Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

จัดพอร์ตอย่าง เรย์ ดาลิโอ

800px-Web_Summit_2018_-_Forum_-_Day_2,_November_7_HM1_7481_(44858045925)

 

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หนึ่งในนักลงทุนชื่อกระฉ่อนโลกที่ถูกถามถึงอย่างมากในช่วงหลังๆ โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 คือ  เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุน Bridgewater เฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้เขียน PRINCIPLES หนังสือเบสต์เซลเลอร์อันดับหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้

วันนี้จะพาทุกท่านไปดูกันว่า พอร์ตการลงทุนของดาลิโอเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้เห็นถึงแนวคิดของเขา ซึ่งน่าจะเอามาปรับใช้ได้โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้

ทั้งนี้ ผมขอตัดจบ ณ ปี 2019 ก่อนโคโรน่าไวรัส (ซึ่งทำให้มูลค่าพอร์ตของเขาผันผวนอย่างรุนแรง) เพื่อให้สะท้อน “แนวคิด” ของเขาออกมาได้อย่างดีที่สุด ดังนี้ครับ

การลงทุนที่มีสัดส่วนมากที่สุดในพอร์ตของ Bridgewater คิดเป็น 15.9% ด้วยมูลค่ากว่า 2 พันล้านเหรียญ คือกองทุน ETF ของแวนการ์ดสำหรับตลาดเกิดใหม่ (Vanguard FTSE Emerging Markets ชื่อย่อ VWO) โดยกองนี้จะลงทุนในหุ้นตัวหลักๆ ของประเทศอย่าง จีน บราซิล ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินเดีย รวมทั้งเมืองไทย

ทั้งนี้ Bridgewater ได้รับผลตอบแทนจากกองทุนนี้เฉลี่ย 5.56% ในรอบสิบปีหลัง จนถึงปี 2019 (ฟังดูดาดๆ มากเลยใช่มั้ยครับ)

สัดส่วนที่รองลงมาในพอร์ตของดาลิโอ คือ SPDR S&P 500 ETF Trust ชื่อย่อกองคือ SPY โดยมีสัดส่วน 15.6% ของพอร์ต เป็นกองทรัสต์ ETF ที่ลงทุนใน S&P 500 หมายถึงหุ้นขนาดใหญ่ 500 ตัวในสหรัฐฯ

นี่อาจถือได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามของ VWO เพราะเป็นการลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และกลางของสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าค่อนข้างมั่นคงและเสี่ยงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย

ขอตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นไว้ตรงนี้ว่า ดาลิโอชอบ “ETF” ซึ่งหมายถึงกองทุนที่ซื้อขายหน่วยกันในตลาดหลักทรัพย์เสมือนหุ้น มากๆ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลเรื่องของสภาพคล่องหรืออื่นใดก็ตาม ซึ่งตรงข้ามกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ชอบซื้อหุ้นเป็นรายตัวหรือซื้อทั้งบริษัท

สัดส่วนอันดับสามในพอร์ตของดาลิโอ คือกอง EEM และกอง IEMG ซึ่งเป็น ETF ของตลาดเกิดใหม่เช่นกัน แต่ที่สองกองนี้ต่างจาก VWO คือ เป็นการรวมเอาหุ้นทั้งใหญ่ กลาง และเล็ก ของตลาดเหล่านั้น ไม่ใช่เฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ของแต่ละตลาด โดยดาลิโอถือสองกองนี้อยู่ 8.7% และ 9.4% รวมกันแล้วประมาณ 18%

ตัวอย่างของหุ้นหลักๆ ที่อยู่ในพอร์ตของสองกองนี้ก็คือบริษัทที่เรารู้จักกันดี อาทิ alibaba, tencents, samsung, ping an insurances, china mobile ฯลฯ

ส่วนสุดท้ายที่เป็นชิ้นเป็นอันสักหน่อยและน่าสนใจมากๆ ในพอร์ตของดาลิโอ คือ “ETF ทองคำ” ได้แก่ กอง SPDR Gold Trust ตัวย่อคือ GLD โดยถือไว้เป็นสัดส่วน 4.2%

ตรงนี้ถือว่าไม่น่าแปลกใจ เพราะนักลงทุนผู้นี้ให้ความสำคัญกับทองคำเป็นอย่างยิ่ง เขาเคยบอกว่านักลงทุนทุกคน ไม่ว่ารายใหญ่-รายย่อย ควรมีทองคำอยู่ในพอร์ตของตัวเอง

นี่เป็นอีกจุดหนึ่งซึ่งดาลิโอตรงข้ามกับบัฟเฟตต์ โดยปู่ไม่ชอบทองเพราะมันไม่ให้ผลตอบแทนใดๆ ทว่า “ป๋าเรย์” บอกว่า เราควรมีทองคำไว้เพื่อ “รักษามูลค่า” เนื่องจากในช่วงเวลาแห่งความผันผวนที่มีหนี้ล้นตลาด และมีการพิมพ์เงินเข้ามาเรื่อยๆ “ทอง” นี่แหละที่ปลอดภัยที่สุดและจะช่วยคุณรักษาความมั่งคั่งไว้ได้

นอกเหนือจากสี่ส่วนหลักข้างต้นแล้ว ก็ยังมีการลงทุนอื่นๆ ยิบย่อย เช่น ETF ของเกาหลี 1% ETF ของบราซิลอีกเล็กน้อย และพวกหุ้นกู้เอกชนเกรดดี ตลอดจนพันธบัตรรัฐบาลบางส่วน

นี่คือภาพรวมการลงทุนของสุดยอดนักลงทุนอย่างเรย์ ดาลิโอ จนถึงปี 2019 ก่อนวิกฤตโควิด-19 ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดมากๆ คือคนทุกคนสามารถทำตามได้ไม่ยาก เมื่อเทียบกับการลงทุนของ “ขาใหญ่” อีกคนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์

ใครสนใจ เชิญเอาไปประยุกต์ใช้กับพอร์ตของตัวเองได้ตามอัธยาศัยครับ

——————-

ข้อมูลประกอบ : จากคลิปนี้ , Bridgewater.com และ wikipedia

Image credit :  Harry Murphy / Web Summit via Sportsfile

เรย์ ดาลิโอ ชี้ชัด “นี่คือ Depression”

800px-Web_Summit_2018_-_Forum_-_Day_2,_November_7_HM1_7481_(44858045925)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมสรุปบทสัมภาษณ์ เรย์ ดาลิโอ นักลงทุนชื่อดังระดับมหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุน Bridgewater และผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ PRINCIPLES จากการสัมภาษณ์ของ TED เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยดาลิโอได้ลงลึกถึง “วิกฤตโควิด-19” ครั้งนี้ และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต พร้อมให้คำแนะนำแก่นักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ

สรุปเป็นข้อๆ เข้าใจง่ายๆ ลองอ่านดูนะครับ

  1. ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ กระทบกับสองสิ่งหลัก คือ “รายได้” และ “งบดุล”
  2. การแก้วิกฤตครั้งนี้ เป็นเรื่องของ “เงิน” กับ “เครดิต” รัฐบาลสหรัฐฯ ปั๊มเงินและเครดิต (หนี้) ออกมา
  3. เฟด (ธนาคารกลาง) ซื้อตราสารหนี้ แล้วคลังฯ ก็เอาเงินนั้นไปแจกจ่ายให้คนจำนวนมาก ยุโรปก็กำลังทำแบบเดียวกัน
  4. สหรัฐฯ ปั๊มเงินออกมามากมาย กู้หนี้มามากมาย แต่ใครจะจ่ายหนี้ เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันยาว ประเด็นสำคัญคือ entity ไหนจะได้ประโยชน์ แล้วจะกระจายความมั่งคั่งกันอย่างไร
  5. นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น สมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ปี 1930 รัฐบาลก็กู้เงินมามากมาย และใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์มาแล้ว
  6. ตอนนี้เราอยู่ในโมเม้นท์ชี้เป็นชี้ตาย ต้องดูว่าผู้คนจะร่วมแรงร่วมใจกันหรือไม่
  7. โลกเราเคยเกิด “ระเบียบโลกใหม่” หรือ New World Order มาแล้วเมื่อปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง 
  8. “การเมือง” เป็นปัจจัยที่จะมาตัดสินว่า หลังวิกฤต เราจะดีลกันเองอย่างไร จะจัดการกับความเหลื่อมล้ำอย่างไร ความฝันแบบอเมริกันยังมีอยู่มั้ย เราจะมุ่งไปในจุดเดียวกันหรือไม่
  9. มี “stress test” เกิดขึ้นทุก 75 ปี และกำลังเกิดขึ้นอยู่อีกครั้งตอนนี้
  10. เรากำลังก้าวเข้าสู่ “ภาวะตกต่ำ” (Depression) ทั่วโลก ดาลิโอชี้ชัดว่า คำว่า “depression” หมายถึงแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นระหว่างปี 1929-1932 คือเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราคนว่างงานเป็นเลขสองหลัก และขนาดของเศรษฐกิจลดลงไป 10% ขณะนี้เรากำลังอยู่ในภาวะเหมือนในตอนนั้น (ในปี 1933 รัฐบาลยุคนั้นแก้ไขปัญหาด้วยการพิมพ์เงินออกมามากมาย แบบเดียวกับที่รัฐบาลตอนนี้ทำ อัตราดอกเบี้ยก็เป็นศูนย์)
  11. ถามว่าใช้เวลานานขนาดไหนกว่าตลาดหุ้นจะกลับขึ้นไปและผ่านจุด high เดิม และใช้เวลานานขนาดไหนกว่าเศรษฐกิจจะกลับขึ้นไปและผ่านจุด high เดิม? ดาลิโอบอกว่า “นาน” และกระบวนการอาจจะใช้เวลากว่า “สามปี” กว่าจะปรับโครงสร้างขึ้นมาใหม่ได้
  12. “นี่ไม่ใช่การถดถอย (recession) นี่คือการพังทลาย (breakdown)”
  13. พลังที่มีอำนาจสูงสุด คือการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ (invention) กับ การปรับตัว (adaptation)
  14. เรากำลังเห็นเงินหายไป 20 ล้านล้านเหรียญ ตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) จะสาหัสยิ่งกว่า เพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
  15. จะมีธุรกิจที่ไม่มีเงินจ่ายหนี้แล้วก็เจ๊งไป ปัญหาคือ ใครจะเป็นฝ่ายได้เช็คสำหรับเอาไปจ่ายหนี้แล้วรอดตัว แม้แต่โรงพยาบาลก็อาจจะเจ๊ง และจะกลับมาไม่เต็มตัว แม้ทุกคนจะต้องการโรงพยาบาลในเวลานี้
  16. ถ้าไล่ดูปัญหาทีละเปลาะ แล้วดูที่กระบวนการแก้ไข จะเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ไวรัสที่เกิดขึ้นแล้วจะหายไป แต่จะมีคนหมดตัว จะมีการเปลี่ยนแปลงของรายได้ เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินใหม่ เราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
  17. ครั้งนี้หนักหนากว่าปี 2008 มาก ในปี 2008 ปัญหาคือแบงก์กู้มาเยอะ พอกู้มามากเกินแล้วเศรษฐกิจพัง รัฐบาลก็ไม่ยอมให้แบงก์เจ๊ง เลยเอาเงินไปช่วย แต่เที่ยวนี้ซับซ้อนกว่าเยอะ เพราะไม่ใช่แค่แบงก์ที่มีปัญหา ทว่าเป็นธุรกิจน้อยใหญ่ ทุกที่ ทุกหนแห่ง วิกฤตครั้งนี้หนักกว่า นโยบายการเงินใช้ได้ผลน้อยกว่า เพราะทำไปเยอะแล้ว ดอกเบี้ยก็เป็นศูนย์แล้ว
  18. ครั้งนี้เฟดซื้อแต่สินทรัพย์ทางการเงินอย่างเดียวไม่ได้ผล ต้องซื้อหนี้จากรัฐบาลด้วย ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องหากำลังซื้อมาซื้อผลิตผลทางเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งยากกว่าครั้งก่อนเยอะ
  19. บริษัทมีสองแบบ แบบแรกคือไม่ได้มีหนี้มาก ธุรกิจมั่นคง เช่น แคมป์เบล ขายซุปกระป๋อง พวกนี้ไม่มีปัญหา อีกแบบคือพวกนักประดิษฐ์ พวกหลังนี่ถ้าปรับตัวได้ สร้างนวัตกรรมเก่ง และงบดุลไม่แย่ ก็จะผ่านวิกฤต และจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้ต่อไป
  20. ถามว่า สมัยนี้มีการใช้อัลกอริธึ่มในการเทรด มันจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร ดาลิโอบอกว่า พื้นฐานของอัลกอริธึ่ม คือความสัมพันธ์ระหว่าง “cause กับ effect” ซึ่งเป็นการทำให้คอมพิวเตอร์คิดได้แบบมนุษย์ แต่เป็นการคิดในระดับที่ก้าวหน้ากว่า ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้และตัดสินใจในยุคนี้เหนือกว่าทุกยุคสมัย แต่คุณต้องเข้าใจมันเสียก่อน จึงจะรู้ว่าจะใช้มันให้ถูกต้องได้อย่างไร
  21. สำหรับนักลงทุนทั่วไป สิ่งที่ควรทำคือต้อง “กระจายการลงทุน” (diversify) และต้องกระจายมันให้สมดุล
  22. สิ่งที่นักลงทุนพลาดกันมากที่สุด คือคิดว่าสิ่งที่เคยเวิร์กเมื่อเร็วๆ นี้ จะเป็นการลงทุนที่ดีกว่า และสิ่งที่ไม่เวิร์กเร็วๆ นี้ จะเป็นการลงทุนที่แย่กว่า ที่จริงแล้ว สิ่งที่เวิร์กเร็วๆ นี้ คือสิ่งที่แพงกว่า และสิ่งที่ไม่เวิร์กเร็วๆ นี้ คือสิ่งที่ถูกกว่า ถ้านักลงทุนบุคคลไม่รู้ตรงนี้ ถ้าไม่เข้าใจความมั่งคั่ง (wealth) ในโลก ก็จะลงทุนไม่สำเร็จ
  23. นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในหลายๆ วิธี เช่น ในหลายๆ ประเทศ ในหลายๆ ค่าเงิน อาจจะมีทองคำบ้าง มีสินทรัพย์อื่นบ้าง 
  24. อย่าคิดว่าเงินสด คือการลงทุนที่ปลอดภัย “เงินสดคือการลงทุนที่ดึงดูด เพราะไม่ผันผวนมาก” แต่มันจะโดนภาษีและถูกทำลายอำนาจซื้อปีละ 2% “เงินสดเป็นการลงทุนที่แย่ที่สุดเสมอ”
  25. ดาลิโอฝากถึงนักลงทุนทั่วไปอย่างเราๆ ว่า ให้ “กระจายการลงทุนให้ดี ถ่อมตัวเอาไว้ อย่าจับจังหวะตลาด มีสติตระหนักรู้ถึงอันตรายของเงินสดอยู่เสมอ”

Image credit :  Harry Murphy / Web Summit via Sportsfile

สรุปมุมมองของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ต่อการลงทุนในวิกฤตโควิด-19 (ฉบับเต็ม)

virus-4915859_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(สรุปจากรายการ Money Chat สัมภาษณ์โดยคุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ)

  1. วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อไทยรุนแรง ด้วยสามปัจจัย หนึ่ง) เศรษฐกิจโลกแย่ไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดจึงได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นการส่งออกที่แย่ลง สอง) ไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลักพอเจอโควิดเศรษฐกิจเลยกระทบหนักและ สาม) การแพร่เชื้อในไทยยังเป็นขาขึ้นอยู่พอใช้มาตรการเข้มข้นก็จะกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
  2. ไตรมาสหนึ่งเราติดลบเพราะข้างนอก (เช่นเมืองจีนผู้เขียน) แต่ไตรมาสสองเราติดลบจากข้างใน  ห้างปิดงดประชุมฯลฯกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดหมดเช่นสมมุติทั้งปีควรจะทำ GDP ได้ 100 บาทแทนที่เดือนนี้จะทำ GDP ได้ 8-9 บาทก็เหลือ 4-5 บาท
  3. ต้องบริหารจัดการเรื่องการสะกัดเชื้อไวรัสให้ได้ก่อนถ้าลุกลามไปทั่วจะแย่
  4. ตอนนี้เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกสามกลุ่มคืออเมริกายุโรปและจีนซึ่งรวมเป็นกว่า 60% ของเศรษฐกิจโลกกำลังเป็นไข้หนักเศรษฐกิจโลกจึงแย่แน่นอนและไทยต้องกระทบหนักแน่
  5. มาตรการทางการเงินทั้งการลดดอกเบี้ยอัดฉีดเงินแก้วิกฤตไม่ได้หรอกถ้าได้ก็ดีแต่ว่าสงสัยจะไม่ได้
  6. ราคาหุ้นจะดูว่าถูกหรือแพงจาก P/E ตอนนี้หุ้นดูเหมือนราคาจะถูกเพราะ P มันลงแต่โควิด-19 ทำให้ E ลงมาด้วยฉะนั้นหุ้นมันไม่ได้ถูกหรอกเพราะว่า P ก็ลง E ก็ลง
  7. ในอีกส่วนหนึ่งเราคุ้นเคยกับการที่แบงก์ชาติทั่วโลกกดดอกเบี้ยให้ต่ำมากจึงโหมกันสร้างหนี้แต่พอเจอโควิด-19 คนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าบริษัทที่กู้มามากๆจะไปจ่ายดอกเบี้ย bond ยังไงใครจะไปกล้าซื้อในเมื่อรายได้ของบริษัทหายไปฮวบฮาบฉะนั้นจะเกิดสภาวะตึงเครียดในตลาด bond และตอนนี้ก็เกิดแล้วด้วยสังเกตได้จาก spread ที่เริ่มขาด
  8. ดังนั้นคนในตลาดเงินตลาดทุนจะหวังให้มีธนาคารกลางมาอุ้มมาแบ็คแล้วเราจะแยกตัวออกไปจากผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจจริงผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
  9. เราถูกสปอยล์จากแบงก์ชาติทั่วโลกอย่างแบงก์ชาติอเมริกาผู้ว่าบอกว่าจะทำ “whatever it takes” คือทุ่มสุดตัวลักษณะนี้ทำให้เราเสียนิสัยตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเพราะมันทำให้เราเชื่อว่าไม่ต้องกลัวหรอกแบงก์ชาติเค้าจะทำให้หุ้นไม่ตกเค้าจะทำ QE”
  10. ความนิสัยเสียนี้กำลังถูกทดสอบและธนาคารกลางทั่วโลกถือว่าสอบตกไปแล้วเพราะทำทุกอย่างแล้วทั้งลดดอกเบี้ยอัด QE แต่หุ้นก็ยังลง
  11. ที่นักวิเคราะห์หลายคนเคยบอกลูกค้าเสมอว่าเดี๋ยวเฟดมาช่วยเฟดก็ช่วยไม่ได้แล้วเราเข้าใจผิดแล้วเพราะเฟดใช้กระสุนจนเกือบจะหมดแล้ว 
  12. สำหรับของไทยมาตรการของแบงก์ชาติคือจะไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลตาม open market (ซึ่งไม่ถือว่าเป็น QE) แม้ดูเผินๆเหมือนพร้อมจะทุ่มเงินเยอะแต่ที่จริงถ้าเจาะดูข้างในถือว่าไม่เยอะปัญหาหลักของไทยตอนนี้ไม่ใช่สภาพคล่องสิ่งที่แบงก์ชาติทำคือการดูแลไม่ให้สภาพคล่องติดขัดเพื่อไม่ให้ย้อนกลับมาซ้ำเติมสถานการณ์เท่านั้น 
  13. นโยบายการเงินของประเทศต่างๆเอาไม่อยู่หรอกกับวิกฤตครั้งนี้พราะหัวใจของการแก้ปัญหาอยู่ที่มาตรการทางสาธารณสุขถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุมาทำแต่นโยบายการเงินการคลังมันไม่มีประโยชน์
  14. ตรงนี้แค่ช่วยบรรเทาผลกระทบและช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นเร็วเมื่อโรคระบาดจบแล้วแต่ถ้าโรคไม่จบมันไม่มีความหมายตลาดหุ้นไม่สนใจหรอกถ้าโรคยังไม่จบ
  15. สิ่งที่ควรทำคือต้องใช้มาตรการสาธารณสุขควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไม่ให้เป็นแบบอิตาลีถ้าคุมได้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงจะกลับมาได้แล้วนโยบายการเงินที่ทำอยู่จะช่วยให้ฟื้นเร็วขึ้นแต่ก่อนหน้านั้นต้องมีมาตรการช่วยธุรกิจขนาดย่อมให้ผ่านตรงนี้ไปได้ก่อน
  16. มาตรการเพื่อช่วยตลาดทุนตลาดเงินของไทยถูกแล้วที่ทำไม่งั้นอาจจะวกกลับมากระทบต่อเศรษฐกิจจริงได้เช่นถ้าธุรกิจ bond เอาไปรีไฟแนนซ์ไม่ได้ก็จะไม่มีเงินครั้นจะไปกู้แบงก์ก็ไม่ได้เพราะแบงก์เจอ NPL ที่อื่นมาก่อนแล้วซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจจริงฟื้นได้ยาก
  17. รัฐบาลไทยต้องรู้ว่าจะชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของโรคยังไง  อย่างของอเมริกาแต่เดิมจะใช้เงิน 1 ล้านล้านเหรียญต่อมากลายเป็น 2 ล้านล้านเท่ากับ 10% ของ GDP
  18. สำหรับของไทยถ้าจะช่วยในระดับเดียวกันคือ 10% ก็จะเท่ากับ 1.7 ล้านล้านบาทดังนั้นถ้าไทยจะช่วยในระดับเดียวกับอเมริกาอย่างน้อยๆต้องใช้เงินเกิน 1 ล้านล้านบาทแน่นอนของอเมริกาที่กล้าทุ่มเงินเพราะหนี้ภาครัฐของเขาสูงอยู่แล้วจึงไม่สนอะไรแล้วแต่ของไทยยิ่งไม่ต้องห่วงเลยเพราะหนี้ต่อ GDP ของเราแค่ 40% ขณะที่ของอเมริกามากกว่า 100%
  19. รัฐบาลไทยจึงต้องช่วยผู้ได้รับผลกระทบทั้งคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมคนในภาคเกษตรและคนในภาคบริการโดยเฉพาะคนในภาคบริการที่กระทบหนักสุดจากวิกฤตนี้และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมด้วย
  20. ตลาดทุนยังรับรู้สิ่งเหล่านี้ไม่หมดเรายังนึกอยู่เลยว่ายุโรปกับอเมริกาเศรษฐกิจน่าจะฟื้นในไตรมาสสามคือคิดว่าไตรมาสสองจะหนักสุดทุกคนคิดกันว่าผลกระทบจะอยู่ภายในระยะสามเดือนแต่ไม่มีหมอที่ไหนบอกเลยว่าโควิดจะจบในสามเดือนมีแต่คนบอกว่าเป็นปีหรือปีกว่าหรือหลายปีซึ่งไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นอย่าหวังว่าวิกฤตจะจบในเร็ววัน
  21. วิกฤตปีนี้หนักว่าปี 40 เพราะเกิดขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลกและกระทบหลายมิติมากไม่ใช่แค่สถาบันการเงินเหมือนปี 40 โดยเคสนี้มีทางทั้งมิติสาธารณสุขมิติทางเศรษฐกิจจริงรวมทั้งธุรกิจรายเล็กรายน้อย
  22. ดังนั้นหาความรู้เก็บความรู้แล้วทำใจเย็นๆไว้ดีกว่าเพราะ หุ้นยังลงได้อีกขอให้คิดดูดีๆ “ไม่ต้องรีบลงทุน ดูสถานการณ์ให้ดี ศึกษาข้อมูลให้ดี”