Buffett in Japan


ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากประเทศญี่ปุ่น โดยสถานีโทรทัศน์ CNBC ซึ่งบัฟเฟตต์ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดโรงงานใหม่ของ “ทังกาลอย” (Tungaloy) บริษัทผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรมในเครือของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2011 ที่ผ่านมา โดยมีใจความสำคัญดังนี้ครับ

บัฟเฟตต์บอกว่า นี่เป็นทริปแรกที่ญี่ปุ่นของเขา เดิมทีเขาวางแผนว่าจะเดินทางมาเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว แต่เกิดสึนามิและแผ่นดินไหวเสียก่อน ทำให้เขาถูกห้ามไม่ให้มา แม้จะอยากมาก็ตาม แต่ในที่สุดโรงงานของทังกาลอยด์ก็ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขายังบอกอีกว่า ตอนนี้หุ้นญี่ปุ่นเริ่มน่าสนใจแล้ว หลังจากตัวเขาเคยไปลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีก่อนหน้านี้

เมื่อพิธีกรถามว่า เขาจะซื้อหุ้น BYD เพิ่มหรือไม่ (BYD คือบริษัทผลิตรถยนต์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ทำให้บัฟเฟตต์ขาดทุนอย่างหนัก เพราะหลังจากเข้าไปซื้อ BYD กำไรก็ลดลงอย่างมโหฬาร เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่ลดลง ทำให้ผลประกอบการของเบิร์คไชร์ย่ำแย่ลงไปด้วย)

ประเด็นนี้บัฟเฟตต์ตอบไม่ชัดเจนนัก โดยบอกว่า BYD อาจจะมีการเพิ่มทุน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของเขาลดลง แต่ที่แน่ๆ คือเขาจะไม่ซื้อหรือขายหุ้นในตลาดเปิด (Open Market) อย่างแน่นอน และบอกว่าคงยากที่ BYD จะเข้ามาขายรถยนต์ในอเมริกาได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นธุรกิจที่ยาก แต่ BYD ก็ยังคงมีผู้บริหารที่ดีอยู่

นอกจากนี้ เมื่อพิธีกรถามว่า แม้จีนจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก แต่บริษัทเทคโนโลยีของต่างชาติมักไม่ค่อยกล้าเข้าไปลงทุนในประเทศจีน เพราะหากถอนตัวออกมาแค่ 3-4 ปี ก็จะเจอเทคโนโลยีที่เหมือนกันอยู่ในประเทศจีน (พูดง่ายๆ คือโดน Copy) ข้อนี้บัฟเฟตต์มองอย่างไร ปู่บัฟต์พูดกว้างๆ ว่า ธุรกิจหลายๆ อย่างนั้นไม่ง่าย แต่ผู้บริหารที่ดีก็น่าจะทำให้บริษัทผ่านพ้นทุกอย่างไปได้

ทีนี้ มาเข้าประเด็นกันเลย โดยพิธีกรหนุ่มในห้องส่งที่สหรัฐฯ ได้ถามว่า จากเดิมที่บัฟเฟตต์เคยบอกว่าเขาไม่เคยสนใจในหุ้นยุโรป ตอนนี้เริ่มมองเห็นอะไรน่าสนใจบ้างหรือยัง?

บัฟเฟตต์บอกว่าก่อนจะออกจากโอมาฮามา เขาได้สั่งซื้อหุ้นยุโรปตัวหนึ่ง และจะยังซื้อเพิ่มอีก ในวันพรุ่งนี้ ในสัปดาห์หน้า ในเดือนหน้า เช่นเดียวกับที่เขาซื้อ Tesco เมื่อต้นปี และจะยังเก็บเพิ่มอีกเรื่อยๆ

ปู่บัฟฟ์บอกอีกว่า มีหุ้นยุโรปที่น่าสนใจอยู่เป็นโหลๆ แต่ต้องดูว่าราคาของมันน่าสนใจกว่าหุ้นอเมริกาหรือไม่ เมื่อเทียบกับวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ ถ้ากิจการดี ราคาดี เขาก็จะซื้อให้มากๆ

จากนั้น บัฟเฟตต์ได้สาธยายถึงหลักการลงทุนที่เป็นเสมือน Trademark ของเขา โดยบอกว่า ในการหาหุ้นของเขา เขาใช้เกณฑ์ที่ เบน เกรแฮม เคยสอนไว้เมื่อ 60 ปีที่แล้ว และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด นั่นคือ

1. มองหาบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันสูง
2. มองหาบริษัทใหญ่ เพราะเขาต้องการ “Move the Needle” คือทำให้เกิด Impact (ถ้าซื้อหุ้นตัวเล็ก ต่อให้ได้กำไรมากมายก็แทบไม่ส่งผลอะไรต่อเบิร์คไชร์)
3. มองหาบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถ
4. มองหาบริษัทที่ขายกันอยู่ ณ ราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งตอนนี้ราคาของหุ้นยุโรปสมเหตุสมผลกว่าเดิมมาก

เมื่อพิธีกรถามว่า เขามองว่ายูโรทั้ง 17 ประเทศ จะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ในอีก 10 หรือ 20 ปี ข้างหน้า บัฟเฟตต์บอกว่า นี่เป็นคำถามที่ดี แต่เขาตอบไม่ได้

คุณปู่บอกว่าระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้นั้นไม่เวิร์ค และต้องจัดระเบียบกันใหม่ แต่เขาไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ สถานการณ์ตอนนี้คือพื้นฐานของทั้ง 17 ประเทศในยูโรโซนมีความแตกต่างกันมาก ต่างคนต่างออกพันธบัตรในค่าเงินตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนกับสหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพกว่าเยอะ จะออกพันธบัตรก็ทำได้ทันที

เมื่อพิธีกรถามว่า ในทางมหภาคแล้ว เศรษฐกิจโลกตอนนี้ดูมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งเรื่องภายในของสหรัฐฯเองด้วย ดังนั้น เขาจะยังคงลงทุนหนักๆ เหมือนที่ลงทุนใน IBM อีกหรือไม่

บัฟเฟตต์บอกว่า ใน Q2-Q3 หุ้นสหรัฐฯ ถูกลงมากแล้ว เขาจึงใส่เงินเพิ่มเข้าไปในหุ้นอยู่เรื่อยๆ แทบทุกไตรมาส ทั้งนี้ เขาไม่เคยคาดการณ์ภาพรวมของตลาดเลย เขาบอกอีกว่า โลกนี้มีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ในบางครั้งเราอาจไม่เข้าใจมัน แต่เขาไม่เคยใช้ความไม่แน่นอนนั้นมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อหุ้นเลย

คุณปู่บอกต่อไปว่า เมื่อหุ้นราคาถูกลง แกจะซื้อเพิ่ม “Anytime stocks got cheaper, I buy more. I like buying things on sale.” เมื่อไรก็ตามที่หุ้นถูกลง ผมจะซื้อ ผมชอบซื้อของลดราคา ไม่ชอบของแพง

ปู่บัฟฟ์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีอนาคตอยู่ ตัวเขาเองเกิดในปี 1930 นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ลดลงไปถึง 94% แต่เขายังโอเค นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของโลกแต่อย่างใด

แค่ซื้อธุรกิจที่ดี มีบริหารที่เก่งและซื่อสัตย์ ในราคาที่เหมาะสม และอย่าใช้มาร์จิ้นซื้อ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะทำเงินได้เสมอ บัฟเฟตต์ใช้คำว่า “ผมรับประกัน”

Club VI ตามรอยบัฟเฟตต์

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศผลประกอบการ Q3 ของเบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ ปรากฏว่ากำไรร่วงลงถึง 24% เนื่องจากอนุพันธ์ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซื้อไว้ในปี 2006-07 เกิดขาดทุนยับเยิน

แต่แล้วไม่ทันไร ปู่แกก็เข้าไปซื้อ “IBM” บริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ระดับตำนาน ชนิด “ทุ่มทุนสร้าง” ทั้งๆ ที่ตัวแกขึ้นชื่อเรื่องไม่ชอบหุ้นเทคโนโลยีมาแต่ไหนแต่ไร ทำเอางงกันไปหมด

งงได้ไม่นาน พวกเราก็มาพบคำตอบในภายหลังว่า บัฟเฟตต์เข้าไปซื้อ IBM เพราะธุรกิจหลักกลายเป็นบริษัท Consultants ไปเสียแล้ว ไม่ได้พึ่งพานวัตกรรมใหม่ๆ ในการสร้างกำไรเหมือนอย่างที่เป็นมาตลอดตั้งแต่อดีต

ด้วยความหวือหวาของคุณปู่ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ทีมงาน Club VI จึงหารือกันว่า เราจะเริ่มปฏิบัติการ “ตามรอยบัฟเฟตต์” อย่างเป็นทางการ

ที่ต้องมา “ตามรอยปู่” กันตอนนี้ เพราะเรามองแล้วว่า บัฟเฟตต์กำลัง “อยู่ไม่นิ่ง” ที่สุดในรอบหลายปี นี่ก็เพิ่งบินไปญี่ปุ่นเพื่อร่วมพิธีเปิดโรงงานใหม่ของ “ทังกาลอย” (Tungaloy) บริษัทผู้ผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรมสัญชาติญี่ปุ่นในเครือ “อีสคาร์” (Iscar) บริษัทผลิตเครื่องมือยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาในเมืองไทยด้วย โดยพิธีที่ว่าจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 21 พ.ย. นี้ ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น

(บริษัท อีสคาร์ ที่ว่านี่ก็เป็นบริษัทลูกของ เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ อีกที ปู่แกจึงให้เกียรติเดินทางไปเปิดโรงงานใหม่ที่เขาว่ากันว่าอลังการงานสร้างนักหนาถึงเมืองฟูกูชิมา ซึ่งเดิมมีกำหนดจะจัดพิธีเปิดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (22 มีนาคม) แต่เจอสึนามิและแผ่นดินไหวจนเสียหาย ต้องยกเลิกไป)

งวดนี้ บัฟเฟตต์มีกำหนดจะให้สัมภาษณ์สดกับ CNBC Asia อีกครั้ง หลังจากเพิ่งให้สัมภาษณ์ CNBC ยาวร่วม 3 ชั่วโมงในรายการ Squawk Box เมื่อ 14 พ.ย. ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเข้าซื้อ IBM

ยังไง Club VI เรา จะพยายามรวบรวมบทสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าซื้อ IBM รวมถึงการให้สัมภาษณ์ครั้งต่อๆ ไป ตลอดจนความเคลื่อนไหวต่างๆ เอามาถ่ายทอดไว้ในเว็บนะครับ

จะได้เป็นการ “ตามรอย” อย่างใกล้ชิด เก็บตกอะไรดีๆ จาก Idol ของเรามาให้หมดทุกเม็ด 🙂

LPN

บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

เป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2537 ปัจจุบันมีโครงการกว่า 50 โครงการ ภายใต้ห้าแบรนด์หลัก คือ ลุมพินี เพลส, ลุมพินี พาร์ค, ลุมพินี สวีท, ลุมพินี วิลล์, ลุมพินี คอนโดทาวน์

ความแข็งแกร่ง

LPN จัดได้ว่าแข็งแกร่งทุกด้าน มีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า บริษัทฯ เป็นผู้นำและมีความเชี่ยวชาญในตลาดคอนโดมิเนียมสูงมาก สำหรับสถานะทางการเงิน LPN มีหนี้สินน้อยและกระแสเงินสดดีเมื่อเทียบกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ข้อเสียคือเนื่องจากเป็นธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นธุรกิจคอนโดฯ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่ต้องใช้ที่ดินผืนใหญ่ จึงแทบไม่มีอุปสรรคสำหรับบริษัทอื่นที่จะเข้ามาในตลาด ทำให้มีคู่แข่งมากมายทั้งรายใหญ่และเล็ก

ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

การเติบโต

ที่ผ่านมา ทั้งยอดขายและกำไรของ LPN เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมออย่างยิ่ง ซึ่งมาจากแผนการขยายธุรกิจที่เป็นขั้นเป็นตอนและมีความทะเยอะทะยาน จนทำให้บริษัทได้รับรางวัล “200 Best Under A Billion” จากนิตยสาร Forbes Asia ในฐานะบริษัทในเอเชียแปซิฟิกที่มีผลงานโดดเด่น บริษัทฯ มีส่วนต่างกำไรสูง ROE สูง และจ่ายปันผลสม่ำเสมอในอัตรา 50% ที่ต้องระวังคือในตลาดคอนโดมิเนียมแข่งขันกันดุเดือดมาก แม้ LPN จะเป็นผู้นำตลาด แต่ก็มีคู่แข่งคอยแย่งส่วนแบ่งตลาดชนิดหายใจรดต้นคออยู่เสมอ

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารของ LPN เป็นมืออาชีพ คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนาน มีความโปร่งใส เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับสูงมากในแวดวงอสังหาฯ ไม่ใช่เพียงนักธุรกิจที่มีเงินสดเหลือจากธุรกิจอื่นแล้วหันมาทำคอนโดฯเหมือนบางบริษัท

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ LPN

84.1 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]