Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

ปลุกเงินออมให้ทำงาน

ปลุกเงินออมให้ทำงาน

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อนได้อ่านเรื่อง “สูตร 4 บัญชี” ในการออมเงินสำหรับคนทั่วไป จัดทำโดย ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) รู้สึกว่าน่าสนใจจึงอยากหยิบยกมาพูดถึงไว้ในที่นี้ครับ

สูตร 4 บัญชี ของ TSI มีอยู่ว่า ให้เราแบ่งเงินที่ทำมาหาได้ในแต่ละเดือนออกเป็น 4 บัญชี ได้แก่

  1. บัญชีฉุกเฉิน
  2. บัญชีเงินออม : ระยะสั้นถึงระยะกลาง
  3. บัญชีเงินออม : ระยะยาว
  4. บัญชีลงทุน

บัญชีแรกคือ บัญชีฉุกเฉิน เป็นเงินที่ออมเผื่อไว้ใช้ในกรณีจำเป็น เช่น อยู่ๆ บริษัทที่เราทำงานเกิดปิดกิจการกะทันหัน หากมีเงินออมก้อนนี้อยู่ก็จะช่วยให้ดำรงชีวิตต่อไปได้ระยะหนึ่งโดยไม่เดือดร้อน

โดยสูตรนี้ระบุด้วยว่า เงินสำหรับเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินควรมีไม่ต่ำกว่า “6 เท่า” ของค่าใช้จ่ายรายเดือนพูดง่ายๆ ก็คือ ให้มีเงินพออยู่ได้ “6 เดือน” แม้ไม่มีรายได้เข้ามานั่นเอง

โดยส่วนตัว ตัวเลข “6 เท่า” นี้ ผมค่อนข้างเห็นด้วยครับ เพราะมันเป็นระยะเวลาที่ทำให้ “ตั้งหลักทัน”เช่น ดังกรณีข้างต้น คุณตกงานกะทันหันไม่มีงานทำ จะให้ไปหางานใหม่ดีๆ ใน 1-2 วันก็คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ถ้ามีเวลาสัก 3-4 เดือน ก็น่าจะมีเวลาคิดพิจารณา หางานที่ดีและเหมาะกับตัวเราได้มากขึ้น

ยิ่งถ้ามีเวลาถึง 6 เดือนในการหางานก็แน่นอนว่าจะเพิ่มโอกาสในการได้งานที่ดีและตรงกับความต้องการมากขึ้นไปอีก โดยไม่ต้องกลัวจะอดตาย

ประเภทที่สองคือ บัญชีเงินออม: ระยะสั้นถึงระยะกลาง เป็นเงินที่เก็บไว้สำหรับใช้ในระยะเวลาอันใกล้ หรือในเวลาที่ไม่นานเกินไปนัก ตัวอย่างเช่นคนที่เป็นแฟนบอล อยากบินลัดฟ้าไปดูฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ เช่นนี้ก็ต้องเร่งออมเงินเอาไว้เพื่อทำความฝันให้เป็นจริงให้ได้ เงินในบัญชีนี้ไม่มีเงื่อนไขว่าต้องออมไว้เท่าไรอย่างไร ขึ้นอยู่กับภารกิจที่เราต้องการบรรลุ เช่น ใช้ค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนบาท ก็ต้องออมให้ได้ 1 แสนบาทนั่นเอง

2_Jan_ปลุกบัญชีเงินออมให้ทำงาน-01

ประเภทที่สามคือ บัญชีเงินออม: ระยะยาว เป็นเงินที่เก็บไว้เพื่อเป้าหมายระยะยาว เช่น อยากส่งลูกไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ สมมุติว่าตอนนี้ลูกอายุ 12 ขวบ เพิ่งขึ้น ม.1 กว่าลูกจะจบปริญญาตรีก็ต้องรอจนอายุ 22 ยังมีเวลาออมอีก 10 ปี ก็ให้ออมไปเรื่อยๆ จนได้เงินในจำนวนที่ต้องการ จะมากหรือน้อยเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่าจะไปเรียนที่ประเทศไหน

และประเภทสุดท้าย คือ บัญชีลงทุน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเงินที่เอาไว้สำหรับลงทุน อันนี้เขาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าต้องออมมากหรือน้อยเท่าไร หรือออมเดือนละกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ บอกเพียงว่าให้มีเงินส่วนนี้ไว้บ้าง เพื่อจะได้เอาไปลงทุนให้งอกเงย มิใช่ทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว

และนั่นคือ “สูตร 4 บัญชี”ของ TSI และต่อไปนี้คือมุมมองของผม ที่อยากเสนอเพิ่มเติมเข้าไปครับ

ในความคิดของผม ผมเห็นด้วยที่จะเก็บเงินสดไว้ในบัญชีประเภทแรก คือ “บัญชีฉุกเฉิน” แต่สำหรับ “บัญชีเงินออมระยะสั้น” และ “บัญชีเงินออมระยะยาว” ผมคิดว่าควรจะเอามันไป “ลงทุน” ด้วยเช่นกัน

เพราะแม้ “เงินออม” จะเป็น “เงิน” จริงๆ แต่หากไม่ทำอะไรกับมัน เอาแต่ฝากธนาคารไว้ มันก็จะเป็นเงินที่ “นอนเฉยๆ”

ในทางปฏิบัติแล้ว เงินที่ใส่ไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร หากเอาเรื่องของเงินเฟ้อมาคิดคำนวณด้วย แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นบ้างจากดอกเบี้ย แต่มูลค่าของมันกลับลดลงกว่าเดิม เรียกว่าได้ผลตอบแทนน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ผลตอบแทนเลย เนื่องจาก “อำนาจซื้อ” ของมันไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (เพียงแค่มั่นใจได้ว่าเงินนั้นจะไม่หายไปไหน)

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงแนะนำให้เอาเงินมา “ลงทุน” ซึ่งจะเป็นการ “ปลุก” เงินของคุณที่นอนอยู่เฉยๆ ขึ้นมา “ทำงาน”

อย่างไรก็ตาม วิธีลงทุนสำหรับเงินในแต่ละบัญชีก็ควรจะแตกต่างกันออกไป เพื่อ “ตอบโจทย์” ความต้องการของเรา

สำหรับบัญชีแรก คือ “บัญชีฉุกเฉิน” อย่างที่บอกไปคือเก็บเป็นเงินสดไว้ดีแล้ว ในขณะที่ “บัญชีเงินออมระยะสั้นหรือระยะกลาง” ท่านควรจะเอาเงินในทั้งสองบัญชีนี้ ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดี มีสภาพคล่อง สามารถไถ่ถอน ขายทิ้งได้ง่าย

ผมพิจารณาดูแล้ว หากเป็นเงินออมระยะสั้น อาจจะเก็บไว้ใน Money Market Fund หรือชื่อไทยคือ “กองทุนรวมตลาดเงิน”ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ สามารถไถ่ถอนได้ตลอดโดยมีความเสี่ยงต่ำมาก แม้ผลตอบแทนจะไม่มากนัก ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ก็ตาม

หรือหากอยากได้ผลตอบแทนสูงขึ้น อาจจะลงทุนใน “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งหลายกองให้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 6-7% ต่อปี รวมทั้ง REITS หรือ “กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” ก็เป็นการลงทุนที่น่าสนใจแต่ในกรณีของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REITS ต้องเลือกกองที่สภาพคล่องดี เพื่อที่ว่าหากมีความจำเป็นจะได้ขายหน่วยลงทุนทิ้งแล้วเอาเงินไปใช้ได้ ตรงนี้สำคัญมากๆ นะครับ

และสำหรับ “บัญชีเงินออมระยะยาว”รวมทั้ง “บัญชีลงทุน” ผมแนะนำให้ลงทุนใน “หุ้นพื้นฐานดี” เนื่องจากผลตอบแทนจากหุ้น พิสูจน์แล้วว่าสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอีกหลายประเภท

หากความรู้ของท่านยังไม่มากนัก ท่านอาจจะลงทุนด้วยวิธี DCA (Dollar Cost Averaging) คือทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดีเข้ามาไว้ในพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เกี่ยงราคา ซึ่งจะทำให้ท่านได้ “หุ้นดี” ในราคา “กลางๆ”

ถ้าเป็นหุ้นของกิจการที่ดี มันย่อมจะเติบโตต่อไปในอนาคต และทำให้ท่านได้รับผลตอบแทนที่งดงามอย่างแน่นอน ขอเพียงสามารถ “รอ” ได้ และไม่รีบร้อนขายทิ้งไปเสียก่อน ซึ่งก็น่าจะเหมาะกับเงินในบัญชีออมระยะยาวและบัญชีลงทุนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย ผมแนะนำให้ลงทุนใน “กองทุนหุ้น” ประเภท “กองทุนอิงดัชนี” (Index Fund) อาทิ SET50 หรือ SET100 ซึ่งเปรียบได้กับการซื้อหุ้นหลายๆ ตัวในตลาด โดยผลตอบแทนของกองทุนอิงดัชนีของไทยในรอบสิบปีที่ผ่านมาถือได้ว่าค่อนข้างสูง หลายกองให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในระดับ “เลขสองหลัก” ซึ่งถือว่าน่าพอใจมากๆ เลยทีเดียว

โดยสรุป สูตร 4 บัญชี เป็นแนวปฏิบัติที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่หลักของผมก็คือ อย่าออมแต่เพียงอย่างเดียว ต้อง “ปลุก” เงินออมทั้งหมดขึ้นมา “ทำงาน” ด้วยการเอามันไป “ลงทุน” โดยเลือกวิธีลงทุนให้เหมาะสมกับความจำเป็นของเงินในแต่ละส่วน เช่นนี้จึงจะดีที่สุดครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุนได้ที่ www.krungsri.com

PE Band ของโรงพยาบาล

peband-hc

ชนิดา พัธโนทัย

[ต่อจากตอนที่แล้ว]

ในตอนที่แล้ว เราได้อธิบายเรื่องของ PE Band ไว้โดยละเอียด โดยยกตัวอย่างช่วง P/E ของเซกเตอร์ ICT ให้เห็นกันไปแล้ว (ท่านที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่แล้ว คลิกที่นี่ )

วันนี้ขอเลือกเป็นเซกเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในหมู่นักลงทุนไทย นั่นก็คือเซกเตอร์ “โรงพยาบาล” กันนะคะ

peband-hospital

 [PE Band ของหุ้นโรงพยาบาล แนะนำให้คลิกที่ภาพแล้วซูมเข้ามาดูใกล้ๆ ค่ะ]

ระหว่างปี 2554  จนถึงกลางปี 2557 P/E ของกลุ่มโรงพยาบาล อยู่ในช่วง 20-30 เท่า (สังเกตจากเส้นสีฟ้า แสดงกรอบบนและล่าง) โดยค่าเฉลี่ย P/E จะอยู่ที่ประมาณ 25 เท่า (สังเกตจากเส้นประสีส้ม)

แต่หลังจากกลางปี 2557 เป็นต้นมา P/E ของกลุ่มโรงพยาบาลก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุกรอบบนของ P/E Band (วงกลมสีเหลือง) ประกอบกับการเติบโตของกำไรของกลุ่มที่ก้าวกระโดด ก็ยิ่งทำให้ราคาสูงขึ้น โดยจะเห็นได้จากความชันของเส้นดัชนีของกลุ่ม (เส้นเขียวๆ แดงๆ ข้างบนสุด) ที่มากขึ้นนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า เซกเตอร์โรงพยาบาล เป็นตัวอย่างของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ราคาไม่ค่อยจะลงมาให้ซื้อมากนัก ค่า P/E ไม่เคยต่ำ แต่กลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

จนถึง ณ ขณะนี้  P/E ของกลุ่มอยู่ที่ “37 เท่า” ซึ่งถือว่าสูงมาก!!

อย่างไรก็ตาม การจะด่วนตัดสินว่าหุ้นในเซกเตอร์โรงพยาบาลนั้นแพงจนซื้อไม่ได้แล้วก็อาจเร็วเกินไปหน่อย เพราะแม้หุ้นจะแพง แต่บริษัทในอุตสาหกรรมนี้ก็โตเร็วมาก

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำ คือต้องเอาเรื่องของ “การเติบโต” มาพิจารณาด้วย ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ หาค่า “PEG” ออกมาเพื่อประกอบการตัดสินใจนั่นเอง (เรื่อง PEG เคยอธิบายเอาไว้โดยละเอียดแล้วก่อนหน้านี้ สนใจตามไปอ่านได้ คลิกที่นี่ ค่ะ )

และนี่ก็คือ P/E Band ของกลุ่มโรงพยาบาล อุตสาหกรรมที่หุ้นไม่มีวัน “ถูก” เดี๋ยวตอนหน้าจะมาว่ากันต่อในเซกเตอร์ที่น่าสนใจอื่นๆ ค่ะ 

 —————————

หลักสูตร VI101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” รุ่นที่ 4 โดย Club VI  วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. นี้ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ แต่ยังไม่มีพื้นฐานหรือพื้นฐานยังน้อย สมัครได้เลย คลิกที่นี่ 

หลักสูตรระดับกลาง ยอดนิยม VI201 “อ่านงบการเงิน” วันที่ 7 มี.ค. และ VI202 “ประเมินมูลค่าหุ้น” วันที่ 28-29 มี.ค. สมัครได้เลย คลิกที่นี่  

 

P/E Band เครื่องมือชั้นดี ที่หลายคนไม่เคยใช้

peband

ชนิดา พัธโนทัย

การพิจารณาว่าหุ้นตัวหนึ่งราคาถูกหรือแพง และจะเข้าซื้อได้หรือยัง วิธีหนึ่งที่นิยมใช้คือ ดูว่าราคา ณ ตอนนี้ P/E อยู่ที่เท่าไร เมื่อเทียบกับ P/E ของตัวมันเอง จากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

เช่น ณ ปัจจุบัน หุ้น XYZ มีค่า P/E อยู่ที่ 10 เท่า โดยที่ถ้าดูย้อนหลังไป (อาจจะ 3-4 ปี) หุ้นตัวนี้เทรดกันอยู่ที่ P/E ต่ำสุดประมาณ 9 เท่า และสูงสุดไม่เกิน 18 เท่า

ในกรณีนี้ ช่วงของ P/E ที่ 9-18 เท่า จึงถือเป็น “P/E Band” ของหุ้น XYZ

และการที่ P/E ปัจจุบันอยู่ที่ 10 เท่า แสดงว่าราคาหุ้น XYZ ณ จุดนี้ อาจจะค่อนข้างถูกแล้วก็เป็นได้ เพราะค่า P/E อยู่ใกล้จุดต่ำสุดมากแล้ว (จุดต่ำสุดคือ 9 สูงสุดคือ 18) การเข้าซื้อหุ้น ณ จุดนี้จึงถือว่ามีความเสี่ยงไม่มากและอาจคุ้มที่จะเสี่ยง

ในทางตรงข้าม ถ้าเราซื้อหุ้น ณ จุดที่ P/E ใกล้ๆ 18 เท่า ก็อาจหมายความว่าหุ้นแพงมากแล้ว จึงต้องตัดสินใจให้ดีหากจะเข้าไปซื้อ

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีหลายกลุ่มอุตสาหกรรม (เซกเตอร์) ด้วยกัน บางเซกเตอร์เทรดกันอยู่ที่ P/E ค่อนข้างสูง และก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยยอมลง

แต่บางเซกเตอร์ P/E ไม่ค่อยขยับไปไหน อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น หรือบางเซกเตอร์ก็จะมีกรอบของ P/E ที่ค่อนข้างชัดเจน

ทั้งนี้ การที่หุ้นที่อยู่ต่างเซกเตอร์กัน มี “พฤติกรรมของ P/E” แตกต่างกัน ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากลักษณะของตัวธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ รวมถึงมุมมองของนักลงทุนที่มองหุ้นในแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไปนั่นเอง

ลองมาดูกันเล่นๆ ว่า P/E ของแต่ละเซกเตอร์ ณ ตอนนี้สูงไปหรือยัง หรือว่ายังต่ำอยู่ มาเริ่มกันที่กลุ่ม ICT ก่อนเลยค่ะ

peband-ict

 (ภาพบน) P/E Band ของกลุ่ม ICT (แนะนำให้คลิกที่ภาพแล้วลองซูมดูใกล้ๆ)

จาก P/E Band ของกลุ่ม ICT ระหว่างปี 2554-2557 จะเห็นได้ว่าค่า P/E อยู่ในช่วง 20-30 เท่า (สังเกตจากเส้นสีฟ้า แสดงกรอบบนและล่าง) โดยมีค่าเฉลี่ย P/E อยู่ที่ประมาณ 25 เท่า (สังเกตจากเส้นประสีส้ม) และที่วงกลมสีแดงไว้นั่นคือจุดที่ P/E สูงชนเพดาน บ่งบอกว่าราคาแพงมากแล้ว ควรระวังไว้ให้ดี!

ณ ปัจจุบัน P/E ของกลุ่ม ICT อยู่ที่ประมาณค่าเฉลี่ยพอดี จึงอาจตีความได้ว่า “หุ้น ICT เวลานี้ ไม่ถูกและก็ไม่แพงเกินไป” แต่จะเป็นจุดซื้อหรือยัง ก็คงแล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละท่าน

ในตอนหน้าเรามาว่ากันต่อถึงเซกเตอร์อื่นๆ ค่ะ

——————————

หลักสูตร VI101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” รุ่นที่ 4 โดย Club VI  วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. นี้ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ แต่ยังไม่มีพื้นฐานหรือพื้นฐานยังน้อย สมัครได้เลย คลิกที่นี่ 

หลักสูตรระดับกลาง ยอดนิยม VI201 “อ่านงบการเงิน” วันที่ 7 มี.ค. และ VI202 “ประเมินมูลค่าหุ้น” วันที่ 28-29 มี.ค. สมัครได้เลย คลิกที่นี่