บัฟเฟตต์ “ชี้ชัด” ทำไมซื้อหุ้นแอปเปิ้ล

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เป็นที่สงสัยกันมานานแล้ว ว่าทำไมวอร์เรน บัฟเฟตต์ ถึงเข้าซื้อหุ้นแอปเปิ้ล ทั้งๆ ที่แกปฎิเสธหุ้นเทคโนโลยีมาตลอดชีวิต บางคนมองว่า “ปู่เปลี่ยนไป” บางคนบอกว่า “ปู่ไม่ได้ซื้อเอง มีคนซื้อให้”

ในที่สุด บัฟเฟตต์ก็มาเฉลยข้อสงสัยนี้ไว้ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC รายการ Squawk Box (27 ก.พ. 2017 ที่ผ่านมา) ซึ่งปู่จะมานั่งคุยกับพิธีกรของช่องการเงินชื่อดังแบบเจาะลึกสามชั่วโมง ในวันเดียวกับที่มีการออก “จดหมายถึงผู้ถือหุ้น” ของเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ นับเป็นปีที่สิบแล้วในครั้งนี้ โดยประเด็นการซื้อหุ้นแอปเปิ้ล มีใจความดังนี้ครับ

ปู่เล่าว่า จากที่แกเคยบอกว่าได้ซื้อทุ่มเงินซื้อหุ้นแล้ว 12,000 ล้านเหรียญนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ถึงตอนนี้เงินก้อนนั้นได้เพิ่มเป็น 20,000 ล้านเหรียญแล้ว

เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวสวยเจ้าเก่าถามว่า ขอทายว่าบริษัทที่ซื้อคือ “แอปเปิ้ล” (AAPL) และกลุ่มสายการบินใช่ไหม ซึ่งปู่ก็บอกว่า “ทายได้แม่นมาก”

ปู่เล่าว่า แกซื้อหุ้นแอปเปิ้ลเยอะมาก นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2017 เป็นต้นมา ก่อนจะหยุดซื้อไปหลังผลประกอบการออก เพราะราคามันพุ่งกระฉูดไปไกล โดยสรุปว่า ตอนนี้เบิร์คเชียร์มี AAPL อยู่ 133 ล้านหุ้นแล้ว

(ปู่ขยายความทีหลังว่า เดิมทีตอนสิ้นปีมีอยู่ 59 ล้านหุ้น และตั้งแต่เข้าปีนี้ แกก็ใช้เวลาเพียง 20 วัน ซื้อเพิ่มอีกประมาณ 70 ล้านหุ้น)

และดังที่ผมเคยเขียนไว้ในเพจว่า คนที่ตัดสินใจซื้อน่าจะเป็นสองคู่หู ท็อดด์ หรือ เท็ด ผจก.กองทุนของเบิร์คเชียร์ คนใดคนหนึ่ง เบ็คกี้ก็ถามคำถามเดียวกันว่า ใช่สองคนนั้นเป็นผู้ซื้อหรือไม่ ซึ่งปู่ก็ยอมรับว่า “ใช่” แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นท็อดด์หรือเท็ดกันแน่

อย่างไรก็ตาม ปู่บอกว่า ท็อดด์กับเท็ดซื้อแค่ 10 ล้านหุ้น และเป็นตัวแกที่ตามเข้าไปซื้ออีก 123 ล้านหุ้น รวมเป็น 133 ล้านหุ้นนั่นเอง

เบ็คกี้ถามว่า ทำไมถึงซื้อล่ะ

ปู่ตอบกวนๆ ว่า “ก็ผมชอบอ่ะ”

เบ็คกี้ถามว่าต่อว่า คุณไม่ชอบลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี แต่กลับซื้อหุ้นแอปเปิ้ลเยอะมากจนกลายเป็นสัดส่วน “อันดับ 5” ในพอร์ตของเบิร์คเชียร์ มากกว่าโคคาโคล่าเสียด้วยซ้ำ มันมีเหตุผลอันใดหรือ?

เท่านั้นล่ะครับ ปู่ก็ร่ายยาวแบบชี้ชัดกันไป ซึ่งเป็นการไขข้อสงสัยของทุกคนในที่สุด ว่าตัวแกเห็นอะไรในหุ้นแอปเปิ้ล จึงยอม “เปลี่ยนแนว” มาทุ่มเงินซื้อซะเยอะขนาดนั้น

ปู่บอกว่า … “ผมคงต้องบอกว่า แม้แอปเปิ้ลจะเป็นหุ้นเทคโนฯ จ๋า แต่มันกลายเป็น `สินค้าอุปโภคบริโภค` ไปแล้ว”

จากนั้น ปู่อ้างถึงหนังสือ “Common Stocks and Uncommon Profits” ของฟิล ฟิชเชอร์ แม่แบบอีกคนของแก โดยบอกว่า แกใช้วิธี “scuttlebutt” (การล้วงลึก) กับหุ้นแอปเปิ้ล โดยลุยสอบถามคนทั่วไปว่ารู้สึกอย่างไรกับสินค้าของแอปเปิ้ล และพบว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า “ความติดหนึบ” (stickiness) คือมีสินค้าที่คนชอบชนิดถอนตัวไม่ขึ้น พอซื้อไอโฟนเครื่องนึงแล้วก็ต้องซื้อรุ่นต่อไปเรื่อยๆ (แต่กลับยอมรับว่าตัวแกเองไม่เคยซื้อเลย จนโดน ทิม คุก แซวอยู่เสมอ) นั่นคือเหตุผลที่แกซื้อหุ้นตัวนี้

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่สุดในการลงทุนยังไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ปู่บอกว่า แอปเปิ้ลมีความสามารถในการทำกำไรในอนาคต (future earning power) ที่ดีมาก และกล่าวชม ทิม คุก ว่า ทำงานได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังจัดสรรเงินลงทุนได้เก่งมาก

ก่อนจะสรุปปิดท้ายว่า “ผมไม่รู้หรอกนะว่ามีอะไรเกิดขึ้นในห้องแล็บของแอปเปิ้ลบ้าง แต่ผมรู้ว่าผู้บริโภคคิดอย่างไร เพราะผมใช้เวลามากมายไปเพื่อพูดคุยกับพวกเขา”

โดยสรุป จะเห็นได้ว่า แม้ดูเหมือน “เปลี่ยนแนว” แต่แท้จริงแล้ว ปู่ “ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” แกยังใช้ “ตำราเล่มเดิม” และ “หลักการเดิมๆ” ที่ใช้เลือกซื้อหุ้นมาแล้วห้าสิบกว่าปี เป็นหลักที่แกสอนพวกเรามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ “หาข้อมูล” “ทำงานหนัก” และเลือกสินค้าที่ได้รับ “ความภักดี” จากผู้บริโภค

ดูผิวเผินเหมือน “เปลี่ยนไป” แต่ปู่คนนี้ อย่างไรก็ไม่เคย “เปลี่ยนแปลง” .. ชี้ชัดครับ!

iPhone 4 , iPhone 5 กับ “ค่าของเงิน”

 โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
สาเหตุหนึ่งที่คนที่เป็นวีไอแท้ๆ มักมีนิสัยสมถะ มัธยัสถ์ ไม่ค่อยฟุ้งเฟ้อ ผมคิดน่าจะมาจากความเข้าใจในเรื่องของ “Time Value of Money” เป็นสำคัญ
คำว่า Time Value of Money แปลเป็นไทยว่า “มูลค่าของเงินอันเกิดจากเวลา”
ตัวอย่างเช่น เงิน 10,000 บาท ในวันนี้ สำหรับคนที่ “ลงทุนเป็น” ย่อมมิได้มีค่าแค่ 10,000 บาท แต่มูลค่าของมันย่อมมากกว่านั้น จากการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนทบต้นไปเรื่อยๆ ยิ่งนานมากก็ยิ่งมีค่ามาก
(ที่จริงมีวิธีคำนวณหาค่าของเงินในอนาคต หรือ Future Value (FV) โอกาสหน้าจะมาชวนคุยนะครับ วันนี้ขออนุญาตไม่ลงลึก)
สมัยที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ซูซี่ ภรรยาของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เอาเงินเก็บของครอบครัวไปต่อเติมบ้าน รวมๆ แล้วเป็นเงินหลายหมื่นเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็หลายแสนบาท
เงินค่าทำบ้านครั้งนั้น ทำเอาปู่บัฟฟ์ของเราในวัยหนุ่มแทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผาก เพราะปู่รู้ดีว่า แกสามารถทำให้เงิน “ไม่กี่หมื่นเหรียญ” กลายเป็น “หลายแสนเหรียญ” ได้ในเวลาไม่กี่ปี
นั่นจึงเป็นการต่อเติมบ้านที่ “ราคาแพงมาก” ในความรู้สึกของบัฟเฟตต์ (ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสมัยนั้นเขายังมีเงินไม่มากนักด้วย)
เอาล่ะ ทีนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ๆ ตัวบ้างนะครับ …
หากคุณอยากได้ iPhone 4 ในวันแรกที่มันออกขาย แต่คุณอดใจไว้ แล้วเอาเงินจำนวนเดียวกันไปซื้อหุ้น Apple (AAPL) ….
เชื่อไหมครับว่า พอถึงวันที่ iPhone 5 วางตลาด เงินจำนวนนั้นจะทำให้คุณซื้อ iPhone 5 ได้ 2 เครื่อง และเหลือเงินไว้จ่ายค่าโทรศัพท์อีกปีกว่าๆ เลยทีเดียว !!
AAPL-iPhone-Picture1
ราคาของหุ้น Apple ณ วันที่ iPhone แต่ละรุ่นวางตลาด  
ย้อนกลับไปเมื่อ 24 มิ.ย. 2010 วันที่ iPhone 4 วางตลาด ราคาหุ้น AAPL อยู่ที่ 266.63 เหรียญ และสมมุติว่าเครื่อง iPhone 4 ราคา 800 เหรียญ (คิดจากราคา 24,000 บาท ที่ขายกันในเมืองไทยแล้วกันนะครับ จะได้เห็นภาพ ที่จริงในอเมริกาถูกกว่านี้เยอะ)
ทีนี้ สมมุติอีกว่า คุณตัดสินใจไม่ซื้อ iPhone 4 แต่เอาเงินไปซื้อหุ้น Apple (AAPL) แทน คุณก็จะซื้อได้ “3 หุ้น” พอดี (800/266.63 = 3.00)
2 ปีต่อมา ในวันที่ 21 ก.ย. 2012 iPhone5 ออกวางตลาด หุ้น Apple ซื้อขายกันอยู่ที่ 696.91 เหรียญ นั่นแปลว่า AAPL 3 หุ้น ในมือคุณ จะมีมูลค่าถึง 2,090.73 เหรียญ (696.91 X 3)
ถึงตอนนี้ คุณสามารถขายมันทิ้ง แล้วเอาเงินไปซื้อ iPhone 5 ได้ถึง 2 เครื่อง ใช้เงินไป 1,600 เหรียญ (800 X 2) แถมยังเหลือเงินอีก 491.73 เหรียญ (14,721.93 บาท) เอาไปจ่ายเป็นค่าแพ็กเกจโทรศัพท์ได้ปีกว่าๆ เลยทีเดียว (สมมุติว่าค่าโทรศัพท์เดือนละ 1,000 บาท ก็แล้วกัน)
นี่คือ “พลัง” ของเงิน ที่ทำให้ตัวมันเองทบทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการลงทุนที่ถูกต้อง
อ้อ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด .. ที่ผมยกตัวอย่างเรื่อง iPhone นี่ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่หุ้น Apple หรือเครื่อง iPhone นะครับ ผมไม่ได้บอกให้คุณ “ไม่ซื้อ” iPhone และไม่ได้บอกให้คุณ “ซื้อ” หุ้น Apple
(บางคนบอกว่าหุ้น Apple ตอนนี้แพงเกินไปแล้ว อันนั้นก็แล้วแต่ใครจะมอง ฝรั่งที่ติดดอย AAPL อยู่ก็มีไม่ใช่น้อยนะ)
ผมแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่า เงินของเรา ถ้าเอาไปลงทุนให้ดีๆ มันจะงอกเงยไปได้ไกลขนาดไหน
 วีไอระดับโลก รวมทั้งวีไอชั้นนำของไทยหลายคน ไม่ยอมซื้อของฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย แม้จะมีเงินมากมายก่ายกอง นั่นเพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่แค่ตัวเงิน “ณ วันนี้” แต่คือสิ่งที่มันจักก่อให้เกิดขึ้นได้ในอีกหลายปีข้างหน้า
หลายคนอ่านแล้วอาจนึกในใจว่า “คิดแบบนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องซื้ออะไรเลยสิ (วะ)!!” บางคนอาจย้อนว่า “ยังงี้ก็รอถึง iPhone 20 เลยดีกว่ามั้ง !!” .. ก็อย่าให้ถึงขนาดเลยครับ
คนเรา ตึงเกินไปก็ไม่ไหว หย่อนเกินไปก็ไม่ดี ถ้าจำเป็นหรืออยากได้อะไรจริงๆ ถ้าซื้อแล้วทำให้ชีวิตดีขึ้นก็ซื้อเถิด แต่อย่าซื้อพร่ำเพรื่อ อย่าเห่อตามกระแส อย่าฟุ้งเฟ้อเกินเหตุ
จะใช้เงินแต่ละครั้ง อย่าคิดแค่ตัวเงินในวันนี้ แต่จงคิดไปข้างหน้า คิดถึง “ค่าเสียโอกาส” ประกอบด้วยทุกครั้ง
นี่คือ “แก่นแท้” อีกประการหนึ่งของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ … ซึ่งถ้าคุณรู้จักมันแล้ว คุณอาจไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกเลยก็ได้ครับ
———————–