BGH กับสามกลยุทธ์ในการขยายกิจการ

bgh13-club

โดย ชนิดา พัธโนทัย และ ชัชวนันท์ สันธิเดช

เคยเล่าไปหลายครั้งแล้วถึงกลยุทธ์ในการขยายกิจการของ BGH ในตอนนี้จะแตกแยกย่อยให้ชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นค่ะ

BGH มีการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง ทั้งแบบ Horizontal คือขยายธุรกิจโรงพยาบาล และแบบ Vertical คือลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนด้านการแพทย์ อาทิ ธุรกิจยา ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (ห้อง LAB) และธุรกิจผลิตน้ำเกลือ

ในส่วนของธุรกิจโรงพยาบาล บริษัทมีกลยุทธ์ในการขยายกิจการอยู่สามวิธีด้วยกัน ได้แก่

หนึ่ง การเข้าควบรวมกิจการ (Merger)

เช่น ควบรวมกับเครือโรงพยาบาลพญาไทและเปาโลเมโมเรียล โดยทำ Share Swap ทำให้บริษัทได้กิจการมาโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท รวมทั้งการเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของโรงพยาบาลสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 15 ส.ค. โดยจ่ายเป็นเงินสดเต็มจำนวน (เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลเล็ก ใช้เงินไม่มาก) ก็ถือเป็นหนึ่งในการควบรวมกิจการของ BGH

bgh10-club

สอง การเข้าซื้อหุ้นของโรงพยาบาลอื่น (Share Acquisition)

ที่ผ่านมา BGH เข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH จำนวน 23.95% (ในช่วงปี 2554-55) หุ้นโรงพยาบาลรามคำแหง หรือ RAM 38.24% และหุ้นโรงพยาบาลกรุงธน (KDH) ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวม 55.71% เป็นต้น

ส่วนการซื้อหุ้นโรงพยาบาลที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ BGH จะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่ แล้วนำบริษัทลูกนั้นไปซื้อโรงพยาบาลในหัวเมืองต่างๆทั่วประเทศ ก่อนจะเอาแบรนด์ “โรงพยาบาลกรุงเทพ” ไปนำหน้าชื่อเดิมของโรงพยาบาลเหล่านั้น

เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพอุดร (เดิมคือ โรงพยาบาลอุดรปัญญาเวช) โรงพยาบาลกรุงเทพพิษณุโลก (เดิมคือ โรงพยาบาลรัตนเวช) โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น (ซื้ออาคารของโรงพยาบาลเวชประสิทธิ์แล้วทำการปรับปรุงใหม่)

bgh11-club

และวิธีที่สาม คือสร้างโรงพยาบาลใหม่เอง

โดยในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา BGH สร้างโรงพยาบาลใหม่เป็นจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน โรงพยาบาลกรุงเทพปากช่อง โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี โรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ (คาดว่าจะเปิดในปี 2557) โรงพยาบาลกรุงเทพไชน่าทาวน์ (คาดว่าจะเปิดในปี 2557) โรงพยาบาลดีบุก ที่ภูเก็ต (คาดว่าจะเปิดในปี 2557)

ทั้งนี้ การจะเลือกใช้วิธีใดในการขยายกิจการ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หรือความต้องการในการเข้าไปเป็นเจ้าของโรงพยาบาลนั้นๆ เช่น อยากถือหุ้นทั้งหมดหรือแค่บางส่วน ต้องการมีอำนาจบริหารงานหรือต้องการเพียงส่วนแบ่งกำไร นอกจากนี้ ยังพิจารณาทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาลที่เป็น Target หรือโรงพยาบาลที่จะสร้างใหม่ประกอบด้วย

bgh12-club

นอกจากการขยายกิจการโรงพยาบาลแล้ว BGH ยังลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน อย่างบริษัทผลิตน้ำเกลือ (บจ. เอ.เอ็น.บี. ลาบอราตอรี่ หรือ อำนวยเภสัช และ บจ.สหแพทย์เภสัช) บริษัทผลิตวัสดุภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจห้อง LAB (บจ. เนชั่นแนลเฮลท์แคร์ซิสเต็มส์) ด้วย

และล่าสุด เมื่อ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา BGH เพิ่งลงนามซื้อหุ้น บริษัท เซฟดรัก เซ็นเตอร์ จำกัด เจ้าของเครื่องหมายการค้า “SAVE DRUG” เครือร้านขายยา อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ ที่มีอยู่ 107 สาขาทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อย

นั่นคือภาพรวมทั้งหมด ของการขยายกิจการของ BGH หวังว่าคงได้รับความกระจ่างมากขึ้นนะคะ

สัมมนา VI101 รุ่นที่ ๓ (ขออภัยเต็มแล้วครับ)

vi101-roon3-full

หลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” โดย Club VI จัดไปแล้วสองรุ่น และได้รับความสนใจสูงมาก โดยมีผู้จองเข้ามาเต็มทุกที่นั่ง

สำหรับรุ่นที่ 3 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2557 ราคา 1,900 บาท ท่านที่สนใจสามารถสมัครได้ทันที รายละเอียดตามด้านล่างนี้ค่ะ

———————————-

สัมมนา ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้ โดย Club VI

หลักสูตร VI 101: พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า รุ่นที่ 3 

 ระดับ: ต้น 

 วัน-เวลา-สถานที่

วันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2557 เวลา 9.30-16.30 น. (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 9.00 น.) ณ ห้อง Auditorium ชั้น 1 อาคาร SCG Experience อยู่ภายใน Crystal Design Center (CDC) ถนนประดิษฐ์มนูธรรม (เลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา)

เหมาะสำหรับ        

ผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ (ลงทุนเน้นมูลค่า) แต่ยังไม่มีพื้นความรู้ หรือพื้นความรู้ยังไม่มาก ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องทำอะไรบ้าง ต้องรู้อะไรบ้าง ต้องอ่านอะไรบ้าง ไม่ชอบความเสี่ยง กลัวขาดทุน ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ

  • สามารถเริ่มต้นลงทุนแนววีไอ “อย่างถูกต้อง” ได้ทันที โดยมีความรู้พื้นฐานทุกเรื่องที่จำเป็นสำหรับการลงทุนในขั้นต้น
  • สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในระดับสูงขึ้นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงบการเงิน การประเมินมูลค่าหุ้น การวิเคราะห์หุ้นเชิงลึก ฯลฯ

เนื้อหาหลัก

  • สร้าง Mindset ที่ถูกต้องสำหรับการลงทุนแบบวีไอ
  • ทางเลือกต่างๆ ในการลงทุนภายใต้กรอบของวีไอ
  • “Step-by-Step Guideline” แนะ “วิธีปฏิบัติ” สำหรับการลงทุนแบบวีไออย่างละเอียด ต้องทำอะไรบ้าง ทีละขั้นตอน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นวีไอที่สมบูรณ์
  • อัตราส่วนทางการเงินขั้นต้นที่วีไอมือใหม่จำเป็นต้องทราบ
  • วิธีวิเคราะห์หุ้นแบบ Club VI ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
  • ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการวิเคราะห์หุ้น แหล่งข้อมูล และวิธีหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิผล
  • บทเรียนจากนักลงทุนระดับโลกต่างๆ ที่สามารถปรับใช้กับการลงทุนได้

วิทยากร

  • ชัชวนันท์ สันธิเดช ผู้ก่อตั้ง Club VI, เป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า ประสบการณ์กว่า 10 ปี, เป็นนักเขียน-นักแปล ผู้แปลหนังสือ Tap Dancing to Work ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ร่วมเขียน, เขียนหนังสือ “ลงทุนหุ้นอย่างไร กำไร…ตั้งแต่ซื้อ” “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” และ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ #2: วัดพลังหุ้น” และแปลหนังสือลงทุนชื่อดังอีกกว่า 10 เล่ม

จำนวนผู้เข้าอบรม ไม่เกิน 60 ท่าน

ค่าสัมมนา 1,900 บาท

ราคานี้รวม

  • เอกสารประกอบการสัมมนา 1 ชุด
  • อาหารว่าง เช้า-บ่าย

ราคานี้ไม่รวม

  • อาหารกลางวัน

เปิดรับสมัครแล้ว โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ท่านสะดวก ดังต่อไปนี้ (หากเป็นไปได้ กรุณาโอนเป็นเศษสตางค์ เพื่อความสะดวกในการตรวจเช็ค)      

           ธนาคารกรุงเทพ (BBLบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่: 066-7-05774-9 ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)      

           ธนาคารกสิกรไทย (KBANKบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 996-2-06200-5  ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

           ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 404-486287-4 ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

2. เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาถ่ายรูปหรือสแกนสลิป หรือ Cap หน้าจอกรณีโอนออนไลน์ แล้วอีเมล์มาที่ clubvidotcom@gmail.com หรือแฟกซ์มาที่ 02-938-3339 โดยระบุรายละเอียด 1) ชื่อ-นามสกุล 2) เบอร์โทรศัพท์ 3) หลักสูตรที่ต้องการเรียนพร้อมจำนวนเงินที่โอน เช่น สมัคร VI 101 โอนแล้ว 1,900.XX บาท

3. รออีเมล์ตอบกลับจากทีมงานเพื่อยืนยันการสมัคร

หมายเหตุ

  • การสมัครของท่านจะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อท่านได้รับอีเมล์ยืนยันจากทีมงาน
  • เมื่อท่านชำระเงินแล้ว ทาง Club VI ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนเงิน (ยกเว้นกรณีที่เต็ม) แต่หากมาไม่ได้จริงๆ ท่านสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นเรียนแทนได้ โดยกรุณาแจ้งให้ทีมงานทราบล่วงหน้าตามที่อยู่อีเมล์ด้านล่างนี้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เข้าสัมมนา
  • กรณีโอนเงินมาแล้วแต่ที่เต็ม ทีมงานจะติดต่อท่านเพื่อขอหลักฐานและโอนเงินคืนให้
  • หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องประการใด สอบถามได้ที่ ClubVIdotcom@gmail.com หรือ Facebook.com/ClubVI

————————————

รีวิว CPN : การจัดหาเงินทุน

cpn-logo

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

ตอนที่แล้วได้พูดถึงผลประกอบการของ CPN ในไตรมาสที่ 1 ปี 2557 กันไปแล้ว (อ่านรีวิว CPN ตอนที่แล้ว คลิกที่นี่ตอนนี้จะมาว่ากันต่อ ถึงสิ่งที่เป็น “จุดแข็ง” ของ CPN และทำให้บริษัทเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือเรื่องของ “การจัดหาเงินทุน” นะครับ

ก่อนอื่น มาดูกันว่า ที่ CPN ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตนั้น จะเอาไปทำอะไรบ้าง (เงินลงทุนตรงนี้ ศัพท์ทางการเงินเรียกว่า  “Capital Expenditure”)

ผู้บริหารของ CPN บอกว่า บริษัทมีแผนจะเปิดศูนย์การค้าใหม่ทุกปี ปีละ 3-4 แห่ง โดยในปี 2556 เปิดไปแล้วสามศูนย์ฯ คือ เซ็นทรัลอุบลราชธานี เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนไป 11,745 ล้านบาท และเมื่อต้นปี 57 เดือน มี.ค. ก็เพิ่งเปิด เซ็นทรัล สมุย ในรูปแบบของ Resort Mall ไปเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ CPN ยังเตรียมจะไปเปิดโครงการในประเทศ AEC เริ่มต้นจากมาเลเซีย โดยผู้บริหารบอกว่าตลาดมาเลย์โตเร็วกว่าไทยถึง 2 เท่า อีกทั้งยังไม่มี “ผู้นำ” ในธุรกิจห้างสรรพสินค้า จึงถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

cpn-meeting

ต่อมา มาดูกันว่า บริษัทจะเอาเงินลงทุนมาจากไหน

ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา ผู้บริหารบอกว่า บริษัทต้องใช้งบลงทุนอีกประมาณปีละ 16,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีนับจากนี้ คือปี 2014-2016 โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่จะมาจาก “เงินสดจากการดำเนินงาน” ของบริษัทเอง

ด้วยความที่สินทรัพย์หลักของ CPN คือ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” และ “สิทธิการเช่า” (ในส่วนของสิทธิการเช่า หมายถึง สาขาที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของตัวอาคาร เพราะไปสร้างอาคารบนที่ดินที่เช่ามา ได้แก่ สองสาขาหลัก คือ เซ็นทรัลลาดพร้าว และ เซ็นทรัลเวิลด์)

ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนหลักของบริษัทจึงเป็น “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย” (ซึ่งส่วนใหญ่ CPN จะตัดค่าเสื่อมฯ ประมาณ 20-40 ปี) และยังมีต้นทุนอย่างอื่นอีก อาทิ ค่าเช่าที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซมต่างๆ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม อยากเน้นให้เห็นว่า ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ถือเป็น “ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด” ดังนั้น ถ้าอยากรู้ตัวเลข “กำไรจากการดำเนินงาน” ที่อยู่ในรูป “เงินสด” จริงๆ ก็ต้องเอาค่าเสื่อมราคาบวกกลับเข้าไป จึงจะได้ตัวเลขที่เรียกว่า “EBITDA” ซึ่งจะทำให้เห็นถึง “สภาพคล่อง” ที่แท้จริง

ซึ่งเมื่อดูจากงบการเงินปีล่าสุด ปรากฏว่า CPN มีกำไรในรูปเงินสดถึงประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท!!

จะเห็นได้ว่า ด้วยเงินสดจากการดำเนินงานปีละ 10,000 ล้านบาท CPN คงไม่มีปัญหาเงินทุนขาดมือ เพราะลำพังเงินสดที่ไหลเข้ามาแต่ละปีก็มากกว่าครึ่งหนึ่งของงบลงทุนรายปีไปเยอะแล้ว

แต่สำหรับเงินลงทุน “ในส่วนที่เกินกว่า” เงินสดจากการดำเนินงาน บริษัทก็จะระดมทุนเพิ่ม โดยการ “ออกหุ้นกู้” รวมทั้งใช้การ “กู้เงิน” (ที่อยู่ในรูป Project Finance) ร่วมด้วย

the groove

ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ต้นทุนทางการเงินของ CPN (ซึ่งก็คือ ดอกเบี้ยจ่าย) อยู่ที่ประมาณ 4.3-4.4% ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก อาจจะด้วยเครดิตของบริษัท

อีกทั้งเมื่อพิจารณาความสามารถในการกู้ยืมเงิน จะพบว่ายังมี room ในการกู้เพิ่มเติมอีกเหลือเฟือ เพราะ Net D/E หรือ “หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” อยู่ที่ “0.49 เท่า” เท่านั้น (ลดจาก 0.82 เท่า เพราะได้รับเงินสดเข้ามาเยอะ หลังเพิ่งขายสินทรัพย์เข้ากองทุน)

และล่าสุด ในปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) โดยได้รับเงินสดเข้ามาประมาณ 6,500 ล้านบาท เพื่อมาช่วยรองรับแผนการลงทุนในอนาคตอีกด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ CPN ยังมีอีกหนึ่งวิธีสุดท้ายในการระดมทุน นั่นคือการ “ขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งถือว่า “เวิร์ค” มากๆ

ที่ได้ทำไปแล้ว คือกองทุน CPNRF และ CPNCG อันเป็น “ทางลัด” ช่วยให้บริษัทได้เงินสดก้อนโตเข้ามาทันที และในทางบัญชี ยังจะมีกำไรก้อนโตปรากฏเข้ามาในงบการเงินปีนั้นๆ อีกด้วย

โดยหลังจากขายสินทรัพย์เข้ากองทุนไปเรียบร้อย บริษัทสามารถเอาเงินนั้นไปลงทุนต่อเพื่อสร้างผลตอบแทน เปรียบเสมือนการรับรู้รายได้ล่วงหน้า แทนที่จะต้องบริหารสินทรัพย์เองและทยอยรับรู้รายได้ไปเรื่อยๆ

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือภาพรวมของ CPN ในเรื่องของความสามารถในการ “จัดหาเงินทุน” อันถือเป็นรากฐานสำคัญแห่งการเติบโต ที่ทำให้บริษัท “มาไกล” ถึงขนาดนี้

เมื่อบวกกับ “ความเชี่ยวชาญ” ในการทำห้างสรรพสินค้า และ “ชื่อเสียง” ของกลุ่ม “เซ็นทรัล” เชื่อแน่ว่า CPN คงเติบโตไปได้อีกไกล และโตไปอีกนาน

———————————–