Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

รู้จัก “หุ้นบอลลูนพม่า”

hot-air-balloon-ride-1029303__340

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ใครคิดว่า “หุ้นไทย” ขึ้นเยอะแล้ว “หุ้นพม่า” ก็ขึ้นกับเขาเหมือนกัน

แต่หุ้นตัวนี้ ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้ง ทว่าเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยทำธุรกิจที่อาจฟังดูแปลกสำหรับคนไทย เพราะในเมืองไทยไม่มี

เป็นธุรกิจ “บอลลูน” อยู่ที่เมืองพุกาม พานักท่องเที่ยวลอยฟ้าชม “วัดนับพัน เจดีย์นับหมื่น” อันสวยงามตระการตาแห่งเมืองพุกาม

ตัวย่อของหุ้นคือ MEGL หรือบริษัท Memories Group โดยเหตุที่เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน ก็เพราะบริษัทแม่คือ Yoma Strategic Holdings ถูก VC เข้ามาซื้อ จึง spinoff บริษัทบอลลูนนี้ แล้วเอาเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์

และทันทีที่เข้าซื้อขายวันแรก หุ้นก็พุ่งขึ้นไปถึง 48% เรียกได้ว่าใครที่ได้หุ้นจองก็กำไรกันอื้อซ่า

ถามว่าธุรกิจนี้ดียังไง?

เชื่อไหมว่า บริษัทคิดค่าขึ้นบอลลูนแต่ละครั้ง สูงถึง 450 เหรียญ หรือเกือบๆ 15,000 บาท เท่ากับ 1 ใน 3 ของ GDP ต่อหัวของคนพม่าเลยทีเดียว

และหากมองอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของพม่า ปี 2016 พบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาจับจ่ายใช้สอยเป็นเงินเพียง 2,300 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 75,000 ล้านบาท ซึ่ง “น้อยนิด” เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมืองไทย จึงถือว่ายังมี potential growth อีกเยอะ

ข้อมูลจากข่าวไม่ชี้ชัดว่าเป็นธุรกิจ “ผูกขาด” หรือไม่ แต่ถ้าดูจากตัวธุรกิจ คงไม่ใช่ใครจะมาทำกันได้ง่ายๆ ยิ่งกลุ่มลูกค้าเป็นระดับ high-end ยิ่งขึ้นราคา-เพิ่มมาร์จิ้นได้ไม่ยาก

ที่ชอบที่สุด คือคำพูดของ Serge Pun ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Yoma บริษัทแม่ของ Memories แกบอกว่า

“การท่องเที่ยว คือหนึ่งในผลไม้ที่อยู่ใกล้มือที่สุด (low-hanging fruits) ซึ่งยังมีศักยภาพในการเติบโต”

เรียกได้ว่า เก็บกินไปได้เรื่อยๆ เก็บกินไปได้นานๆ

ในประเทศที่ปัจจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่เอื้อ อย่างพม่า หรือแม้แต่ไทย ธุรกิจท่องเที่ยวที่ทำเงินได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ย่อมมีความน่าสนใจเสมอครับ

————————————-

เครดิต : ข้อมูลประกอบจาก Bloomberg,com โดย Sterling Wong และ Livia Yap อ่านเพิ่มได้ที่นี่

เมื่อ Tencent ปฏิเสธ “แม็คโดนัลด์จีน”

mcdonald

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สำหรับธุรกิจที่ขยายขนาดกลายเป็น “conglomerate” หรือเครือบรรษัทยักษ์ใหญ่แล้วนั้น การเข้าซื้อ-ควบรวมกิจการแต่ละครั้ง ต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยต้องให้สอดคล้องกับ “ภาพใหญ่” ของธุรกิจ มิให้หลุดไปจากตัวตนของตนเอง

เคสต่อไปนี้ ผมอ่านเจอใน นสพ.  Financial TImes เป็นบทความของ Henny Sender เห็นว่าน่าสนใจไม่น้อย จึงอยากเอามาเล่าต่อ

เรื่องของเรื่องก็คือ Tencent บริษัทไฮเทคจากแผ่นดินมังกร เจ้าของแอพ WeChat ที่เป็นเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตชาวจีนเวลานี้ เพิ่งได้รับข้อเสนอให้เข้าซื้อหุ้น “แม็คโดนัลด์จีน” (เป็นบริษัทที่ทำแฟรนไชส์ ไม่ใช่บริษัทแม่) จากกลุ่มคาร์ไลล์-ซิตี้กรุ๊ป สองกลุ่มบริษัทลงทุนซึ่งเพิ่งรวมพลังกันเข้าซื้อแม็คจีนมาหมาดๆ

ข้อเสนอดังกล่าว ดูๆ ไปแล้วก็น่าสนใจสำหรับ Tencent เพราะจะทำให้ลูกค้าแม็คโดนัลด์ในจีน 2,740 สาขา หันมาใช้ WeChat Pay ของ Tencent จ่ายซื้อเบอร์เกอร์ได้ เหมือนที่บริษัท Ant ในเครืออาลีบาบาเข้าซื้อหุ้น KFC จีน ช่วยดึงคนชอบกินไก่ให้จ่ายเงินผ่าน Alipay กระเป๋าตังค์ออนไลน์ในสังกัด แจ็ค หม่า มากขึ้นกว่าเดิม

ปรากฏว่า โทนี่ หม่า ผู้ก่อตั้ง Tencent ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เพราะไม่อยากถูกมองว่าไปท้ารบแบบเกะกะระรานกับอาลีบาบาในสิ่งที่ไม่จำเป็น เนื่องจากในช่วงหลังๆ ทั้งสองค่ายยักษ์ใหญ่ถูกมองว่าเป็นเสือกับสิงห์ (ไม่ใช่สิงห์กับช้าง) ที่ต้องทำสงครามกันเลือดเดือดไปทุกสมรภูมิ 

(และจะว่าไป การซื้อ KFC แม้จะเป็นดีลที่ colorful มากสำหรับอาลีบาบา แต่ก็แทบไม่ได้มีสาระสำคัญต่อตัวธุรกิจ)tencent-logo

นโยบายของ Tencent ช่วงหลังๆ จึงชัดมาก คือจะหลีกเลี่ยงสงครามที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับสมรภูมิรบในจีน

อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่อง “ธุรกิจหลัก” บริษัทก็พร้อมจะ “สู้” อย่างไม่เกรงกลัว

โดยก่อนหน้านี้ Tencent เพิ่งร่วมกับ JD.com ผู้ค้าปลีกออนไลน์ซึ่งเป็นคู่แข่งเบอร์ใหญ่ของอาลีบาบาเข้าซื้อ Vipshop รีเทลออนไลน์สำคัญอีกรายหนึ่ง โดยลงทุนรวมกันเป็นเงิน 863 ล้านเหรียญ เข้าเก็บหุ้น 12.5 เปอร์เซ็นต์

จะเห็นได้ว่า Tencent เลือกเดินหมากที่เป็น strategic move คือเข้าลงทุนในธุรกิจที่มาเพิ่มยอดการชำระเงินผ่าน WeChatPay และเป็นการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ  e-commerce ขึ้นไปท้าทายอาลีบาบาที่เป็นผู้ครองบัลลังก์อยู่ และอีกทางหนึ่ง ก็เพื่อ diversify จากธุรกิจเกมออนไลน์ที่บริษัทครองตลาดแต่เพียงผู้เดียว ไปสู่อย่างอื่นๆ ที่ยั่งยืนกว่าด้วย

โดยสรุป การเดินหมากทางธุรกิจที่ชาญฉลาดนั้น ต้องเลือกเดินอย่างมีกลยุทธ์ ทำในสิ่งที่ช่วยเสริม “ภาพใหญ่” และเป็นประโยชน์แก่ธุรกิจหลักจริงๆ ไม่ใช่เปะปะท้ารบไปทั่ว

ซึ่งนอกจากจะเสียเงินเสียทองแล้ว ยังเสียสมาธิกับการแข่งขัน ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย

—————————-

ข้อมูลประกอบ – Financial Times 21 December 2017 , Inside Business Technology by Henny Sender

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทยปี 2560

bullagriculture-1850904_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ปี 2560 ถือเป็นปีที่หวือหวาน่าจดจำอีกปีหนึ่งของตลาดหุ้นไทย หลังจากเมื่อต้นปีเกิดอาการ “ซึม” ทำท่าจะไม่ไปไหน บางคนมองว่าเพราะปี 2559 ขึ้นมาแล้วถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้จึง “แรงหมด”

แต่แล้ว พอเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ดัชนีกลับวิ่งห้อตะบึงทะลุ “1,700 จุด” แม้จะมีแผ่วลงไปบ้าง แต่พอพักหายเหนื่อยแล้วก็วิ่งต่อ

สุดท้าย จึงมาจบปีที่ตัวเลข 1,753.71 จุด คิดเป็นการบวกเพิ่มขึ้นถึง 13.66 เปอร์เซ็นต์ จากเมื่อต้นปีที่สตาร์ทกันที่ 1,542.94 จุด โดยระหว่างปี ดัชนีไปแตะจุดสูงสุดลำดับที่สองในประวัติศาสตร์ แม้จะยังไม่ทำลายสถิติ all-time high เดิมเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วที่ 1,789 จุด ก็ตาม

ทีนี้ มาดูหุ้นเป็นรายตัวกันบ้างว่า มีหุ้นตัวไหนที่เป็น “ดาวเด่นประจำปี” ของ SET ขอเลือกตัวใหญ่ๆ มาหกตัว เรียงจาก “บวกมาก” ไปหา “บวกน้อย” ดังนี้

เริ่มจาก AOT หุ้นสนามบินสุดฮ็อต นับตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2560 เพิ่มขึ้นจาก 39.80 เป็น 68.00 บาท (ปรับพาร์แล้ว) บวกอื้อซ่าถึง “70.85 เปอร์เซ็นต์” ตามการขยายตัวขึ้นของการท่องเที่ยว หลังปลดเปลื้องเรื่องการปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ออกไป

เรียกได้ว่า เป็น “หุ้นดาวเด่น” แห่งปี

ต่อมา CPALL  หุ้นค้าปลีกระดับตำนาน ปรับตัวขึ้นจาก 62.50 เป็น 77.00 บาท บวก 23.3 เปอร์เซ็นต์ โดยมาวิ่งแรงในช่วงท้ายปี จัดว่างดงามพอตัว

อีกบริษัทหนึ่งซึ่งน่าจับตาอย่าง CPN ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า “เซ็นทรัล” ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 69.50 เป็น 85.25 บาท บวก 22.66 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ถือหุ้นหน้าบานไปตามๆ กัน

สำหรับ MINT อีกหนึ่งเครือธุรกิจอาหาร-โรงแรมยักษ์ใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 35.75 เป็น 43.75 บาท บวก 22.37 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขึ้นมาเยอะพอสมควร

และสำหรับหุ้นพลังงานเบอร์หนึ่งของไทยอย่าง PTT ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 372 บาท เป็น 440 บาท บวก 18.28 เปอร์เซ็นต์ ไม่ขี้เหร่เช่นกัน

แต่สำหรับหุ้น BDMS เครือโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่ระดับโลก จากราคา 23.10 เมื่อต้นปี ลดลงมาอยู่ที่ 20.90 บาท ร่วงลงมา 9.52 เปอร์เซ็นต์ ถือว่า “สวนตลาด” พอสมควร

และนี่คือภาพรวมทั้งหมดของตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร คงไม่สำคัญเท่ากับความรู้และสภาพจิตใจของนักลงทุน

จึงขอให้ทุกท่านขยันหมั่นเพียร เตรียมความรู้เตรียมใจไว้ให้พร้อม สำหรับปีใหม่ 2561 ที่กำลังจะมาถึงกันนะครับ