นักวิเคราะห์ดังฟันธง ตลาดหุ้น “เด้งหลอก”

 

image-asset

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

แกรี ชิลลิง นักวิเคราะห์และนักเขียนด้านการเงินชื่อดังของสหรัฐฯ เตือนว่า การเด้งขึ้นของตลาดหุ้นขณะนี้ อาจเป็นการ “เด้งหลอก” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้ง Great Depression หรือ “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” ประมาณ 90 ปีที่แล้ว

ชิลลิง ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการลงทุนมาตลอดชีวิตบอกกับ CNBC ว่า ตลาดหุ้นปีหน้าอาจปรับตัวลงได้ถึง 30-40% เมื่อนักลงทุนเห็นแล้วว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาอีกนาน

“ผมคิดว่าเดี๋ยวจะมีลงรอบสอง ซึ่งเหมือนมากๆ กับที่เคยเกิดขึ้นในยุค 1930 คือผู้คนเริ่มรู้ตัวว่าการถดถอยและความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมันสาหัสขนาดไหน และต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะฟื้นกลับมา”

ทั้งนี้ ในสมัย The Great Depression หุ้นร่วงลงถึง 48% ในปี 1929 ซึ่งเป็นจุดเร่ิมต้นของวิกฤต แต่แล้วก็เด้งกลับขึ้นมา ณ จุดเดิมในเดือน เม.ย. ปี 1930

ทว่าเมื่อปรากฏชัดแล้วว่าสภาพเศรษฐกิจขณะนั้นฟอนเฟะเพียงใด ตลาดก็ร่วงลงไปอีกรอบ และครั้งนี้เป็นการร่วงหนักถึง 86% (หากนับจากจุดสูงสุดในปี 1929 ก่อนฟองสบู่แตก จะเท่ากับร่วงถึง 89%)

… เรียกได้ว่าเละเทะไม่มีชิ้นดี

“หุ้นตอนนี้เหมือนตอนที่เด้งกลับมาในปี 1929 มาก คนเชื่อกันสุดๆ ว่าเราคุมไวรัสได้เบ็ดเสร็จ แถมยังอัดเงินกระตุ้นทางการเงินการคลังเข้ามามโหฬารเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ” นักวิเคราะห์อาวุโสชี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ก็เตือนเช่นกันว่า ตลาดหุ้นไทยที่เด้งขึ้นมาเวลานี้ อาจเป็น technical rebound คือขึ้นเพราะลงมาเยอะ

คล้ายคลึงกับเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ที่หุ้นร่วงลงหนักมาก ก่อนจะเด้งขึ้นมาอย่างแรง แต่แล้วก็ปรับตัวลงอีกครั้ง และขึ้นๆ ลงๆ อีกหลายรอบ ทว่าในที่สุดก็ “หมดแรง” โดยร่วงลงยาวๆ และโงหัวไม่ขึ้นอีกหลายปี

“คำว่า techical rebound คือขึ้นเพราะมันลงมาหนัก แล้วคนเข้ามาช้อน แต่ว่าถ้าเศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นได้ มันจะตกใหม่ และตกแรง นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 40” ต้นแบบแห่งวีไอไทยกล่าว


ข้อมูลประกอบ : CNBC คลิกที่นี่ , คลิปสัมภาษณ์จาก The Secret Sauce คลิกที่นี่

ภาพประกอบจาก : agaryshilling .com

เพราะเหตุใดเราจึงควรฟังคำเตือนของ “โฮเวิร์ด มาร์กส์”

IMG_9009

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยเกริ่นถึงโฮเวิร์ด มาร์กส์ ไปครั้งหนึ่ง ว่าเป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital Management เป็นเวลาหลายสิบปี

ความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

และผมก็เล่าด้วยว่า มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”

นั่นคือความน่าเชื่อถือของมาร์กส์ ที่แม้แต่นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างบัฟเฟตต์ยังต้องฟังเขา

ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเฟื่องฟู มาร์กส์มักเตือนคนในแวดวงการลงทุนเสมอว่าให้เพิ่มความระมัดระวัง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี 1999 ซึ่งเป็นยุค “ด็อทคอม” บูม มาร์กส์กล่าวว่า

“บรรทัดสุดท้ายก็คือ นักลงทุนจำนวนมากที่เป็นคนตั้งราคาในตลาดหุ้น ไม่สนใจการประเมินมูลค่าแม้แต่น้อย ผมไม่เห็นเหตุผลเลยว่า พวกนักวิเคราะห์และผู้บริหารพอร์ตทั้งหลาย ที่หนุนหลังหุ้นเติบโตมูลค่าตลาดขนาดใหญ่และหุ้นอินเทอร์เน็ตที่กำลังพุ่งทะยาน เอาอะไรมาคิดว่าราคาที่เป็นอยู่นี้ จะคงอยู่ได้อย่างไร หรือให้ตายเถอะ จะขายมันต่อได้อย่างไร”

หลังจากนั้นไม่กี่ปี ก็อย่างที่เรารู้กัน คือฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตกออกดังโพล๊ะ คนในตลาดจำนวนมากที่เข้าไปเก็งกำไรหุ้นด็อทคอมที่ยังแทบไม่ได้ทำธุรกิจอะไรเป็นรูปเป็นร่างต่างพากันสิ้นเนื้อประดาตัว

ต่อมาในปี 2007 ขณะที่ตลาดกำลังเมามันส์กับหลักทรัพย์ที่ยัดไส้ไว้ด้วยสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพต่ำ มาร์กส์เป็นคนแรกๆ ที่ออกมาเตือนให้เฝ้าระวังให้ดี

“สุดท้ายแล้ว ผู้ซื้อคือผู้ที่แบกหนี้จดจำนองไว้มากที่สุด เมื่อดูจากรายได้ของพวกเขาและอัตราดอกเบี้ย หนี้ก้อนนั้นจะทำให้พวกเขาได้เข้าไปอยู่ในบ้านในฝัน และอยู่ในนั้นไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สถานการณ์ไม่ทรุดหนักลง แต่มันหนีไม่พ้นหรอกที่จะต้องทรุดหนักในที่สุด 

“ไม่ว่าจะเฉือนออกมาดูมุมไหนอย่างไร มาตรฐานของสินเชื่ออสังหาฯ ก็ตกต่ำลงมากในช่วงปีหลังๆ และความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเยอะ เรื่องนี้มีตรรกะรองรับหรือเปล่า? ก็ไม่แน่ มันถูกโน้มนำด้วยวัฏจักรจนร้อนแรงมากไปหรือเปล่า? ถ้าถามผม ผมคิดว่าใช่ ที่แน่ๆ ก็คือ การปล่อยสินเชื่อถูกทำกันแบบเสี่ยงขึ้นเยอะ อีกไม่กี่ปีเราจะได้เห็นกันเองแหละว่า มันคือความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด หรือระเบียบของการแข่งขันที่ล้นเกินกันแน่”

ซึ่งก็อย่างที่เราทราบกันดี ไม่กี่เดือนหลังมาร์กส์ออกมาเตือน สินเชื่อที่อยู่อาศัยเหล่านั้นก็เริ่มกลายเป็นหนี้เสียและส่งผลลุกลามกลายเป็นวิกฤตซับไพรม์ส ก่อนจะลามทุ่งกลายเป็นวิกฤตการเงินที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี

สำหรับวิกฤตโคโรน่าไวรัสครั้งนี้ ที่ตลาดหุ้นร่วงลงไปเพียงชั่วประเดี๋ยว ก่อนจะเด้งกลับขึ้นมาหลังเฟดเข้าไปตะลุยซื้อสินทรัพย์ ก็เป็นอีกครั้งที่มาร์กส์ออกมาเตือน โดยกล่าวไว้เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า

“ผมไม่รู้ว่ากระสุนของเฟดไม่มีขีดจำกัดจริงหรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าเฟดสามารถทำให้ตลาดขึ้น และขึ้นอยู่อย่างนั้นได้ ตราบเท่าที่มันยังซื้ออยู่ แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะซื้อได้ตลอดไปหรือไม่ ตอนนี้เราเข้ามาอยู่ในเขตแดนใหม่ ในประวัติศาสตร์ เฟดไม่เคยซื้อตราสารของบริษัทมาก่อนเลย แต่รอบนี้ พวกเขาซื้อตราสารบริษัทเข้าไว้ด้วย แถมยังขยับขยายไปซื้อตราสารบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในระดับลงทุนอีกต่างหาก

“การซื้อของเฟดอาจทำให้สิ่งต่างๆ ขึ้นได้ก็จริง แต่ก็จะขึ้นตราบเท่าที่มันยังคงซื้ออยู่เท่านั้น ผมมองมันเหมือนกับ เราเห็นกันมาแล้วว่า มันเหมือนกับน้ำที่ยกตัวขึ้นมา โดยมีลูกบอลลอยอยู่เหนือน้ำ
และตราบเท่าที่มีแรงดันจากใต้น้ำ บอลก็ยังลอยอยู่ได้ น้ำหยุดดันเมื่อไร บอลก็ร่วงลงสู่พื้นดินเมื่อนั้น”

และนี่เสียงเตือนครั้งล่าสุดของมาร์กส์ ผู้ไม่เคยอ่านสถานการณ์ครั้งใหญ่ๆ ผิดพลาดเลย

(มีต่อตอนหน้า)


แหล่งที่มา : คลิปสัมภาษณ์ “Oaktree’s Howard Marks on Fed Support, Credit Market Distress, Virus Impact” ทาง Youtube Channel ช่อง Bloomberg Markets and Finance, คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks

“นิ้วโป้ง” กับการทำ DCF ในช่วงวิกฤต

103399669_3304894509562553_2654579906401538922_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สรุปจากการพูดคุยกับคุณ “นิ้วโป้ง” อธิป กีรติพิชญ์ เมื่อ 10 มิ.ย. 2020

ตลาดหุ้นตอนนี้มองยาก เป็นตลาดกระทิงที่ขึ้นจากจุดต่ำสุด 960 มาเป็น 1,400 เป็นการบวกกว่า 40% ภายในสองเดือนซึ่งหายากมาก

ปรากฏการณ์นี้คือ “มหัศจรรย์ซ้อนมหัศจรรย์” เพราะหุ้นลงสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ภายในสองเดือน แล้วก็กลับขึ้นมาทันทีเช่นกัน

ตั้งแต่ลงทุนมาแทบไม่เคยเห็นภาวะอย่างนี้ ตอน financial crisis คราวที่แล้วยังค่อยๆ ลง โดยเริ่มจาก subprime ปี 2007 ที่หุ้นค่อยๆ ซึมลง ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกในปี 2008

ตอนน้ีหลายคนสงสัยว่า ตลาดที่ขึ้นอยู่ตอนนี้ จะเหมือนการที่หุ้นดีดขึ้นตอนปี 2009 แล้วไม่กลับลงมาเลย 12 ปีหรือเปล่า จะไปยาวเลยหรือเปล่า ใครเข้าไม่ทันจะตกรถถาวรเลยหรือเปล่า

คุณนิ้วโป้งบอกว่า สมัยก่อนยังไม่มี QE เวลาเศรษฐกิจตกต่ำ ต้องใช้การรัดเข็มขัด บริษัทไหนจะเจ๊งก็ปล่อยให้เจ๊ง แต่พอ 2008 สหรัฐฯ ไม่ได้ใช้การรัดเข็มขัด แต่ใช้การพิมพ์เงินเข้ามา

อย่างไรก็ตาม สมัย 2008 มันมีเวลาให้ได้คิด แต่ครั้งนี้อยู่ๆ หุ้นก็กลับขึ้น ทั้งๆ ที่โรคยังระบาดหนัก มีการประท้วง-จลาจลทั่วประเทศ

ของไทยเองก็แปลกมาก เพราะปีที่แล้วแทบไม่ขึ้น บวกแค่ 1% ขณะที่ประเทศอื่นขึ้นกันโครมๆ หลายคนจึงวิเคราะห์ว่าปีนี้น่าจะได้เวลาขึ้น แต่แล้วก็มาร่วงหนักซ้ำอีกจากโควิด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าโควิด ดัชนีอยู่ที่ 1,580 จุด สมมุติว่าเอาโควิดออกไป เมื่อเทียบกับตอนนี้ 1,400 ก็มองได้ว่าหุ้นยังมีมุมบวก ยังไม่แพงมากนัก

ตอนนี้เป็นโลก VUCA Volatility (ผันผวน) Uncertainty (ไม่แน่นอน) Complexity (ซับซ้อน) Ambiguity (คลุมเครือ)

หลายคนมองว่าเศรษฐกิจไม่มีทางฟื้นแบบ V-Shape แม้ IMF ยังบอกว่าไม่มีทาง full capacity ไปอีก 6-12 เดือน คนเป็นวีไอจึงมองได้ว่างบจะแย่ไปอีก 2-4 ไตรมาส ดังนั้น จึงอาจเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ก่อน หรือขายหุ้นทิ้งบางส่วน

สิ่งที่นักลงทุนควรทำ คือต้องมีทั้งเงินสดและมีทั้งหุ้น ถ้ามีเงินสดเยอะเกินก็อาจพลาดโอกาสครั้งใหญ่ แต่จะไม่มีเงินสดเลยก็เสี่ยงไป

ต้องแยกเศรษฐกิจกับตลาดหุ้น ตลาดเป็น V-Shape แต่เศรษฐกิจมันไม่มี sign ว่าจะเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะของไทย

ตอนนี้สถานการณ์เหมือนเราเป็นสุมาอี้ยืนอยู่หน้าเมืองเสเสีย เห็นขงเบ้งดีดพิณอยู่บนกำแพง จึงลังเลว่าจะบุกเข้าไปดีมั้ย ถ้าบุกเข้าไปแล้วเจอซุ่มโจมตีก็อาจเละได้ แต่ถ้าไม่เข้า แล้วปรากฏว่าที่จริงไม่มีทหาร ก็อาจเสียโอกาสทองได้

คุณนิ้วโป้งเอง ก่อนหน้านี้เคย “ถัวสะเทือนใจ” ตอนที่หุ้นลงช่วงเดือน มี.ค. ก็เข้ารับจนเงินแทบไม่เหลือ ถึงกับนอนไม่หลับ คิดมาก ซื้อเสร็จแล้วก็ลงต่อทุกตัว ทว่าแม้จะเจ็บปวด ก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ตอนนี้ก็ยังถือเงินก้อนสุดท้ายไว้ เผื่อว่าหุ้นเป็น L Shape หรือมีการย่ออีกระลอก 

จุดแตกต่างระหว่างคนมีประสบการณ์กับคนไม่มีประสบการณ์ คือเวลาหุ้นลง คนที่มีประสบการณ์ แม้จะปวดใจแต่ก็ยังซื้อถัว ขณะที่มือใหม่อาจจะกลัวแล้วหยุดซื้อเลย ทำให้ไม่ได้ของเวลาถูก

สิ่งสำคัญคือ “เมื่อวิกฤตผ่านไป เราต้องเติบโตขึ้น”

บางคนพลาด เพราะพอพอร์ตแดงทั้งพอร์ต ก็เลือกที่จะขายตัวที่ลบน้อย แล้วเก็บตัวที่ลบเยอะไว้ ทั้งที่จริงแล้วควรทำสลับกัน เพราะหุ้นที่ลบน้อยคือหุ้นพื้นฐานดี หุ้นที่ลบเยอะคือหุ้นแย่ ทำอย่างนี้จึงกลายเป็นการ “เด็ดดอกไม้แต่รดน้ำวัชพืช” แบบที่ปีเตอร์ ลินช์ บอก ครั้นขายแล้วเอาเงินสดมากอดไว้ กะว่าหุ้นจะลงไป 800 หรือ 600 จุด แต่แล้วก็มาไม่ถึง จึงมีแต่เสียกับเสีย

ตอนนี้ Valuation ทำยากมาก ดู P/E ก็ไม่ได้ เพราะตัว E (กำไร) ติดลบ บางบริษัทตัว R (รายได้) เป็น 0 ด้วยซ้ำไป ถ้าจะประเมินมูลค่าต้องประเมินกำไร Y1 Y2 ให้เป็นลบไปเลย แล้วค่อยประเมินกำไร Y3 Y4 เป็นบวก ก่อนจะ discount กลับมา

กอง REIT บางตัวรายได้เป็นศูนย์ ถ้าจะซื้อต้องหันไปประเมิน NAV ดูสินทรัพย์แทน

ถ้าหุ้นลงต้องซื้อถัวบ้าง หรือใช้ “ราคาเพิ่มทุน” เป็น benchmark ถ้าราคาต่ำกว่าราคาเพิ่มทุนค่อยซื้อ

ตอนนี้คุณนิ้วโป้งทำ DCA กับหุ้นโรงแรม โดยจะซื้อให้ผ่าน cycle ลบไป เพราะเชื่อว่าต่อไปต้องกลับขึ้น แต่ยังดูไม่ออกว่าจะกระทบแค่ไหน จึงใช้การ DCA เฉลี่ยซื้อไปเรื่อยๆ

** คุณนิ้วโป้งใช้การประเมินมูลค่าโดยวิธี DCF โดยจะทำ excel ไว้  ตัวอย่างเช่น ตอนนี้กำลังทำ DCF  “หุ้นโรงหนัง” โดยตีเอาว่าปีนี้ (2020) งบขาดทุน แล้วตีว่าปีหน้า (2021) กำไรจะเหลือครึ่งนึง พอปีถัดไป (2022) ค่อยให้กำไรกลับมาเท่ากับปี 2019 จากนั้นจึงค่อยลาก growth ต่อไป

หลังจากหากระแสเงินสดได้แล้ว ก็ค่อยคิดลดกลับมา ซึ่งหลังจากที่ทำ ก็ได้มูลค่าหุ้นออกมาต่ำมาก แต่แล้วราคาหุ้นก็ลงมาถึงจุดนั้นจริงๆ แม้จะใช้ประมาณการที่คิดว่า conservative มากแล้ว 

การทำ DCF เป็นการคาดการณ์กระแสเงินสด ซึ่งต้องมองในทุกแง่มุมของธุรกิจเท่าที่จะทำได้ จึงเป็นการบีบตัวเองให้มองธุรกิจให้รอบด้านที่สุด แม้จะไม่ถึงกับแม่นยำ 100% แต่ก็มีอะไรให้เรายึดเกาะ

ถ้าจะวัดมูลค่า อย่ากลัวว่าจะผิด เพราะแม้นักวิเคราะห์ก็ยังประเมินหุ้นตัวเดียวกันออกมาได้แตกต่างกันมากมาย บางทีต่างกันเป็นเท่าตัว

ตอนนี้คุณนิ้วโป้งไม่ได้ลงทุนหุ้นต่างประเทศ ลงแต่หุ้นไทย แต่เชื่อว่าในอนาคตอาจจำเป็นต้องเพิ่มหุ้นต่างประเทศเข้ามาในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง


ดูคลิปตัวเต็มได้ทาง Club VI Youtube Channel ที่นี่