รีวิว BGH Q1 57

bgh1โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

รายได้ไตรมาส 1 ปี 2557 เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเพิ่มจากโรงพยาบาลเดิม 10% และเพิ่มจากโรงพยาบาลใหม่ 2% ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับที่ BGH เคยทำได้มาตลอด คือในระดับ 10-12%

ในส่วนของรายได้ ถือว่า “สอบผ่าน” ครับ

สำหรับกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 7%YOY และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ลดเหลือ 14.8% จากเดิม 15.7% เมื่อไตรมาส 1 ปีก่อน ตรงนี้ผมมองว่ากำไรเพิ่มขึ้นน้อยไปสักหน่อย แต่หากมองในแง่ดี ยังไงก็ยังเพิ่มขึ้น…

และถ้าดูจากสภาวะเศรษฐกิจ-การเมืองในช่วง Q1 ถือว่ากัดฟันให้ “ผ่าน” ได้เช่นกัน แม้จะไม่น่าพอใจนัก

ดูแค่ “รายได้” กับ “กำไร” อาจจะยังไม่ชัด เพราะ Key Driver ของการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลอยู่ที่การ “ขยายฐานผู้ป่วย” ซึ่งจะทราบได้โดยดูที่ปริมาณ “ผู้ป่วยใน” และ “ผู้ป่วยนอก”

เรามาว่ากันทีละตัวเลยนะครับ เริ่มจาก “ผู้ป่วยนอก” (Outpatients) ก่อน…

ในส่วนของผู้ป่วยนอก การจะบอกได้ว่าแต่ละวันมีคนมา “หาหมอ” มากน้อยเท่าไร ต้องดูจาก “จำนวนการ Visit ต่อวัน”

ปรากฏว่า ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา จำนวนการ visit ของผู้ป่วยนอกต่อวันของ BGH อยู่ที่เฉลี่ย “23,348 ครั้ง” เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2556 ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย “22,076 ครั้ง” เป็นจำนวน “1272 ครั้ง” หรือประมาณ 6% … นั่นคือ “ดีขึ้น”

ทีนี้มาดู “ผู้ป่วยใน” (Inpatients) กันบ้าง…

ในส่วนของผู้ป่วยใน ตัวเลขที่บอก Performance ได้ดีที่สุด คือ “อัตราการครองเตียง” (Utilization Rate) (ดังที่เคยบอกไปแล้วตอนวิเคราะห์งบปี 56) หรือที่ศัพท์เทคนิคของธุรกิจโรงพยาบาลเรียกว่า “จำนวนผู้ป่วยครองเตียงเฉลี่ยต่อวัน (Average Daily Census: ADC)”

ผลที่ออกมาก็คือ อัตราการครองเตียง ณ สิ้นไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 76% หลังจากเคยลดลงไปเหลือ 66% ตอนสิ้นปี 56 โดยเพิ่มประมาณ 400 กว่าเตียง 

ถือว่า “ดีขึ้นมาก” เลยทีเดียว!!

นอกจากปริมาณผู้ป่วยใน-นอก แล้ว โรงพยาบาลยังมีการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนมีเทคโนโลยีการรักษาโรคที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งทำให้ “ค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยต่อหัว” สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ขอเรียกน้ำย่อยเท่านี้ก่อนนะครับ ในตอนหน้า เราจะมาเจาะลึกกันว่า “อัตราการทำกำไร” ของ BGH เป็นอย่างไรบ้าง การควบคุมต้นทุนดีขึ้นมั้ย มี Economies of Scale แค่ไหน และเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก

โปรดติดตาม

 

ว่าด้วยเรื่อง “การเพิ่มทุน”

เพิ่มทุนเพื่อ

โดย ชนิดา พัธโนทัย (CPA)

ช่วงนี้มีการ “เพิ่มทุน” ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เกิดขึ้นบ่อยมาก ดีลใหญ่ๆ ก็อย่างเช่น ทรู กับ China Mobile และล่าสุด BGH ก็เพิ่งประกาศเพิ่มทุนไปเมื่อ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา

สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของการเพิ่มทุน ขออธิบายคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ

จุดประสงค์ของการเพิ่มทุน แบ่งออกได้เป็น 3 ข้อ คือ

1) เพื่อการขยายธุรกิจ
2) เพื่อใช้คืนหนี้ เงินกู้ต่างๆ
3) เพื่อล้างขาดทุนสะสม (ให้สามารถจ่ายปันผลได้ในอนาคต)

ทั้งนี้ การเพิ่มทุนแต่ละครั้ง ย่อมมีทั้ง ข้อดี และ ข้อไม่ดี อยู่ที่ว่าบริษัทใช้เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนอย่างไร มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

การเพิ่มทุนที่ดี คือการเพิ่มทุนที่ทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มสูงขึ้น

อาทิ ใช้เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการ เช่น เพิ่มกำลังการผลิตครั้งใหญ่ ขยายสาขา หรือเอาเงินไปซื้อกิจการ (Acquisition) หรือควบรวมกิจการ (Merger) กับบริษัทอื่น เพื่อต่อยอดธุรกิจของบริษัท กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้บริษัทมีรายได้และกำไรเข้ามามากขึ้น

แต่แน่นอนว่า … การเพิ่มทุนจะทำให้ “จำนวนหุ้น” เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ “สัดส่วนการถือหุ้น” ของผู้ถือหุ้นลดลง หรือที่เรียกว่า “Dilution Effect” 

กุญแจสำคัญก็คือ เราต้องมองให้ออกว่า การเพิ่มทุนดังกล่าว จะทำให้บริษัทได้กำไรกลับมามากกว่าเดิมหรือไม่ และกำไรนั้นเป็นกำไรที่ยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่ ซึ่งจะทราบได้โดยดูจากตัวเลขสองตัว นั่นคือ EPS และ ROE

EPS (กำไรต่อหุ้น)

หาก EPS หรือ“กำไรต่อหุ้น” ยังคงเดิม หรือ “เพิ่มขึ้น” แปลว่าการเพิ่มทุนดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถ

1) เพิ่มรายได้ (จากฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น สาขาที่มากขึ้น ฯลฯ) หรือ                                                2) ลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย

ข้อ 2 นี่สำคัญค่ะ ถ้าเป็นการ “ซื้อ” หรือ “ควบรวมกิจการ” กับ “บริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน” ย่อมจะทำให้เกิด Synergy ทางธุรกิจ และก่อให้เกิด “ความประหยัดจากขนาด” หรือ Economies of scale จนสามารถลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก EPS ย่อมจะลดลงก่อน เนื่องจากมี “ตัวหาร” มากขึ้น คือมีจำนวนหุ้นเยอะขึ้น แต่ในระยะยาว หากธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจริง ผลดีก็ย่อมสะท้อนเข้ามาเอง 

ROE(อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)

หากบริษัทสามารถ maintain ROE  ให้อยู่ในระดับเดิมหรือเพิ่มขึ้น แปลว่าการเพิ่มทุนครั้งนั้น “เป็นบวก” แต่ก็แน่นอนว่าในช่วงต้น ROE ของบริษัทจะลดลง เพราะ “ตัวฐาน” หรือ “ตัว E” ใหญ่ขึ้น จาก “ทุน” ที่เพิ่มเข้ามา 

ทว่าหากธุรกิจทำกำไรได้มากขึ้น “กำไรสุทธิ” หรือ “ตัว R” ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และจะทำให้ ROE กลับสู่ระดับเดิม หรืออาจจะสูงขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

ช่วงเวลากว่าที่ ROE จะกลับคืนสู่จุดเดิม มองในอีกแง่ก็คือ “payback period” หรือ “ระยะเวลาคืนทุน” (ในรูปอัตราส่วน) จากการเพิ่มทุนในครั้งนั้นนั่นเอง  

ที่กล่าวมา คือ ตัวเลขทางการเงินสองตัว ที่เป็น “ตัวบ่งชี้” ผลของการเพิ่มทุน ได้ดีที่สุด

อีกกรณีหนึ่งคือการ “เพิ่มทุนเพื่อใช้หนี้” กรณีนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่บริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partner) หรือ พันธมิตรทางการเงิน (Financial Partner) เข้ามา

โดยขั้นแรกก็จะนำเงินมา “ลดหนี้” ก่อน เพื่อให้ต้นทุนทางทางการเงินต่ำลง (จะได้จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง) แล้วค่อยขยายธุรกิจในขั้นต่อๆ ไป วิธีนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลง และช่วยเพิ่มความสามารถทางการเงินของบริษัท

ทั้งหมดนี้ เป็นลักษณะของการเพิ่มทุนที่ดี คราวหน้าจะมายกตัวอย่างว่าบริษัทไหนบ้างที่เพิ่มทุนแล้ว “ดี” รวมทั้งจะมาอธิบายขยายความว่าลักษณะของการเพิ่มทุนที่ “ไม่ดี” เป็นอย่างไร ดูได้จากอะไร

โปรดติดตามค่ะ

รีวิว CPN

cpn-logo

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ “CPN” ทำธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า รวมทั้งพื้นที่อาคารสำนักงาน อาคารที่พักอาศัย และธุรกิจโรงแรม

คนจำนวนมากรู้จัก CPN ในฐานะ “ห้างเซ็นทรัล” แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว อันที่จริง ในแต่ละสาขาของเซ็นทรัล CPN เป็นเจ้าของพื้นที่เฉพาะในส่วน “พลาซ่า” ซึ่งมีร้านค้าต่างๆ มาเช่าเท่านั้น แต่ส่วนที่เป็น “ห้างสรรพสินค้า” หรือ “ดีพาร์ทเม้นสโตร์” เป็นของบริษัทในตระกูลจิราธิวัฒน์ โดย CPN ไม่ได้มีเอี่ยวด้วย

(นั่นหมายความว่า สำหรับสาขาที่ไม่ได้มีพื้นที่พลาซ่า เช่น เซ็นทรัลชิดลม CPN ย่อมไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ในนั้นเลย)

ปัจจุบัน โครงการของ CPN ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า 23 แห่ง อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล 10 แห่ง ต่างจังหวัดอีก 13 แห่ง และยังมีอาคารสำนักงาน 7 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง และที่พักอาศัยอีก 2 แห่ง

ในปี 2556 ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าของ CPN ทั้งหมดมีอัตราการเช่า (Occupancy Rate) สูงถึง 96% โดยค่าเฉลี่ยในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 95-98% ซึ่งถือว่าสูงมาก

นั่นคือข้อมูลทั่วๆ ไป ทีนี้มาดูกันว่ารายได้และกำไรของ CPN มาจากอะไรบ้าง…

รายได้หลักของ CPN มาจากสามส่วน คือ 1) รายได้จากการให้เช่า คิดเป็น 84% ของรายได้รวม อันนี้คือสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด 2) รายได้จากอาหารและเครื่องดื่ม (จากอาหารที่ขายในฟู้ดคอร์ท) คิดเป็น 4% ของรายได้รวม และ 3) รายได้จากธุรกิจโรงแรม คิดเป็นอีก 4% ของรายได้รวม ที่เหลือคือรายได้ปลีกย่อยอื่นๆ

CPN มีตัวจักรหลักในการเติบโต คือการ “เปิดสาขาใหม่” ซึ่งทำอยู่อย่างสม่ำเสมอทุกปี รวมทั้งการ “ขึ้นค่าเช่า” ซึ่งปกติบริษัทฯ จะต่อสัญญาใหม่กับผู้เช่าทุกๆ 3 ปี จึงสามารถขึ้นค่าเช่าได้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

cpn-meeting

ในปี 2556 “รายได้” ของ CPN อยู่ที่ 21,611 ล้านบาท โตขึ้น 22% เมื่อเทียบกับปี 2555 แต่ “กำไรสุทธิ” ที่ไม่รวมกำไรพิเศษ (non-recurring items) อยู่ที่ 6,293 ล้านบาท โตขึ้นถึง 36% จะเห็นได้ว่ากำไรโตขึ้นมากกว่ารายได้ค่อนข้างมาก

(แต่ถ้ารวมเอากำไรพิเศษเข้ามาด้วย กำไรสุทธิจะโตเพียง 2% ซึ่งไม่สะท้อนผลการดำเนินงานจริง เนื่องจากในปี 55 บริษัทมีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ CPNCG จำนวน 1,776 ล้านบาท แต่ปี 56 มีกำไรพิเศษเพียงสามร้อยกว่าล้าน)

บริษัทอธิบายว่า กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 36% เป็นผลมาจากการเปิดให้บริการ “เต็มทั้งปี” ของสาขาสุราษฎร์และลำปาง ที่เพิ่งเปิดปลายปี 55  รวมทั้งสาขาอุดรธานี ที่ปิดปรับปรุงและกลับมาเปิดใหม่เมื่อเดือน พ.ค. ปี 55 ก็เปิดให้บริการเต็มทั้งปีเช่นกัน 

(ตอนปี 55 เปิดอยู่แค่ไม่กี่เดือน แต่ปี 56 เปิดเต็มทั้งปี รับกำไรไปเต็มๆ ตลอดปี ทำให้กำไรปี 56 เพิ่มขึ้น)

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันเนื่องมาจากความประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) นี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเสริมให้กำไรเพิ่มขึ้น

คุณชนิดา ทีมงานของ Club VI ทำตารางด้านล่างนี้ให้ดู เป็นตารางแสดง “อัตรากำไรขั้นต้น” (Gross Profit Margin) ของ CPN เทียบระหว่างปี 56 กับ ปี 55 จะเห็นได้ว่า GPM ดีขึ้นมากในทุกธุรกิจ

อัตรากำไรขั้นต้นจาก ปี 2556 ปี 2555
ธุรกิจให้เช่า 47.4% 44.2%
อาหารและเครื่องดื่ม 21.7% 16.1%
ธุรกิจโรงแรม 65.8% 62.2%

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 57 แม้จะโดนผลกระทบจากการเมืองไปเต็มๆ ในช่วงสองเดือนแรกของปี โดยเฉพาะเซ็นทรัลเวิลด์ที่ต้อง “ปิดเร็ว” อยู่หลายสัปดาห์ จนต้องลดค่าเช่าเพื่อช่วยเหลือผู้เช่า (รวมทั้งเซ็นทรัลลาดพร้าวที่กระทบเช่นกัน)

….แต่ปรากฏว่ารายได้ยังโตขึ้นถึง 8% และกำไรสุทธิโตขึ้น 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (YOY) 

the groove

สาเหตุที่ทำให้รายได้และกำไรใน Q1 ปี 57 โตขึ้น ก็คือสาเหตุเดิมที่ทำให้รายได้และกำไรปี 56 เติบโต นั่นคือการเปิดสาขาใหม่ และการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการขยายสาขาในปีนี้และปีต่อๆ ไป บริษัทเพิ่งเปิด เซ็นทรัล สมุย ซึ่งเป็น Resort Mall เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดเซ็นทรัล ศาลายา เร็วๆ นี้ แถมยังมี “The Groove” ส่วนต่อขยายของเซ็นทรัลเวิลด์ที่เน้นแบรนด์หรูระดับโลกล้วนๆ อีกด้วย (ผมไปสำรวจมาแล้ว มีร้านชา Harrods ด้วยนะ – โปรดดูภาพประกอบ)

แต่ที่อุบเงียบ เพิ่งมาเปิดตัวแบบเซอร์ไพรส์สุดๆ เมื่อเมย์เดย์ 1 พ.ค. คือ เซ็นทรัล เฟสติวัล ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ก็ขนาดประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 30 เม.ย. ก่อนหน้านั้นวันเดียว ยังไม่ยอมแพร่งพรายเลยสักนิด อิอิ) ส่วนโครงการใหญ่จริงๆ คงต้องรอปีหน้า คือ Central WestGate ที่บางใหญ่

โดยภาพรวม สรุปได้ว่า ภายใต้สภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ผลประกอบการของ CPN ปี 56 จวบจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 57 ออกมา “น่าพอใจมาก” แม้จะเจอพิษการเมืองเข้าไปเต็มเปาขนาดนั้น

ผู้บริหารยังบอกในการประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมาด้วยว่า บริษัทเคยผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 มาแล้ว จึงมั่นใจว่า “เอาอยู่” แน่นอน กับภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ โดยหากผู้เช่าเดือดร้อนจริงๆ เขาก็คงจะไปปิดสาขาที่ห้างอื่นก่อน …เพราะขึ้นชื่อว่า “เซ็นทรัล” ใครๆ ก็คงอยากเอาไว้ เป็นห้างที่ยังไงคนก็มาเดิน (ประโยคหลังสุดนี่ผมพูดเอง)

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องของ “ผลประกอบการ” แต่จุดเด่นที่แท้จริงของ CPN ในสายตาผมคือ “การจัดหาเงินทุน” รวมทั้งเรื่องของ “ค่าเสื่อมราคา” ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการบันทึกกำไร เอาไว้ตอนหน้าจะมาเล่าต่อนะครับ

(ติดตามตอนต่อไป)

——————————