าปลีกไทย จึงเอาเรื่องนี้มาขบคิดอยู่ค่อนข้างนาน โดยพยายามเทียบเคียงกับธุรกิจลักษณะเดียวกันของประเทศอื่นๆ ในที่นี้ขอพูดถึงธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่นก่อนเป็นอันดับแรก

IMG_5598 2

ผมเชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกญี่ปุ่น จะ “ตายช้า” กว่าค้าปลีกของอเมริกา เนื่องด้วยสาเหตุหลักๆ สองประการ

ประการแรกได้แก่ การที่ประเทศญี่ปุ่นมีระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟที่สะดวกสบาย ความจำเป็นในการใช้รถยนต์ส่วนตัวนั้นน้อยมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อีกทั้งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรเยอะเมื่อเทียบกับพื้นที่ ห้างสรรพสินค้ารวมทั้งร้านค้าปลีกทุกประเภทจึงกระจุกตัวรวมกันอยู่อย่างชุกชุม ซึ่งคนก็สามารถเดินทางไปยังห้างร้านเหล่านั้นได้ไม่ลำบากเลย ไม่ต้องขับรถไปไกลๆ เหมือนในอเมริกา

ประการที่สอง คนญี่ปุ่นมีลักษณะที่ “เปลี่ยนแปลงช้า” ปัจจุบันชาวลูกพระอาทิตย์ยังคงดูหนังจากแผ่นดีวีดี ฟังเพลงจากแผ่นซีดี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าร้านขายหนัง-เพลง อย่าง ซึทาญ่า หรือ Tower Records ที่ทั่วโลกทยอยปิดกิจการกันไปเกือบหมดแล้ว แต่ที่ญี่ปุ่นยังมีสาขาใหญ่โต เปิดขายกันเป็นปกติเหมือนไม่ได้รับรู้ความเป็นไปของโลกใบนี้

ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงช้า ผมจึงเชื่อว่าคนญี่ปุ่นจะยังไปจับจ่ายใช้สอยที่ร้านค้าปลีก เป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี แม้ว่า e-commerce ของญี่ปุ่นรวมทั้งระบบ logistics จะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ตาม

ผมเชื่อว่าร้านค้าหลายๆ ร้านจะยังอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็น “มินิมาร์ท” อย่าง Family Mart (คนญี่ปุ่นเรียกแฟมมี่), 7-eleven, Lawson, Sunkus ฯลฯ ซึ่งน่าจะเป็น category ที่ตายช้าที่สุด, ร้านค้าปลีกแบบราคาเดียว หรือ “ร้านร้อยเยน” เช่น Daiso, Seria, Can Do ฯลฯ ร้านขายของอินดี้ที่เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว อย่าง Don Quijote, ร้านขายยา อาทิ Matsumoto Kiyoshi, SunDrug, Tsuruha, Kokumin ร้านขายหนัง-ซีดี อาทิ ซึทาญ่า, Tower Records ร้านหนังสือ อย่าง Book First, Sanseido, Maruzen ร้านขายของแต่งบ้าน อย่าง Nitori และอื่นๆ อีกมากมาย

จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของร้านค้าปลีกสูงมาก และจากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและพูดคุยกับเพื่อนชาวเจแปน ผมมองว่าร้านเหล่านี้กลมกลืนอยู่กับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นจนกลายเป็นอัตลักษณ์ประจำชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าจะ “ประวิงเวลา” ให้มันอยู่กับชีวิตแบบ “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” ไปได้อีกพักใหญ่

นี่คือมุมมองที่ผมมีต่อค้าปลีกญี่ปุ่น … แล้วค้าปลีกไทยล่ะ จะเป็นอย่างไร?!!

IMG_3464

สำหรับเมืองไทย ผมมองว่าค้าปลีกจะยังไม่ตายง่ายๆ เช่นกัน (แม้จะเชื่อว่าคงไม่อยู่ยั้งยืนยงเหมือนค้าปลีกญี่ปุ่น) ด้วยเหตุผลสองประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง ประเทศไทยมีอากาศร้อนตลอดทั้งปี คนไทยจึงชอบเข้าไปเดินในห้าง จะไปสวนสาธารณะก็ร้อน เดินได้แค่ช่วงเช้าหรือเย็น (แล้วก็ไม่ค่อยมีให้เดินด้วย) ไม่เหมือน park สวยๆ ในต่างประเทศที่เดินหรือเข้าไปปิกนิกได้ทั้งวัน

นอกจากนี้ ประเทศเราไม่มีกิจกรรมให้ผู้คนได้ทำมากนัก เราไม่มีมิวเซียมดีๆ ให้คนเดิน เราไม่มีกีฬาดีๆ ให้พ่อแม่จูงลูกไปชมในวันเสาร์อาทิตย์ สิ่งเดียวที่คนไทยทำได้เสมอ คือการไปใช้เวลาตามศูนย์การค้า ซึ่งรวมเอากิจกรรมทุกอย่างเข้าไปอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ กวดวิชา โยนโบว์ลิ่ง คุยธุระ ฯลฯ การเดินห้างของคนไทย จึงไม่ใช่แค่ไป “ซื้อของ” เหมือนฝรั่ง แต่เป็นการเข้าไป “ใช้ชีวิต” เสียมากกว่า

(ในการประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ที่ผ่านมา ชาร์ลี มังเกอร์ คู่หูของบัฟเฟตต์ยังบอกว่า เหตุที่ “e-commerce” กำลังทำให้ห้างสรรพสินค้าตาย เพราะคนสมัยนี้จับจ่ายใช้สอยในห้างน้อยลง แต่เอาเงินไปใช้กับเรื่องบันเทิงมากขึ้น เช่น “ดูหนัง” เมื่อได้ยินมังเกอร์พูดเช่นนี้ ผมยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้นั้นไม่ผิด เพราะห้างเมืองไทยไม่ได้มีไว้แค่ขายสินค้า แต่เป็น entertainment complex คือมีทุกอย่างรวมอยู่ในนั้น รวมทั้งโรงหนังด้วย ห้างไทยจึงไม่เหมือนของอเมริกาแน่ๆ)

IMG_5608 2

ประการที่สอง ผมมองว่า “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ทำให้คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยยังไม่มีบัตรเครดิต และไทยเองก็ไม่มีระบบเดบิตที่เข้มแข็งเหมือนที่คนจีนมี “จือฟู่เป่า” (Alipay) ต่อให้ชาวบ้านกดมือถือซื้อของเองได้จริง การจะจ่ายเงินด้วยระบบ e-payment ก็ย่อมจะเป็นอุปสรรคอยู่ดี

การโตของ e-commerce ไทย จึงน่าจะเติบโตในลักษณะเดียวกับเศรษฐกิจไทยในอดีต คือหัวโต แต่แขนขาลีบ แม้ชาวบ้านร้านตลาดจะมีสมาร์ทโฟน แต่เมื่อใดที่ต้องการรองเท้าแตะสักคู่หรือสากกะเบือสักอัน การไป Big C หรือ  Lotus ก็ยังเป็นทางเลือกที่ “ใช่” ไปอีกนาน 

ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา ผมจึงเชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่น และรวมถึงของไทย จะยัง “ลากยาว” ไปได้อีกพอสมควร ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกลงทุนหรือไม่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกของทั้งสองประเทศนี้ ผมก็ไม่คิดว่ามันจะตายวันตายพรุ่งแต่อย่างใดครับ

บัฟเฟตต์ “ชี้ชัด” ทำไมซื้อหุ้นแอปเปิ้ล

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เป็นที่สงสัยกันมานานแล้ว ว่าทำไมวอร์เรน บัฟเฟตต์ ถึงเข้าซื้อหุ้นแอปเปิ้ล ทั้งๆ ที่แกปฎิเสธหุ้นเทคโนโลยีมาตลอดชีวิต บางคนมองว่า “ปู่เปลี่ยนไป” บางคนบอกว่า “ปู่ไม่ได้ซื้อเอง มีคนซื้อให้”

ในที่สุด บัฟเฟตต์ก็มาเฉลยข้อสงสัยนี้ไว้ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC รายการ Squawk Box (27 ก.พ. 2017 ที่ผ่านมา) ซึ่งปู่จะมานั่งคุยกับพิธีกรของช่องการเงินชื่อดังแบบเจาะลึกสามชั่วโมง ในวันเดียวกับที่มีการออก “จดหมายถึงผู้ถือหุ้น” ของเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ นับเป็นปีที่สิบแล้วในครั้งนี้ โดยประเด็นการซื้อหุ้นแอปเปิ้ล มีใจความดังนี้ครับ

ปู่เล่าว่า จากที่แกเคยบอกว่าได้ซื้อทุ่มเงินซื้อหุ้นแล้ว 12,000 ล้านเหรียญนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ถึงตอนนี้เงินก้อนนั้นได้เพิ่มเป็น 20,000 ล้านเหรียญแล้ว

เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวสวยเจ้าเก่าถามว่า ขอทายว่าบริษัทที่ซื้อคือ “แอปเปิ้ล” (AAPL) และกลุ่มสายการบินใช่ไหม ซึ่งปู่ก็บอกว่า “ทายได้แม่นมาก”

ปู่เล่าว่า แกซื้อหุ้นแอปเปิ้ลเยอะมาก นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2017 เป็นต้นมา ก่อนจะหยุดซื้อไปหลังผลประกอบการออก เพราะราคามันพุ่งกระฉูดไปไกล โดยสรุปว่า ตอนนี้เบิร์คเชียร์มี AAPL อยู่ 133 ล้านหุ้นแล้ว

(ปู่ขยายความทีหลังว่า เดิมทีตอนสิ้นปีมีอยู่ 59 ล้านหุ้น และตั้งแต่เข้าปีนี้ แกก็ใช้เวลาเพียง 20 วัน ซื้อเพิ่มอีกประมาณ 70 ล้านหุ้น)

และดังที่ผมเคยเขียนไว้ในเพจว่า คนที่ตัดสินใจซื้อน่าจะเป็นสองคู่หู ท็อดด์ หรือ เท็ด ผจก.กองทุนของเบิร์คเชียร์ คนใดคนหนึ่ง เบ็คกี้ก็ถามคำถามเดียวกันว่า ใช่สองคนนั้นเป็นผู้ซื้อหรือไม่ ซึ่งปู่ก็ยอมรับว่า “ใช่” แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นท็อดด์หรือเท็ดกันแน่

อย่างไรก็ตาม ปู่บอกว่า ท็อดด์กับเท็ดซื้อแค่ 10 ล้านหุ้น และเป็นตัวแกที่ตามเข้าไปซื้ออีก 123 ล้านหุ้น รวมเป็น 133 ล้านหุ้นนั่นเอง

เบ็คกี้ถามว่า ทำไมถึงซื้อล่ะ

ปู่ตอบกวนๆ ว่า “ก็ผมชอบอ่ะ”

เบ็คกี้ถามว่าต่อว่า คุณไม่ชอบลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี แต่กลับซื้อหุ้นแอปเปิ้ลเยอะมากจนกลายเป็นสัดส่วน “อันดับ 5” ในพอร์ตของเบิร์คเชียร์ มากกว่าโคคาโคล่าเสียด้วยซ้ำ มันมีเหตุผลอันใดหรือ?

เท่านั้นล่ะครับ ปู่ก็ร่ายยาวแบบชี้ชัดกันไป ซึ่งเป็นการไขข้อสงสัยของทุกคนในที่สุด ว่าตัวแกเห็นอะไรในหุ้นแอปเปิ้ล จึงยอม “เปลี่ยนแนว” มาทุ่มเงินซื้อซะเยอะขนาดนั้น

ปู่บอกว่า … “ผมคงต้องบอกว่า แม้แอปเปิ้ลจะเป็นหุ้นเทคโนฯ จ๋า แต่มันกลายเป็น `สินค้าอุปโภคบริโภค` ไปแล้ว”

จากนั้น ปู่อ้างถึงหนังสือ “Common Stocks and Uncommon Profits” ของฟิล ฟิชเชอร์ แม่แบบอีกคนของแก โดยบอกว่า แกใช้วิธี “scuttlebutt” (การล้วงลึก) กับหุ้นแอปเปิ้ล โดยลุยสอบถามคนทั่วไปว่ารู้สึกอย่างไรกับสินค้าของแอปเปิ้ล และพบว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า “ความติดหนึบ” (stickiness) คือมีสินค้าที่คนชอบชนิดถอนตัวไม่ขึ้น พอซื้อไอโฟนเครื่องนึงแล้วก็ต้องซื้อรุ่นต่อไปเรื่อยๆ (แต่กลับยอมรับว่าตัวแกเองไม่เคยซื้อเลย จนโดน ทิม คุก แซวอยู่เสมอ) นั่นคือเหตุผลที่แกซื้อหุ้นตัวนี้

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่สุดในการลงทุนยังไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ปู่บอกว่า แอปเปิ้ลมีความสามารถในการทำกำไรในอนาคต (future earning power) ที่ดีมาก และกล่าวชม ทิม คุก ว่า ทำงานได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังจัดสรรเงินลงทุนได้เก่งมาก

ก่อนจะสรุปปิดท้ายว่า “ผมไม่รู้หรอกนะว่ามีอะไรเกิดขึ้นในห้องแล็บของแอปเปิ้ลบ้าง แต่ผมรู้ว่าผู้บริโภคคิดอย่างไร เพราะผมใช้เวลามากมายไปเพื่อพูดคุยกับพวกเขา”

โดยสรุป จะเห็นได้ว่า แม้ดูเหมือน “เปลี่ยนแนว” แต่แท้จริงแล้ว ปู่ “ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” แกยังใช้ “ตำราเล่มเดิม” และ “หลักการเดิมๆ” ที่ใช้เลือกซื้อหุ้นมาแล้วห้าสิบกว่าปี เป็นหลักที่แกสอนพวกเรามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ “หาข้อมูล” “ทำงานหนัก” และเลือกสินค้าที่ได้รับ “ความภักดี” จากผู้บริโภค

ดูผิวเผินเหมือน “เปลี่ยนไป” แต่ปู่คนนี้ อย่างไรก็ไม่เคย “เปลี่ยนแปลง” .. ชี้ชัดครับ!

ความเหนือชั้นของแอร์เอเชียที่คุณอาจไม่เคยรู้

airasia

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผลประกอบการของแอร์เอเชียไตรมาส 3 ออกมาดีมากครับ ทั้งบริษัทแม่ของแอร์เอเชียที่มาเลเซีย รวมทั้ง “ไทยแอร์เอเชีย” ด้วย

ได้อ่านบทความของ David Fickling ใน Bloomberg.com เขียนวิเคราะห์การพลิกฟื้นผลประกอบการกลับมาทำกำไรของโลว์คอสต์หมายเลขหนึ่งเจ้านี้ พบว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ในรอบห้าปีที่ผ่านมา แอร์เอเชียประสบผลขาดทุนมาตลอด มีเพียง “สาม จาก ยี่สิบไตรมาส” ที่มีกำไร แต่สาเหตุที่กลับมาทำกำไรได้ Fickling วิเคราะห์ไว้น่าสนใจมากๆ ว่า …

เป็นเพราะธุรกิจหลักของแอร์เอเชียมิใช่ธุรกิจ “สายการบิน” อีกต่อไป แต่เป็นธุรกิจ “เช่าซื้อเครื่องบิน” ต่างหาก !!

ทราบไหมครับว่า แอร์เอเชียเพิ่งสั่งเครื่องบินถึง 575 ลำ จากบริษัทแอร์บัส (โมเดล Airbus Group SE ปัจจุบันนำส่งแล้วร้อยกว่าลำ เหลืออีกสี่ร้อยกว่าลำ) เป็นออเดอร์ขนาดใหญ่เกือบที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งทำให้มีอำนาจต่อรองกับแอร์บัสสูง และได้รับส่วนลดเยอะมาก

จากนั้น แอร์เอเชียก็บริหารฝูงบินที่ซื้อมา (ซึ่งมีอยู่มากเกินกว่าความจำเป็นในการใช้งานของตัวเอง) บ้างก็ขายเครื่องต่อให้สายการบินที่เล็กกว่า บ้างก็ให้เช่าซื้อ แล้วก็ซื้อกลับมา โดยทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจนี้ มากกว่ารายได้จากการขายตั๋วเครื่องบินเสียด้วยซ้ำ

และเร็วๆ นี้ โทนี่ เฟอร์นันเดซ ซีอีโอมือทอง จะแยกส่วนธุรกิจนี้ออกมาเป็นอีกหนึ่งบริษัท เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ และขจัดคำครหาในเรื่องของการบันทึกบัญชี (เพราะส่วนหนึ่งของฝูงบินถูกลีสให้กับบริษัทในเครือของแอร์เอเชียเอง รวมทั้งไทยแอร์เอเชียด้วย) โดยเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะทำเงินสดๆ ได้ถึง 1,000 ล้านเหรียญ

เชื่อไหมครับว่า “ค่าตั๋วเครื่องบิน” อย่างเดียว ไม่เคยครอบคลุม “ต้นทุนจริง” ของแอร์เอเชียได้เลย แม้จะรวมเอาค่าธรรมเนียมหยุมหยิมสารพัด ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมในการจองที่นั่ง ค่าน้ำหนักสัมภาระ รวมทั้งค่าอาหารที่ผู้โดยสารซื้อกิน และรายได้จากสินค้าดิวตี้ฟรีที่ขายบนเครื่องบิน อย่างมากก็แค่ “เท่าทุน” เท่านั้น

แอร์เอเชียตัวแม่ จึงหันมาเน้นธุรกิจบริหารฝูงบิน และใช้มันเป็นตัวจักรหลักในการประคองธุรกิจกลับมาจนมีกำไรได้สำเร็จ

… จะว่าไปก็เหมือนกับการเอาสินทรัพย์ดำเนินงานในมือมา “เล่นแร่แปรธาตุ” ดีๆ นี่เอง

นักลงทุนจำนวนมากไม่เคยทราบความจริงตรงนี้ ทำให้หุ้นของแอร์เอเชียถูกมองข้ามจากใครหลายๆ คน PE จึงอยู่แค่ 6 เท่ากว่าๆ ขณะที่ ROE อยู่ที่ 26 เท่า เมื่อเทียบกับเซาธ์เวสต์ ที่ ROE 30 เท่า แต่ PE อยู่ที่ 13 เท่า แพงกว่าแอร์เอเชียเยอะ

ทีนี้ มาดู “ไทยแอร์เอเชีย”กันบ้างนะครับ ไตรมาสที่ 3 ปีนี้ โลว์คอสต์หมายเลขหนึ่งแห่งสยามประเทศ ทำผลประกอบการออกมาได้สวยงามยิ่ง รายได้เพิ่มขึ้น 12% yoy แต่กำไรก่อนภาษีและดอกเบี้ย (EBIT) เพิ่มขึ้นถึง 168% yoy ทั้งหมดนี้ บริษัทชี้แจงว่าเกิดจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 21% ขณะที่ราคาน้ำมันโลกลดลง

ในส่วนของกำไรสุทธิยิ่งแล้วใหญ่ เพิ่มถึง 330% ส่วนหนึ่งเกิดจากเอาผลขาดทุนสะสมไปช่วยลดภาษี และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (แต่ตัวเลขนี้ไม่สำคัญเท่ากับ EBIT ซึ่งบ่งบอก performance จริงของบริษัท) และหากเทียบเก้าเดือนแรกปีนี้ กับเก้าเดือนแรกปีที่แล้ว รายได้เพิ่มขึ้น 14% EBIT เพิ่มขึ้น 85% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 127%

จะเห็นได้ว่าผลประกอบการของแอร์เอเชียออกมาน่าประทับใจมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีธุรกิจอื่นใด แต่ PE ของบริษัทอยู่ที่ 15 เท่า แพงกว่าตัวแม่ที่มาเลย์เยอะ

โดยสรุป ธุรกิจสายการบิน เป็นธุรกิจที่อยู่ใน red ocean หรือ “ทะเลแดง” ต้องแข่งขันกันเหน็ดเหนื่อยไปตลอด ชนะก็เหนื่อย แพ้ยิ่งเหนื่อย

แต่ ณ นาทีนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ชนะในธุรกิจทะเลแดงดังกล่าว มิใช่สีใดอื่น นอกจาก “สีแดง” เหมือนทะเลเดือดนั้นเองครับ

——————

Image Credit : wikipedia , picture by Mehdi Nazarinia (GNU Free Documentation License)

ข้อมูลประกอบจากบทความ : Air Asia’s new lease of Life โดย David Fickling จาก  Bloomberg.com