Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

SE-ED

SE-ED

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทสิ่งพิมพ์ชั้นนำของประเทศไทย มีสามธุรกิจหลัก คือ 1. ธุรกิจสำนักพิมพ์ โดยเน้นผลิตหนังสือด้านคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ การจัดการ ธุรกิจ ฯลฯ 2. ธุรกิจจัดจำหน่ายหนังสือ (สายส่ง) และ 3. ธุรกิจร้านหนังสือเครือข่าย ที่มีสาขาและยอดขายเป็นอันดับหนึ่งของประเทศมาตั้งแต่ปี 2542

V-Strength

ซีเอ็ดมีธุรกิจที่มั่นคงมาก ในเดือน มี.ค. 2555 ร้าน SE-ED Book Center ทั่วประเทศมีอยู่ราว 400 สาขา บริษัทฯ มีระบบลอจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง กระจายหนังสือได้ 5 ล้านเล่มต่อเดือน และขายหนังสือผ่านเว็บไซต์ ที่ต้องจับตามองคือบริษัทฯ จะปรับตัวอย่างไร เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคหันไปหา e-Book กันมากขึ้น

ปัจจุบัน ซีเอ็ดเริ่มเอาจริงกับธุรกิจการศึกษา มีโรงเรียนเพลินพัฒนา และ SE-ED Learning Center ซึ่งวางแผนจะขยายสาขาด้วยระบบแฟรนไชส์ แต่เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ ในแง่ของการทำกำไรจึงต้องรอดูต่อไปในระยะยาว

ค่าทดสอบ 77 เต็ม 100

V-Growth

ยอดขายและกำไรของซีเอ็ดเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมแล้วตัวเลขทางการเงินอยู่ในระดับดีมาก แม้กำไรในปี 2554 จะลดลง 7% เนื่องจากปัญหาน้ำท่วม แต่ก็เป็นปัญหาชั่วคราว รายได้รวมของบริษัทฯ เป็นอันดับ 1 ในธุรกิจหนังสือ ทว่าตั้งแต่ปี 2555 บริษัทฯ จำเป็นต้องใช้เงินสดจำนวนมาก เพื่อนำไปก่อสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ที่บางนา จึงต้องหันมาจ่ายปันผลเป็นหุ้น ต่างจากอดีตที่ปันผลเป็นเงินสดร่วม 100% ของกำไรมาโดยตลอด

ค่าทดสอบ 86 เต็ม 100

V-Management

อาจกล่าวได้ว่า ซีเอ็ดมีผู้บริหารที่ได้รับการยอมรับในแง่ของความสามารถ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลสูงที่สุดบริษัทหนึ่งในประเทศไทย บริษัทฯ ได้รับรางวัลมากมาย ทั้งรางวัล Board of the Year, รางวัลเกียรติยศด้านบรรษัทภิบาล, รางวัลด้าน CSR, ได้รับการประเมินธรรมาภิบาลระดับห้าดาว 4 ปีซ้อน และรางวัลการจัดประชุมผู้ถือหุ้นยอดเยี่ยม 5 ปีซ้อน

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

V-Potential

ณ วันที่ 28 ก.พ. 2555 ราคา 11.90 บาทต่อหุ้น

ค่าทดสอบ 29.9 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

เมื่อ บัฟเฟตต์ คุยกับ สตีฟ จ็อบส์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อน ได้ชม วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้สัมภาษณ์สด 3 ชั่วโมงในรายการ Squawk Box ทางช่อง CNBC ซึ่งปู่บัฟฟ์จะให้สัมภาษณ์ยาวเหยียดเช่นนี้เพียงปีละครั้งเท่านั้นในช่วงต้นปี ก่อนจะถึงการประชุมประจำปีของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์

การได้ฟังปู่บัฟฟ์ 3 ชั่วโมงรวด ปีละหนึ่งครั้ง เหมือนกับชม “ซูเปอร์โบวล์” ของโลกการเงินยังไงยังงั้นเลยครับ ตัวผมซึ่งตั้งหน้าตั้งตารอมาหลายวัน เลยนั่งฟังตั้งแต่ต้นจนจบ มีสมุดกับปากกาในมือ เรียกได้ว่าจดกันยิกเลยทีเดียว

ประเด็นที่น่าสนใจในการคุยกันคราวนี้มีเยอะอยู่ ขอเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน

เรื่องของเรื่องก็คือ ในช่วงต้นรายการ บัฟเฟตต์ได้เอ่ยชื่อบริษัท Apple เพื่อตอบคำถามที่ถามว่าเขาได้ตัวคนที่จะมาบริหารเบิร์คไชร์แทนหรือยัง โดยปู่ได้ย้อนถามว่า “แล้วคุณรู้ไหมล่ะว่าใครจะมาแทน ทิม คุก ที่ Apple”

ความหมายก็คือ การที่แกยังไม่เปิดเผยว่าใครจะมาบริหารเบิร์คไชร์แทนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ต้องกังวลอะไร ก็เหมือนกับที่เราไม่รู้ว่าใครจะมาแทน ทิม คุก ที่ Apple แต่องค์กรยักษ์ใหญ่ดังกล่าวก็ย่อมจะอยู่ต่อไปได้นั่นเอง

ในช่วงต่อมา พิธีกรจึงถามว่า เมื่อครู่ที่คุณพูดถึง Apple คุณเคยคุยกับ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ล่วงลับหรือไม่ และคำตอบของบัฟเฟตต์ก็น่าสนใจมากครับ

สุดยอดนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกบอกว่า เขาเคยคุยกับจ็อบส์ไม่กี่ครั้ง โดยมีอยู่ครั้งหนึ่ง (เข้าใจว่าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจ็อบส์ตาย) จ็อบส์เป็นฝ่ายโทรมาหาเขา และขอไอเดียเกี่ยวกับการใช้เงินสดของ Apple ที่มีอยู่มากเกินไป

“เป็นการคุยกันที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้คุยกับเขานานมาก เขาบอกผมว่า เรามีเงินสดเหลือเยอแยะ ผมจะใช้ยังไงดี เราก็เลยคุยกันถึงทางเลือกที่มี ซึ่งน่าสนใจทีเดียว” บัฟเฟตต์กล่าว

ปู่บัฟฟ์บอกเจ้าพ่อ Apple ว่า วิธีจัดการกับสภาพคล่องที่ล้นเกินของบริษัทมีอยู่ 4 วิธี คือ

1. ซื้อหุ้นคืน 2. จ่ายปันผล 3. ซื้อกิจการอื่น หรือ 4. นั่งทับมันไว้เฉยๆ

บัฟเฟตต์เล่าว่า แกได้อธิบายให้จ็อบส์ฟังถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี แต่จ็อบส์บอกว่า เรื่องการซื้อกิจการนั้นคงไม่ได้ เพราะเขาไม่เห็นว่ามีกิจการไหนที่ควรจะซื้อและมีขนาดใหญ่พอให้ซื้อโดยใช้เงินเยอะๆ ได้เลย

คุณปู่เราได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า “เป็นผมคงซื้อหุ้นคืนมา ถ้าคิดว่าหุ้นของตัวเองต่ำกว่ามูลค่า” แล้วเขาก็ถามจ็อบส์ว่า มองราคาหุ้น Apple ตอนนี้เป็นยังไง จ็อบส์บอกว่า “ผมว่าหุ้นของผมต่ำกว่ามูลค่าไปมาก”

ฟังดูเหมือนจ็อบส์น่าจะได้ไอเดียแล้วใช่ไหมครับ แต่เปล่าเลย จ็อบส์กลับถามปู่ต่อไปว่ามีวิธีใช้เงินอย่างอื่นอีกไหม โดยไม่ได้ถามถึงการซื้อหุ้นคืนอีก อาจเรียกได้สิ่งที่ปู่บอกแทบไม่ได้เข้าหูเขาเลย

แล้วบัฟเฟตต์ก็เล่าต่อไป ซึ่งทำให้เรารู้ว่าจ็อบส์ไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องการเงินการลงทุนเลยแม้แต่น้อย โดยบอกว่า

“แล้วเราก็คุยกันต่อ แต่เขาไม่เคยทำอะไรเลย เขาชอบที่จะเก็บเงินไว้อย่างนั้น ที่ผมแปลกใจก็คือ หลังจากนั้น เขาไปพูดว่า ผมเห็นด้วยที่เขาไม่ทำอะไรกับเงินสดที่มีเลย (หัวเราะ) เขาไม่ยอมซื้อหุ้นคืน แม้จะเชื่ออย่างเต็มที่ว่าหุ้นของตัวเอง  ณ ราคา 200 หรือเท่าไรก็ตามในตอนนั้น มันถูกเกินไปมากๆ”

ได้ทราบเรื่องของ สตีฟ จ็อบส์ จากปากของปู่บัฟฟ์แล้ว พาลให้นึกถึงคนรอบๆ ตัว คนรู้จักผมบางคนเป็นหมอ รายได้สูงมาก ผู้ใหญ่บางคนที่ผมคุ้นเคยก็มีธุรกิจส่วนตัว เงินสดเหลือเยอะ แต่พวกเขากลับไม่ได้สนใจเรื่องของการเงินการลงทุน ทำได้เพียงเอาเงินไปฝากประจำ ซึ่งก็เหมือนกับการ “นั่งทับเงินไว้เฉยๆ” ดังข้อ 4 ที่ปู่บัฟฟ์บอก

คนบางคน ความสามารถมาก ฉลาดปราดเปรื่อง แต่เรื่องการลงทุนเขาไม่สนใจ เพื่อนผมหลายคนเป็นแบบนี้ เอาช้างลากก็ไม่มา ไอ้เรามันพอจะรู้อะไรอยู่บ้าง บางทีเห็นแล้วก็อดเสียดายแทนไม่ได้ แต่อย่างว่าแหล่ะ เราอยู่คนละโลกกัน

เหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์ “เทพเจ้าแห่งการลงทุน” อยู่คนละโลกกับ สตีฟ จ็อบส์ “ศาสดาแห่งโลกนวัตกรรม” (ตั้งแต่จ็อบส์ยังไม่ตาย) นั่นแหล่ะครับ

[ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cnbc.com/id/46544809 ]

การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

นักลงทุนที่มีความรู้รอบตัวมากอาจจะเคยได้ยินหนังสือเล่มพระเอกของ จอร์จ โซรอส ที่ชื่อว่า The Alchemy of Finance หรือ “การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน” ซึ่งเขาว่ากันว่ามันเป็นหนังสือดี แต่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง และหนึ่งใน “เขา” ที่ว่านั้นก็คือ ดร.นิเวศน์ ปรมาจารย์วีไอของเมืองไทยเสียด้วย

นักลงทุนหลายท่านคงมีโอกาสได้เห็นพฤติกรรมแปลกๆ หลายอย่างในตลาดหุ้นไทยไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่การประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษแบบบ้าระห่ำของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง การที่บริษัทเกษตรและอาหารรายใหญ่ของประเทศประกาศเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นของเจ้าสัวผู้ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง รวมทั้งการประกาศจ่ายปันผลเป็นหุ้นของบริษัทค้าปลีกชั้นนำ รวมทั้งอีกหลายบริษัท จนเรียกว่ากลายเป็นเทรนด์ใหม่ของปีนี้ไปเสียแล้ว

ผมเองยอมรับว่างงกับพฤติกรรมเหล่านี้ และที่งงยิ่งกว่าก็คือเสียงตอบรับจากเหล่าผู้ถือหุ้นซึ่งสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้น เรามาว่ากันทีละกรณีเลยก็แล้วกัน …เพื่อความเหมาะสม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบริษัทสมมติก็แล้วกันนะครับ

บริษัทไวกิ้งเทเลคอม – การจ่ายเงินปันผลพิเศษ

แม้นักวิเคราะห์คาดการณ์กันมาก่อนว่าบริษัทไวกิ้งเทเลคอมซึ่งมีเงินสดล้นเหลือจะประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษ แต่ครั้นบริษัทประกาศจ่ายขึ้นมาจริงๆ ถึง 16 บาท ก็ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่พากันกรี๊ดกร๊าดแย่งกันซื้อหุ้นจนพุ่งขึ้นจาก 80 บาทไป 90 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันก็ขึ้นล่วงหน้ามาก่อนนานแล้ว

ความจริงเงินปันผลที่บริษัทไวกิ้งเทเลคอมจ่ายไม่ได้มาจากเงินสดที่ตัวเองมีเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งมาจากการกู้ยืมจากธนาคาร แม้ว่าบริษัทจะระบุว่า “พ้มเอามาจากกำไรสะสม!” แต่ความเป็นจริงก็คือ เงินสดมันไม่ได้มีป้ายแปะไว้ว่ามันเอามาจากตรงไหน พอชักเอาเงินสดออกมาแล้วต้องไปกู้เพิ่มก็กระทบกับโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่บริษัทกู้ยืมเงินมากขึ้นแม้จะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลง แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของบริษัท โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าในอนาคตอันใกล้บริษัทจะต้องเตรียมเงินไว้ประมูลคลื่นความถึ่ 3G ก็ยิ่งน่าสงสัยว่าการกระทำนี้จะส่งผลดีต่อ “บริษัท” หรือ “ผู้ถือหุ้น” กันแน่

หรือมันเป็นแค่การดึงเงินสดกลับบ้านแบบเนียนๆ ของใครบางคน?! และผู้ถือหุ้นที่เหลือก็ “สมรู้ร่วมคิด” อวยให้แบบเต็มใจเพราะเราได้ประโยชน์ร่วมกัน

ที่น่าตลกคือ มีหลายคนไล่ซื้อหุ้นในราคาแพง เพียงเพื่อจะได้เงินสดกลับมาในรูปของเงินปันผล ทั้งที่เจ้าเงินสดนี้มันอยู่ในกระเป๋าของเราตั้งแต่แรก แทนที่จะควัก 90 บาทซื้อตอนที่มันแพงแล้ว สู้เอาเงิน 80 บาทไปมองหาหุ้นตัวอื่นที่ยังถูกอยู่จะดีกว่า และก็เก็บ 10 บาทที่เหลือเอาไว้อุ่นใจ

บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์ – การซื้อกิจการของผู้ถือหุ้นใหญ่

บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์อ้างว่าการเข้าซื้อกิจการจะทำให้บริษัทสามารถเข้าสู่ตลาดใหญ่ในจีนและเวียดนามได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่สงสัยว่าราคาที่เจ้าสัวขายยัดให้กับบริษัทนั้นแพงเกินไปหรือไม่ แล้วถ้าบริษัทมันดีจริง เขาจะขายทำไม ทำไมไม่เก็บไว้เอง

ความจริง 2-3 ปีก่อนหน้านี้บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์เคยซื้อหุ้นคืนและมี treasury stock ค้างอยู่ในกระเป๋า บริษัทอาจจะเลือกจดทะเบียนลดทุนเพื่อทำให้จำนวนหุ้นของบริษัทลดลงและมีกำไรต่อหุ้นสูงขึ้นก็ได้ การทำเช่นนั้นจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง …ทว่าบริษัทก็เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น

หลายคนสงสัยว่ากิจการที่เจ้าสัวเอามาขายให้กับบริษัทเวิลด์ฟู้ดส์เป็นกิจการที่มีความผันผวนของผลกำไรและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด นอกจากนี้การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวแม้จะทำให้บริษัทสามารถบุกตลาดจีนและเวียดนามได้ แต่ก็ทำให้สัดส่วนผลิตภัณฑ์ margin สูงลดลง พวกเขาไม่แน่ใจว่าอนาคตของบริษัทจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ที่แน่ๆ บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์ต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้น ทำให้มีฐานะทางการเงินแย่ลง ผู้ถือหุ้นอดผลดีที่จะได้จากการลดทุน แต่เจ้าสัวได้เงินสดเข้ากระเป๋าเรียบร้อย และเผลอๆ จะได้ในราคาที่ดีเสียด้วย

บริษัทซื้อสะดวก – การจ่ายปันผลเป็นหุ้น

ในบรรดาหุ้นเติบโต ผมรับรองว่าจะต้องมีหุ้นของบริษัทซื้อสะดวกเป็นหนึ่งในใจของนักลงทุน ความจริงผมเองก็ชอบบริษัทนี้ตลอดมา จนกระทั่งได้ยินว่าเขาจะจ่ายปันผลเป็นหุ้น และไม่ใช่จ่ายธรรมดาเสียด้วย เพราะเขาจ่ายในอัตรา 1:1

นั่นหมายความว่าผู้ถือหุ้นเดิม 1 หุ้น จะได้หุ้นใหม่ 1 หุ้น ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นในตลาดเพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัวในทันที การทำเช่นนั้นจะทำให้มีหุ้น 4,500 ล้านหุ้นโผล่เข้ามาในตลาดและคิดเป็นเงินที่ต้องเสียภาษีถึง 450 ล้านบาท ผมมองยังไงก็ไม่เห็นว่าอยู่ๆ บริษัทจะมีเหตุผลอะไรที่จะจ่ายภาษีจำนวนนี้ (ความจริงผู้ถือหุ้นต้องเป็นคนจ่าย แต่ว่าบริษัทก็จ่ายปันผลเป็นเงินสดด้วย จึงเท่ากับว่าบริษัทจ่ายแทนให้) บริษัทอาจเลือกที่จะแตกพาร์ก็ได้ เพียงแต่ว่ามันไม่ให้อารมณ์ของการ “แจก” เหมือนกับได้หุ้นปันผล

การจ่ายปันผลเป็นหุ้นไม่ได้ทำให้มีเงินสดเข้าสู่บริษัท และไม่ได้ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ที่จริงมีบางบริษัทเหมือนกันที่พยายามสงวนเงินสดเอาไว้และจ่ายปันผลออกมาเป็นหุ้นแทน ผู้ถือหุ้นบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเพราะเห็นว่าได้จำนวนหุ้นมากขึ้น แต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงการเพิ่ม “ตัวหาร” และกดดันให้กำไรต่อหุ้นลดลงจากการ dilution และเป็นการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินล้วนๆ

จากมุมนี้ผมมองได้เพียงอย่างเดียวว่านี่คือการ “เล่นหุ้น” โดยตัวบริษัทเอง บริษัทซื้อสะดวกอาจจะคิดว่าตลาดจะตอบรับเงินปันผลสูงๆ + หุ้นปันผล ด้วยการผลักราคาหุ้นให้สูงขึ้น ครั้นพอเกิด dilution effect จนราคาลดลงมาราวครึ่งหนึ่ง จากนั้นพอคนเริ่มชินก็จะไล่ราคากันขึ้นมาเองตามความคุ้นชิน จนในที่สุดราคาหุ้นก็จะกลับมาแถวๆ ราคาเดิมได้ ซึ่งนั้นก็จะเท่ากับว่าทุกคน “รวยขึ้น” กันหมด

ฟังดูดีนะครับ ยกเว้นข้อเท็จจริงที่ว่าถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงราคาหุ้นวิ่งเร็วกว่ามูลค่าที่แท้จริงไปมาก และเมื่อพื้นฐานมันรองรับราคาหุ้นไม่ไหว เราก็คงทราบดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบผู้บริหารที่พยายามดูแลราคาหุ้นมากเกินไป ผมอยากให้ไปจดจ่อกับการบริหารตัวธุรกิจจริงๆ มากกว่า และอยากให้มูลค่าหุ้นเติบโตไปพร้อมกับราคาอย่างยั่งยืน แทนที่จะจงใจดันราคา

อย่าลืมนะครับว่า บริษัทที่ดีกับหุ้นที่ดีมันแตกต่างกัน หากคิดจะเกาะไปกับ “การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน” เหล่านี้แล้ว โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากด้วยครับ