Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

คว้าโอกาสในวิกฤตแบบ VI

opp

ในภาวะวิกฤตหนี้ยุโรป มีนักเขียนนักวิเคราะห์มากมายออกมาให้ข้อคิดว่านักลงทุนควรทำเช่นนั้นเช่นนี้ Club VI จึงขอให้คำแนะนำบ้าง เป็นคำแนะนำ 10 ข้อ สำหรับ Value Investor โดยเฉพาะครับ

  1. เขียน Wish List ของคุณไว้ – ระบุให้ชัดเจนว่าเล็งหุ้นตัวไหนไว้บ้าง หากราคาตกลงมาถึงเท่าไรจะซื้อเป็นจำนวนเท่าไร รวมแล้วมีงบสำหรับหุ้นตัวนี้เท่าไร เป็นสัดส่วนเท่าไรของพอร์ท ลองร่างภาพรวมของพอร์ทที่ต้องการออกมาเลยยิ่งดี การเขียนรายการที่ปรารถนาไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ในเวลาที่โอกาสมาถึง
  2. เตรียมกระสุน – หากคุณมีเงินสด จงเตรียมไว้ให้พร้อม และให้พอ แต่หากไม่มีเงินสด และจำเป็นต้องขายหุ้นที่มีเพื่อเอาไปซื้อตัวอื่น ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าหุ้นตัวไหนมีโอกาสเติบโตน้อยที่สุดแล้วขายตัวนั้น แต่ต้องมั่นใจว่าตัวใหม่ที่จะเข้าไปซื้อดีกว่าตัวปัจจุบันแน่ๆ ต้องระวังว่า “หญ้าอีกฝั่งหนึ่งแม้ดูเขียวกว่าแต่อาจไม่ดีเท่าหญ้าฝั่งเราก็ได้”
  3. อย่าพยายามหาจุดต่ำสุด – คุณไม่มีทางรู้ว่าก้นเหวอยู่ที่ไหน จะตกลงไปถึงกี่จุด 700,500 หรือ 300 จุด ก็ไม่รู้ ดังนั้น อย่าพยายามค้นหา ไม่จำเป็นต้องฟังนักวิเคราะห์ เพราะความจริงคือ “ไม่มีใครรู้หรอก”
  4. ดูหุ้นเป็นรายตัว อย่าดูทั้งตลาด – หากจะลงทุนในหุ้นตัวไหน ให้ศึกษาพื้นฐานของกิจการและจับตาความเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนั้นๆ ประกอบ ดีกว่าที่จะเข้าซื้อในวันที่ทั้งตลาดตก เพราะในสถานการณ์ที่ผันผวน คุณไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าวันต่อไปจะเป็นเช่นไร
  5. ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ – คำขวัญ “Anything is Possible” ปกติใช้ในทางบวก แต่ในที่นี้ใช้ในทางลบ คืออย่าคิดว่าอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้น อย่าคิดว่าอะไรเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด อย่าคิดว่าหุ้นตัวไหนไม่มีทางตกลงไปมากกว่าจุดนั้นจุดนี้ เพราะในเวลาวิกฤต ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ
  6. ตามข่าวเพื่อเข้าใจภาพรวม – ปกติ VI พันธุ์แท้ไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเกาะติดมากนัก เพราะเราให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการเป็นสำคัญ แต่ในสถานการณ์แบบนี้เราควรเข้าใจภาพรวมของวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นพื้นฐานเอาไว้ เช่น กรีซจะ Default หรือยัง เยอรมนียอมช่วยกรีซหรือไม่ อย่างน้อยจะได้เห็นภาพที่ดีและร้ายที่สุด
  7. อย่าหลงไปกับการ Rebound – เวลาหุ้นถูกแรงบีบให้ลงต่ำมาเรื่อยๆ พอมีข่าวดีหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สักเล็กน้อย หุ้นจะดีดกลับขึ้นแรงมากเพราะถูกอั้นไว้นาน ซึ่งไม่ได้แปลว่าสถานการณ์โดยรวมมีอะไรดีขึ้นมากมายแต่อย่างใด ดังนั้น หากกระโดดเข้าไปซื้ออาจพลาดพลั้งได้
  8. อย่ากลัวตกรถไฟ –ในช่วงวิกฤต มักเกิด “Head & Shoulders Pattern” คือ ดัชนีตกถึงจุดหนึ่งแล้วหันหัวกลับขึ้นไป ซึ่งอาจไม่ใช่แค่การ Rebound สั้นๆ แต่ขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้เราเชื่อว่า “คราวนี้ของจริง” แล้วกระโดดเข้าไปซื้อ จากนั้นดัชนีก็ตกลงอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น คิดให้ดี อย่าเอาแต่กลัวที่จะพลาดโอกาสทอง จงอย่ากลัวที่จะตกรถไฟ ถ้าไม่รู้ว่ารถไฟขบวนนั้นจะพาคุณไปไหน
  9. ซื้อแล้วอย่าคิดมาก – เราไม่มีทางซื้อได้ที่จุดต่ำสุด ถ้าเลือกถูกตัว ยังไงก็กำไร อย่าลืมว่า VI เราถือยาวอยู่แล้ว อย่าอิจฉาถ้าใครเขาซื้อได้ถูกกว่าเรา บั่นทอนจิดใจเปล่าๆ
  10. เน้นหุ้นพื้นฐานดีสุดๆ – ปกติ VI เน้นซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว แต่กรณีวิกฤตมักมีของดีราคาถูกเต็มไปหมด จึงยิ่งต้อง “เน้นของดี” เป็นหลัก เวลาแบบนี้ คุณไม่ต้องไปเสี่ยงกับกิจการที่อนาคตไม่แน่นอนใดๆ เพราะหุ้นของกิจการที่มั่นคงมากๆ โตเร็วๆ มันก็ถูกอยู่แล้ว ในเมื่อโอกาสทองมาถึงแล้ว จะเสี่ยงไปทำไม?!!

และนี่ก็คือหลักในการ “คว้าโอกาสจากวิกฤต” 10 ประการ ของ Club VI ขอให้ทุกคนทำผลงานให้ดีที่สุดในโอกาสครั้งนี้ครับ

ตลาดหมี ยังไม่ยุติ

หลังจากร่วงหนักมาหลายอาทิตย์ 2-3 วันที่ผ่านมาหุ้นไทยกลับกระฉูดขึ้นมาทีเดียว

ตอนนี้คุยกับใครมีแต่คนถามว่า “จะเข้าได้หรือยัง” บางคนก็กลัวจะตกรถไฟ เมื่อเช้าผมได้อ่านข่าวของ CNBC เขาบอกว่า “ตลาดหมี” ของสหรัฐฯ ยังไม่ยุติลง แม้หุ้นจะขึ้นมาหลายวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (เป็นสถานการณ์เดียวกับในประเทศไทย) ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ ผมเห็นว่าน่าสนใจดี จึงขอสรุปให้ได้ทราบกันครับ

>>>การที่ S&P 500 ร่วงลงมา 21.6% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ค. จึงเรียกได้ว่าเป็น “ตลาดหมี” อย่างเป็นทางการ และเป็นตลาดหมี “ครั้งที่ 16” ตั้งแต่ปี 1940

>>>ตลาดหมี “ชะงักลงชั่วคราว” หลังจากดัชนีสูงขึ้น 20% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากข่าวที่ว่าทางยูโรโซนมีแผนแก้ไขวิกฤตหนี้กรีซที่จริงจังและชัดเจน

>>>อย่างไรก็ตาม ปกติแล้ว เมื่อมาถึงก้นเหวของตลาดหมี ต้องใช้เวลาราว 2-3 เดือน กว่าตลาดจะกลับขึ้นไปได้

>>>นี่จึงเป็นเพียง “รูปแบบ” ที่เรียกว่า “Head & Shoulders Pattern” คือการที่ตลาดร่วงลงมาระดับหนึ่งแล้วกลับสูงขึ้นไป ก่อนจะทรุดลงอีก

>>>ณ จุดนี้ ตลาดได้กลับขึ้นมาแล้ว และจะร่วงลงเหวอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งต่อไปจะร่วงลงราว 10-15%

>>>ทุกครั้งที่ตลาดหมีใกล้จะสิ้นสุด เมื่อทุกคนมองในแง่ร้ายเต็มที่ จนไม่มีใครพร้อมจะ “ขาย” อีกต่อไป ก็จะเกิดการรีบาวด์ขึ้น โดยมีวอลุ่มสูงมาก และสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง

>>>สตีเฟน วีส แห่ง Shorts Hill Capital บอกว่า “นี่คือ สถานการณ์เลห์แมน ในยุโรป” เขาบอกว่า “ยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) เรียบร้อยแล้ว และสหรัฐฯ กับ จีน ก็จะตามมาเร็วๆ นี้” (โปรดสังเกตนะครับ เขาบอกว่าจีนก็จะถดถอยเช่นกัน)

นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่ง เป็นการวิเคราะห์จากสื่อมวลชนและคนในแวดวงการเงินสหรัฐฯ ใครยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าหรือไม่เข้า เอาข้อมูลนี้ไว้ประกอบการตัดสินใจนะครับ

CPALL

บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เป็นบริษัทในเครือซีพี ธุรกิจหลักของบริษัทคือ ร้านสะดวกซื้อ 7-eleven ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทยทั้งประเทศ และมีธุรกิจย่อยอยู่ในเครือหลายธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนช่วยส่งเสริมธุรกิจหลัก เช่น บริการรับชำระค่าบริการ (บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ข้าวกล่อง ฯลฯ ซึ่งวางขายอยู่ในเซเว่น (บริษัท ซี.พี. ค้าปลีกและการตลาด จำกัด) และอื่นๆ อีกหลายบริษัท

ความแข็งแกร่ง

ซีพีออลล์ มีแบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่ได้รับความนิยมสูงมาก คือ “7-eleven” ครองส่วนแบ่งตลาดมินิมาร์ทในเมืองไทยกว่า 50% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและเครือข่ายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทำให้คู่แข่งในประเทศยากจะไล่ตามได้ทัน ทั้งยังเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีกระแสเงินสดดีมาก แม้อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์จะค่อนข้างสูง แต่นั่นกลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการเงินสด นอกจากนี้ บริษัทฯยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีอย่างยิ่ง โดยภาพรวมแล้ว ความแข็งแกร่งของซีพีออลล์จึงอยู่ในขั้น “ดีมาก”

ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

การเติบโต

ซีพีออลล์ ตั้งเป้าว่าจะขยายให้ครบ 7,000 สาขาภายในปี 2013 หลังจากที่จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นมาตลอด สำหรับยอดขายและกำไรของบริษัทถือว่ายอดเยี่ยม เพราะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ในประเทศจะผันผวนอย่างไร (ทั้งนี้ ตั้งแต่ขายห้างโลตัสในประเทศจีนที่ประสบผลขาดทุนสูงทิ้งในปี 2008) ส่วนต่างกำไรของบริษัทก็อยู่ในระดับที่ดีอย่างยิ่ง และมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาดตกบกพร่อง ในแง่ของการเติบโตของซีพีออลล์ จึงแทบหาที่ติไม่เจอจริงๆ

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

ผู้บริหาร

CEO ของบริษัทคือคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้บริหารมือฉมังอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แม้ปัจจุบันคุณก่อศักดิ์จะลดบทบาทในการบริหารงานลงไป แต่ก็มีคุณปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล MD และคณะที่บริหารงานเต็มเวลา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นบริษัทในเครือซีพี ซึ่งมีธุรกิจในเครือมากมาย ทำให้เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ CPALL

57.2 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]