ROA กับ ROE

roe-roa

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

คราวที่แล้วพูดถึง “กำไร” ในแต่ละประเภทจนครบถ้วนกระบวนความไปแล้ว ในวันนี้จะพูดถึงตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ อันต่อเนื่องจากเรื่องของกำไรกันนะครับ

ตัวเลขแรกที่จะอรรถาธิบายให้ท่านได้รู้จักในวันนี้ คือ ROA ย่อมาจาก Return on Assets หรือ “ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์”

ROA เป็นตัวเลขที่จะทำให้เห็นภาพใหญ่ว่า บริษัทนั้นๆ เอาสินทรัพย์ที่มีไป “สร้างกำไร” ได้มากน้อยเพียงใด โดย เอา “กำไรสุทธิ” (ต้องเป็น “กำไรสุทธิ” นะครับ ไม่ใช่ “รายได้” หรือกำไรประเภทอื่นๆ) หารด้วย “สินทรัพย์ทั้งหมด” ของบริษัท

เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคแห่งหนึ่ง มีสินทรัพย์ 30,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท ROA ของบริษัทนี้จึงเท่ากับ 2,000 ลบ./ 30,000 ลบ.= 6.7%

ในขณะเดียวกัน มีอีกบริษัทหนึ่ง ทำธุรกิจเดียวกับบริษัทแรก คำนวณค่า ROA ได้เท่ากับ 4% แสดงว่าบริษัทที่สองนี้เอาสินทรัพย์ไปสร้างกำไรได้น้อยกว่า

ตัวเลขต่อไปคือ ROE ย่อมาจาก “Return on Equity” หาได้โดยเอา “กำไรสุทธิ” หารด้วย “ส่วนของผู้ถือหุ้น” (Equity)

ขอขยายความอีกนิดหนึ่ง เผื่อบางท่านอาจจะยังไม่แน่ใจในเรื่องของ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” คำว่า “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ภาษาอังกฤษคือ “Equity”

Equity อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็น สินทรัพย์ที่ตัดหนี้สินทั้งหมดออกไปแล้ว จนกลายเป็น “Net Asset” หรือ “สินทรัพย์สุทธิ” ของกิจการ (Equity = Net Asset)

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ROE คือ “กำไรที่ปราศจากภาระ” ของกิจการ คือสร้างขึ้นจาก “หน้าตัก” ของเจ้าของล้วนๆ ไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินมา

ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบริษัทเดิม มีสินทรัพย์ทั้งหมด 30,000 ล้านบาท มีหนี้สิน 18,000 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าเป็นส่วนของผู้เป็นเจ้าของ 30,000 – 18,000 = 12,000 ล้านบาท

จึงคำนวณ ROE ได้เท่ากับ 2,000/ 12,000 (กำไรสุทธิ/ ส่วนของผู้ถือหุ้น) = 16.7%

whatsurreturn

วิธีดูว่า ROE และ ROA ของบริษัทไหนมากหรือน้อยอย่างไร ก็ควรจะเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน จึงจะเห็นได้ถึงศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทนั้นๆ เมื่อเปรียบกับคู่แข่ง

ในขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบกันระหว่างอุตสาหกรรม เราจะเห็นได้ว่า บางอุตสาหกรรมใช้สินทรัพย์น้อย แต่สามารถสร้างกำไรได้เป็นจำนวนมาก

เช่น อุตสาหกรรมบันเทิง ที่สินทรัพย์เป็นเรื่องของ “มันสมอง” หรือ “ทักษะ-พรสวรรค์” ของบุคลากร โดยไม่ต้องพึ่งเงินทุนจำนวนมาก ทำให้ค่า ROA ค่อนข้างสูง โดยอาจสูงถึง 30-40% สำหรับบางบริษัท

ทว่าบางอุตสาหกรรม กว่าจะสร้างกำไรได้ ก็ต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น สร้างโรงงาน สร้างระบบขนส่งที่เข้มแข็ง ฯลฯ ROA ของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้จึงอยู่ราวๆ 8-12% เท่านั้น

นี่คือเรื่องราวของ ROE และ ROA ที่เป็นค่าที่มีประโยชน์มากๆ และทำให้เห็นศักยภาพในการแข่งขันและความเข้มแข็งของกิจการได้อย่างชัดแจ้งครับ

** สนใจหลักสูตรสัมมนา “ประเมินมูลค่าหุ้น” สอนวิธีหามูลค่าหุ้นหลักๆ ที่นักลงทุนระดับโลกนิยมใช้ ครบทุกวิธี เน้นความเข้าใจที่ถ่องแท้ เรียนจบ หามูลค่าหุ้นได้ โดยทีมงาน Club VI คลิกที่นี่ **

** สนใจหลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คลิกที่นี่ **

—————————–

วิธีดู “เงินสด” โลหิตเลี้ยงกิจการ (๒)

cashflow

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

คราวที่แล้วเราได้เกริ่นถึงการดู “เงินสด” โดยอธิบายไปแล้วว่า เงินสดมีความเคลื่อนไหวผ่านกิจกรรมทั้งสาม ได้แก่ “กิจกรรมดำเนินงาน” “กิจกรรมลงทุน” และ “กิจกรรมจัดหาเงิน” และพูดถึง “กิจกรรมดำเนินงาน” พอสังเขปว่าเป็นเรื่องของ “ธุรกิจหลัก” ของบริษัท ( ถ้ายังไม่ได้อ่านตอนที่แล้ว คลิกที่นี่ )

ในตอนนี้ เราจะว่ากันต่อจากคราวที่แล้วว่า มีวิธีดูกระแสเงินสดอีกสองตัวที่เหลือ อย่างไร อย่างไหนคือ “ดี” หรือ “ไม่ดี” ดังนี้ครับ

ในส่วนของ “กิจกรรมลงทุน” หลักการคือต้องดูว่า การลงทุนนั้นๆ สอดคล้องกับธุรกิจที่บริษัททำหรือเปล่า เช่น  ถ้าบริษัทผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และมีการลงทุนด้วยการซื้อเครื่องจักร เช่นนี้ก็ถือว่าไม่ขัดแย้งกัน

หรือหากบริษัทมีการซื้อที่ดิน เราก็ต้องตามไปดูต่อว่า บริษัทซื้อไปเพื่ออะไร ถ้าซื้อที่ดินเพื่อขยายกิจการ เช่น เอาไปสร้างคลังสินค้า หรือเปิดโชว์รูมใหม่ ก็ถือว่าโอเค (แต่จะสอดคล้องกับแผนงานของบริษัทหรือไม่ขนาดไหน ก็แล้วแต่จะพิจารณา)

แต่ถ้าเป็นที่ดินที่เจ้าของอยากได้ จึงไปซื้อเก็บไว้เฉยๆ โดยไม่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เช่นนี้ไม่เข้าท่าแน่นอน เพราะเป็นการเอาเงินสดของกิจการไปใช้เพื่อสนองความต้องการส่วนตน

ถ้ากิจกรรมลงทุนนั้นๆ ทำไปโดยไม่สอดคล้องกับธุรกิจหลักของบริษัท เช่น เป็นบริษัททำบ้านจัดสรร แต่กลับไปซื้อสนามกอล์ฟ โดยอ้างว่าเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทว่าเมื่อดูลึกไปในรายละเอียดกลับพบว่า สนามกอล์ฟนั้นเป็นสมบัติของตระกูลของเจ้าของ เช่นนี้เราก็ต้องตั้งคำถามให้จงหนัก ว่าการใช้เงินสดครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์บริษัทจริงหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีบางกรณี เช่น บริษัทเอาเงินสดที่เหลือไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแม้ดูเหมือนจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท นักลงทุนจึงต้องตั้งคำถามกับผู้บริหารว่าเหตุใดจึงลงทุนเช่นนั้น

โดยหากผู้บริหารเอาเงินสดไปซื้อพันธบัตร ด้วยเจตนาที่จะเก็บเงินไว้เพื่อเตรียมลงทุนในระยะเวลาอันใกล้ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ถ้าไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน แทนที่จะเอาเงินสดไปแช่ไว้ในพันธบัตรหลายๆ ปี สู้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรืออย่างน้อยก็เอาไปชำระหนี้ของบริษัทจะดีกว่าหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่สมควรถูกตั้งคำถามทั้งสิ้น

bgh6

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของ “กิจกรรมจัดหาเงิน” ซึ่งหลักๆ ก็คือ “การกู้เงิน” กับ “การจ่ายเงินปันผล” ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

หากบริษัทมีการจ่ายปันผล แปลว่า บริษัทมีเงินสดที่จะจ่ายให้ผู้ถือหุ้นได้ (เงินสดออกจากบริษัท) ตรงข้ามกับการที่บริษัทไปกู้เงินมา (เงินสดเข้าบริษัท) แน่นอนว่าจะมีเงินสดเพิ่มขึ้น แต่หนี้สินก็เพิ่มด้วย

ดังนั้น พอสรุปได้ว่า สำหรับ “กิจกรรมจัดหาเงิน” ถ้าเงินสด “ออก” จากบริษัท หรือเป็น “ลบ” แปลว่า “ดี” เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทไม่ต้องหาเงินจากภายนอก หรือแปลความได้ว่ากิจการ “ไม่ร้อนเงิน”

แต่ถ้าเงินสด “เข้า” มาในบริษัท หรือเป็น “บวก” แปลว่าบริษัทกำลังต้องการเงิน จึงต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพิ่มทุน หรือใช้วิธีอื่นใดเพื่อให้ได้เงินเข้ามา

ยังมีกรณีอื่นๆ อีกเช่น บริษัทไปกู้เงินธนาคารไว้ ครั้นกิจการทำกำไรได้ มีเงินสดเหลือ จึงเอาเงินสดใช้หนี้ธนาคาร เช่นนี้กระแสเงินสดจะเป็น “ลบ” ซึ่งก็ถือว่า “ดี” อีกเช่นกัน เพราะหากกิจการไม่อยู่ในสถานะที่ดี คงหาเงินมาใช้หนี้แบงก์ไม่ได้

นี่คือภาพรวมๆ ของการดูงบกระแสเงินสด ซึ่งเป็นสิ่งที่วีไอทุกคนควรรู้เป็นอย่างยิ่งครับ


ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/

GRAMMY

บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทบันเทิงชั้นนำของประเทศไทย สร้างผลงานเพลงระดับตำนานและปลุกปั้นศิลปินชื่อดังประดับฟ้าเมืองไทยมาตลอดหลายทศวรรษ มีธุรกิจหลักคือธุรกิจเพลงและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเพลง รวมทั้งธุรกิจสื่อ ธุรกิจบรอดคาสติ้งและภาพยนตร์ด้วย

V-Strength

GRAMMY เป็นบริษัทที่ใช้การบริหารคอนเทนต์ในมือเพื่อสร้างรายได้ โดยในส่วนของธุรกิจเพลงซึ่งเป็นธุรกิจหลัก บริษัทฯได้ปรับโมเดลธุรกิจจนสอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิตอล ล่าสุด GRAMMY ได้หันมาบุกตลาดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ผ่าน Platform ใหม่ที่สร้างขึ้นคือ GMM-Z แม้ธุรกิจบันเทิงจะแข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ GRAMMY ได้เปรียบตรงที่ไม่ได้พึ่งพาตัวบุคคล ทั้งยังมีคอนเทนต์จำนวนมหาศาลที่จะช่วยสร้างรายได้ไปอีกนาน แต่ข้อเสียคือ บริษัทฯมีสภาพคล่องไม่มาก อัตราส่วนทุนหมุนเวียนอยู่ต่ำกว่า 1 เท่า

ค่าทดสอบ 70 เต็ม 100

V-Growth

การหันมารุกตลาดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม โดยสร้าง Platform ใหม่คือ GMM-Z แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเติบโต การทุ่มซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอล Euro 2012 ทำให้บริษัทฯ ทำรายได้จากกล่อง GMM-Z ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และมีแนวโน้มจะขยายฐานลูกค้าต่อไปได้เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนหลังไปห้าปี การเติบโตของบริษัทฯ มีการสะดุดหยุดลงในปี 2552 ก่อนจะปรับตัวครั้งใหญ่และฟื้นกลับมาได้ ดังนั้น ด้วยความเป็นธุรกิจบันเทิง ผู้ลงทุนจึงควรเผื่อใจไว้สำหรับความไม่แน่นอนของรายได้และกำไรเสมอ

ค่าทดสอบ 77 เต็ม 100

V-Management

ผู้บริหารของ GRAMMY เป็นคนบันเทิงชั้นนำที่คนทั่วประเทศต่างยอมรับในความสามารถ ไล่ตั้งแต่ “อากู๋” ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัทฯ ลงมา อย่างไรก็ตาม การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีดิจิตอลเคยเป็นประเด็นที่ทำให้หัวเรือใหญ่ของ GRAMMY ต้องหนักใจมาแล้ว จึงคาดเดาได้ว่าการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงอันเป็นพลวัตของธุรกิจบันเทิง จะยังคงท้าทายความสามารถและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารต่อไป

ค่าทดสอบ 86 เต็ม 100

V-Potential

ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2555 ราคา 28.25 บาทต่อหุ้น, PE 24.8 เท่า

ค่าทดสอบ 33.9 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]