Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

มูลค่าโดยเนื้อแท้ กับมูลค่าทางบัญชี

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ใครก็ตามที่เรียนบัญชีมาโดยไม่ได้สนใจลงทุนในหุ้น อาจมองว่า “มูลค่ากิจการ” ก็คือ “มูลค่าทางบัญชี” ที่ดูได้จากงบการเงินของบริษัท แต่สำหรับนักลงทุนเน้นมูลค่า มูลค่าทั้งสองเป็นอะไรที่ต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

เบนจามิน แกรแฮม บิดาแห่งวีไอ ใช้คำเรียกมูลค่าของกิจการว่า “Intrinsic Value” แปลตรงตัวคือ “มูลค่าโดยเนื้อแท้” หมายถึงมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจ ซึ่งหาออกมาเพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับราคาขายในตลาด จะได้รู้ว่าธุรกิจนั้นน่าซื้อหรือไม่

ในขณะที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ขยายความคำว่า “มูลค่าโดยเนื้อแท้” ว่าหมายถึง “มูลค่าของเงินสดที่สามารถเอาออกมาจากธุรกิจนั้นตลอดชั่วชีวิตของมัน โดยคิดลดกลับมาเป็นค่าปัจจุบัน” ซึ่งแน่นอนว่าค่าที่หาออกมาได้นั้น ย่อมเป็นเรื่องของการคาดการณ์ ไม่อาจชี้ชัดออกมาเป็นตัวเลขที่ถูกต้องตรงเป๊ะเพียงตัวเดียว

หากกระแสเงินสดที่คาดว่าธุรกิจจะทำได้ในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่ดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลง มูลค่าของธุรกิจก็ย่อมจะเปลี่ยนไป ซึ่งด้วยปัจจัยต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย ปู่จึงบอกว่า คนแต่ละคนย่อมประเมินมูลค่าโดยเนื้อแท้ของธุรกิจออกมาได้ไม่เท่ากัน แม้แต่แกกับชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนคู่หู ก็ยังไม่เคยคิดมูลค่าธุรกิจใดๆ ออกมาได้ตรงกัน โดยจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

ปู่ยังชี้ชัดด้วยว่า “มูลค่าทางบัญชี” เป็นคนละเรื่องเลยกับ “มูลค่าโดยเนื้อแท้” โดยยกตัวอย่างมูลค่าทางบัญชีของเบิร์คเชียร์เมื่อปี 1964 ซึ่งอยู่ที่ 19.46 เหรียญ ต่อหุ้น แต่นั่นเป็นการตีมูลค่าสินทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรผลิตสิ่งทออันเป็นธุรกิจที่กำลังย่ำแย่ ดังนั้น หากปิดกิจการแล้วขายสินทรัพย์ทิ้งทั้งหมด ก็ย่อมจะไม่ได้เงินสดมาเท่ากับมูลค่าทางบัญชีที่บันทึกไว้อย่างแน่นอน

ตรงข้ามกับมูลค่าทางบัญชีของเบิร์คเชียร์ในปี 1996 (ซึ่งเป็นเวลาที่ปู่เขียนเรื่องนี้) ที่ 15,180 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งปู่บอกว่า เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ามูลค่าโดยเนื้อแท้ของเบิร์คเชียร์ในเวลานั้นอย่างมาก

ปู่ยกตัวอย่างไว้ชัดเจนที่สุดว่า มูลค่าทางบัญชี ก็เหมือนกับต้นทุน “ค่าเทอม” ที่นักศึกษาคนหนึ่งจ่ายให้กับมหาวิทยาลัย แต่อันที่จริง ต้นทุนของการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้มีแค่นั้น เพราะหากนักศึกษาคนนั้นไม่เรียน แต่ตัดสินใจไปทำงาน เขาก็ย่อมจะได้รับค่าจ้างค่าตอบแทน ต้นทุนที่แท้จริงของการเรียนมหาวิทยาลัยจึงต้องรวมเอาค่าจ้างจากการทำงานที่เขา “น่าจะได้รับ” หากเขาไม่เรียนมหาวิทยาลัยมาคิดด้วย

แล้วปู่ก็อธิบายต่อไปว่า การจะคิดมูลค่าโดยเนื้อแท้ของการเรียนมหาวิทยาลัย จึงไม่ควรคำนวณจากต้นทุนค่าเล่าเรียน ซึ่งก็เทียบได้กับ “มูลค่าทางบัญชี” แต่ต้องคำนวณหา “รายได้ในอนาคต” ที่นักศึกษาคนนั้นจะทำได้ เมื่อเขาเรียนจบและไปประกอบอาชีพ จนถึงวันที่เขาเกษียณอายุและทำงานไม่ได้อีกต่อไป ตรงนี้ก็เหมือนกับการคำนวณหา “กระแสเงินสดในอนาคต” ของธุรกิจนั่นเอง

นอกจากนี้ ตัวเลขรายได้ที่ได้มา ยังต้องหักลบด้วยรายได้ที่คนๆ นั้นจะทำได้ หากเขาไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้เขาจะไม่เรียนมหาลัย เขาก็ยังสามารถทำงานได้ เพียงแต่อาจจะได้รายได้น้อยกว่า จุดนี้เทียบได้กับ “อัตราคิดลด” ซึ่งต้องใช้ในการคำนวณมูลค่ากิจการ

และท้ายที่สุด เราก็ต้องเอาตัวเลขรวมที่หาได้ “คิดลด” กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ตัวเลขสุดท้ายที่ได้ออกมานั่นแหละ จึงเป็น “มูลค่าโดยเนื้อแท้” ของการเรียนมหาวิทยาลัยของนักศึกษาคนนั้น

ปู่ยังบอกด้วยว่า บัณฑิตบางคนอาจมองว่า มูลค่าทางบัญชีของการศึกษาของตัวเองสูงกว่ามูลค่าโดยเนื้อแท้ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ค่าเล่าเรียนที่เขาจ่ายไปนั้น “ไม่คุ้ม” กับประโยชน์ที่ได้รับ เช่น พวกที่ร่ำเรียนมาแล้วไม่ได้เอาความรู้ไปใช้ หรือเรียนไม่ตรงสาย จบแล้วไปทำงานอย่างอื่น เป็นต้น

แล้วปู่ก็สรุปปิดท้ายว่า ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงไม่สามารถใช้ “มูลค่าทางบัญชี” เป็นตัวบ่งชี้ถึง “มูลค่าโดยเนื้อแท้” ได้ เพราะมันแตกต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

ผมมองว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของปู่ คือการอธิบายเรื่องวุ่นๆ ออกมาเห็นภาพชัดแจ๋วนี่แหละ ท่านว่าไหมครับ!

Magic Formula (2)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในตอนที่แล้วได้อธิบายสูตร magic formula ไปแล้วว่าหายังไง ตอนนี้จะพามาดูกันนะครับว่า หากใช้ MF กับ “ตลาดหุ้นไทย” จะได้ผลออกมาอย่างไรบ้าง (ใครยังไม่ได้อ่านบทความที่แล้ว คลิกที่ ลิงค์นี้ )

ผู้ที่ทำการศึกษาในเรื่องนี้ไม่ใช่ใครอื่น คือ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา โดยคำนวณกับตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 1996-2010 รวม 15 ปี ปรากฏว่า สูตรนี้ให้ผลตอบแทนมากมายมหาศาลถึง “66.18 %” ขณะที่ดัชนีตลาดทำได้เพียง 2.40%

… ถือได้ว่า “มหัศจรรย์” เข้าขั้น “เหลือเชื่อ”!!

โดย magic formula จะทำให้เงิน “1 ล้านบาท” ในปี 96 กลายเป็น “2,035 ล้านบาท” ในปี 2010 หรือเพิ่มขึ้น “2,035 เท่า”!! ขณะที่การลงทุนในดัชนีรวม (คือซื้อหุ้นทุกตัวในตลาด) ในช่วงเวลาเดียวกัน จะช่วยให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียง 1.4 เท่า จาก 1 ล้าน กลายเป็น 1.4 ล้านบาท เท่านั้น

เรียกได้ว่าคนละโลกกันเลย

[ เปเปอร์ของอาจารย์ไพบูลย์ ดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ ]

ทั้งนี้ ในการกรองหุ้นตาม MF มีหลายๆ เว็บไซต์ที่ให้เครื่องมืออยู่ สำหรับท่านที่อยากลงทุนโดยใช้ MF ณ เวลาปัจจุบัน เว็บไซต์ SiamQuant ได้หาหุ้นออกมาให้เรียบร้อยแล้ว เป็นข้อมูลอัพเดตล่าสุดของไตรมาส 4 ปี 2558 พร้อมให้ใช้ได้เลย ไม่ต้องคิดเอง

ปรากฏว่า ก็ได้หุ้นออกมา 30 ตัว มีหุ้นตัวใหญ่ๆ ที่เราคุ้นเคยหลายตัวด้วยกัน เช่น JAS, INTUCH, ADVANC, LPN เป็นต้น

[ รายชื่อหุ้นทั้งหมดพร้อมวิธีการหา อยู่ ที่นี่ ครับ  ]

ข้อสังเกตประการหนึ่งสำหรับการใช้ MF ก็คือ เราอาจ “ปรับเปลี่ยน” ตัวแปรหลายๆ อย่างได้ตามแต่จะเห็นสมควร ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสูตรจนขยับตัวไม่ได้

เช่น อาจใช้เกณฑ์เรื่องของ market cap มาพิจารณาด้วย โดยไม่เลือกบริษัทที่มูลค่าตลาดเล็กกว่าเท่านั้นเท่านี้ หรือสำหรับ Joel Greenblatt ผู้คิดสูตรนี้ เขาจะคัดบริษัทด้านการเงิน เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ ออกไปให้หมด เช่นเดียวกับบริษัทโภคภัณฑ์ เช่น พวกไฟฟ้า ประปา เป็นต้น

จากที่ได้เล่ามาทั้งหมด ท่านคงเห็นแล้วใช่มั้ยครับว่า การใช้ “สูตร” เพื่อการลงทุน หรือที่เขาเรียกว่า “formula investing” ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลแต่อย่างใด และสามารถให้ผลตอบแทนในระดับเหนือความคาดหมาย

โดยเฉพาะ “ตลาดหุ้นไทย” ที่ได้ผลดีจนน่าตื่นตะลึง

ท่านที่สนใจ ขอแนะนำให้ศึกษาหาความรู้กันต่อไป โดยเฉพาะท่านที่สนใจจะไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศที่ยังไม่รู้จักคุ้นเคย สูตรนี้น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ ครับ

——————————–

(ข้อมูลประกอบจาก เว็บไซต์ siamquant .com และผลการศึกษาของ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา)

magic-184447_960_720

Magic Formula (1)

magic-154526_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

นานมาแล้ว ผมเคยอ่านหนังสือลงทุนเล่มหนึ่ง ผู้เขียนนำเสนอสูตรการลงทุนที่ฟังดูง่ายจนไม่น่าเชื่อ พออ่านจบ ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกประทับใจที่ตรงไหน แม้ผู้เขียนพยายามบอกให้ “เชื่อ” ในสูตรที่เขานำเสนอ โดยมีข้อมูลสถิติมารองรับ ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง

ผมคิดว่าอาจเป็นความบังเอิญทางสถิติ หรืออย่างมากที่สุด มันก็อาจเป็นแค่ความจริงที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งต่อไปอาจไม่เกิดขึ้นอีกก็ได้ นี่เพราะโดยปกติ ผมเป็นคนค่อนข้างตั้งการ์ด ไม่ค่อยเชื่ออะไรที่ฟังดู “ง่ายเกินจริง” อยู่แล้ว

ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นชื่อ Joel Greenblatt เป็นผู้จัดการกองทุน ซึ่งต่อมาเขาได้ใช้สูตรที่เรียกว่า “Magic Formula” ดังกล่าว สร้างผลตอบแทนได้ปีละกว่า 40% ระหว่างปี 1985-2005 และมีบางข้อมูลระบุด้วยซ้ำไปว่า เขาทำได้เฉลี่ยถึง 50% ในช่วง 10 ปีแรก ระหว่างปี 1985-1994

นั่นแปลว่า สูตรที่ Joel นำเสนอ แม้จะง่ายจนไม่น่าเชื่อ แต่ก็ใช้ได้ผลจริง ทำผลตอบแทนทบเท่าทวีคูณได้จริง และทำให้คนที่เชื่อเขารวยได้จริง ไม่ได้โม้ ส่งผลให้ตัวเขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ดีที่สุดในโลกตลอดกาลโดยไม่ต้องสงสัย (ทำลายสถิติ 29% ใน 14 ปี ของ ปีเตอร์ ลินช์ ขาดกระจุย)

พูดมาถึงตรงนี้ หลายท่านคงอยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่า magic formula ที่ว่านั้นคืออะไร?

ผมสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้นะครับ

ข้อแรกคือ ให้จัดอันดับ ROE ของหุ้นทั้งตลาด จาก “มากไปหาน้อย” โดยหุ้นที่ ROE สูงที่สุดในตลาด จะได้อันดับที่หนึ่ง และได้ “1 คะแนน” หุ้น ROE สูงเป็นอันดับสอง จะได้ “2 คะแนน” เรียงกันไปเรื่อยๆ (ดังนั้น หุ้นที่ ROE ต่ำสุดในตลาดหุ้นไทย ก็น่าจะอยู่ที่ลำดับเกือบๆ 600 และได้เกือบๆ 600 คะแนน)

ข้อที่สองคือ ให้เรียงลำดับค่า P/E ของหุ้นทั้งตลาดจาก “น้อยไปหามาก” คือเอาหุ้นที่ P/E ต่ำสุดในตลาดเป็นอันดับหนึ่ง และถือว่าได้ “1 คะแนน” P/E อันดับสองได้ “2 คะแนน” เรียงกันไปเรื่อยๆ จนถึงหุ้นอันดับสุดท้ายในตลาด

จากนั้น ให้เอาคะแนนจากข้อที่หนึ่งและสองมาบวกกัน เช่น หุ้น SMDB มีค่า ROE อยู่ลำดับที่ 10 ในตลาด แต่มี P/E เป็นอันดับที่ 550 หุ้น SMDB จะได้คะแนนทั้งหมด 10+550 = 560 คะแนน

** สุดท้าย ให้เอาคะแนนของหุ้นทุกตัวในตลาดมาเรียงกัน แล้วเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้คะแนน “น้อยที่สุด” 30 ตัวแรก โดยลงทุนตั้งแต่ต้นปี แล้วถือไว้จนครบปี จากนั้นจึงเลือกหุ้นชุดใหม่โดยใช้เกณฑ์เดิม **

ท่านเข้าใจผมรึยังครับ ว่าทำไมผมถึง “ไม่เชื่อ” ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ก็เพราะมัน “ง่ายจนเหลือเชื่อ” นั่นเอง

ในตอนต่อไป จะมาเล่าให้ฟังต่อว่า นอกจากตัวผู้คิดสูตร ที่ทำผลตอบแทนได้ 40%ใน 20 ปี แล้ว คนอื่นๆ ที่เค้าลองใช้สูตรนี้ได้ผลยังไงกันบ้าง รวมทั้งคนไทยที่ใช้ magic formula กับตลาดหุ้นไทยด้วย

… แต่ใบ้ให้ว่า ไม่ขี้เหร่เลยแม้แต่น้อยครับ