Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

ในโลกนี้ไม่มี “หุ้นวีไอ”

valuelmindsetโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คำๆ หนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยมาก คือคำว่า … “หุ้นวีไอ”

คนรู้จักของผมบางคน ซื้อหุ้นยอดนิยมของชาววีไออย่างพวกหุ้นค้าปลีก แล้วคิดว่านั่นคือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ

ผมเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มี “หุ้นวีไอ” ไม่ใช่ว่าใครซื้อหุ้นที่พวกวีไอนิยมอย่าง CPALL, HMPRO แล้วจะกลายเป็น Value Investor ได้

ความเป็นวีไอต้องมาจาก “Mindset” คือทัศนคติที่เชื่อในเรื่องของ “คุณค่า” ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน รวมถึงการใช้ชีวิตและการมองโลกของคนๆ นั้นด้วย

มีเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง เป็น “นักเล่นหุ้น” ที่พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็น “วีไอ” 

ด้วยความที่สนิทกัน พอรู้ว่าผมมีหุ้นตัวไหนอยู่ เขาก็มักซื้อตาม โดยหวังว่าจะได้กำไรมากๆ แต่เชื่อไหมครับว่า ผลลัพธ์ของคน “อยากเป็นวีไอ” อย่างเขา กลับออกมาไม่สวยงามเอาเสียเลย 

ทั้งๆ ที่ซื้อหุ้นตัวที่เคยทำกำไรให้ผมได้มากมาย เขากลับไม่เคยได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ แม้จะเป็นหุ้นที่ใครๆ มองว่าเป็น “Super Stock” ก็ตาม

ครั้งหนึ่ง เขาเคยบ่นให้ฟังว่า “ทำไมเราถึงซวยอย่างนี้(วะ) ซื้อหุ้นเหมือนนายแท้ๆ” 

ได้ยินเช่นนั้น ผมจึงอธิบายว่า นั่นเป็นเพราะเขา “ลอก” หุ้นจากผม โดยใช้ Mindset ของความเป็น “นักเก็งกำไร”

เพื่อนผมคนนี้ พร้อมที่จะซื้อหุ้น (ซึ่งเขาเรียกมันว่า “หุ้นวีไอ”) ชนิด “สู้ทุกราคา” โดยไม่ต้องรอให้มี Margin of Safety ตามหลักของ Value Investment

พอราคาตกลงมาหน่อย เขาก็มัก “อยู่ไม่นิ่ง” และขายทิ้ง ทั้งๆ ที่พื้นฐานของกิจการยังไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้าย ราคาก็ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าเดิม ก็เจ็บใจกันไป ทำอะไรไม่ได้

จะเห็นได้ว่า แม้จะซื้อหุ้นยอดฮิตของพวกวีไอ แต่ “ใจ” ของเพื่อนผมคนนี้ยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นใจของ “นักเก็งกำไร” ล้วนๆ

ความจริงก็คือ… ไม่มีใคร “แปลงร่าง” เป็นวีไอ ด้วยการซื้อหุ้นเหมือน ดร.นิเวศน์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ หาก “ข้างใน” ของเขายังไม่เปลี่ยน หาก “ใจ” ของเขายังไม่ใช่

คนเป็นวีไอที่แท้ จะมีสายตาที่มองหา “คุณค่า” อยู่เสมอ พวกเขาจึงไม่ชอบซื้อหุ้นที่แพงเว่อร์ หรือหุ้นที่โบรกฯ เชียร์ เพราะ “คุณค่า” ของมันถูก “ราคา” บดบังไปเรียบร้อยแล้ว

ตรงกันข้าม คนเป็นวีไอตัวจริง จะนิยมมองหา “มูลค่า” ที่ซุกซ่อนอยู่ ทั้งในเรื่องของการลงทุน ตลอดจนการใช้ชีวิต

เราจึงเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า วีไอบางคนรวยมาก มีพอร์ตหุ้นหลายร้อยล้านหรือเป็นพันล้าน แต่กลับทำตัวสมถะ ไม่หรูหราฟู่ฟ่า เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว สินค้าแบรนด์หรูๆ รถแพงๆ ไม่ได้ให้คุณค่ามากไปกว่าข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาสามัญ

อย่างไรก็ตาม การที่ผมบอกว่า “ในโลกนี้ไม่มีหุ้นวีไอ” ท่านอย่าสับสนกับเรื่องของ “หุ้นคุณค่า” หรือ “Value Stock” นะครับ!!

“หุ้นคุณค่า” หมายถึงหุ้นที่มี “มูลค่าสูง” เมื่อเทียบ “ราคา” ดังนั้น หุ้นตัวเดียวกัน ตอนที่ราคายังถูก มันอาจถือเป็น Value Stock แต่เมื่อราคาสูงขึ้นมากจนเกินมูลค่า คุณสมบัติความเป็น Value Stock ของมันก็ย่อมหมดไป

หุ้นค้าปลีกบางตัว พลพรรควีไอชอบกันมาก แต่ถึงวันนี้ PE กระฉูดขึ้นไปร่วม 40 เท่า ณ นาทีนี้ เราจึงไม่อาจนับมันเป็น Value Stock ได้อีกแล้ว

“หุ้นคุณค่า” จึงมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ว่าคนเป็นวีไอต้องซื้อหุ้นตัวโน้น ตัวนี้ หรือที่บางคนให้นิยามกันไปเองว่า “หุ้นวีไอ” อันนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ท่านที่อยากเป็นวีไอ ขอให้จำไว้นะครับ ความเป็นวีไอต้องเริ่มจาก “ข้างใน” จงฝึกคิดแบบ “เน้นมูลค่า” ฝึก “มองหาคุณค่า” ให้เป็นนิสัย

เมื่อ Mindset เป็นแบบวีไอแล้ว พฤติกรรมและกลยุทธ์จึงจะเปลี่ยนตาม ถึงตอนนั้น ท่านก็สามารถเป็นวีไอที่ประสบความสำเร็จได้ครับ

——————————

หมายเหตุ – คำว่า “Mindset” หมายถึง ทัศนคติที่ฝังลึกในจิตใจ อันจะส่งผลต่อพฤติกรรมและการมองโลกของคนๆ นั้น คำๆ นี้ไม่มีคำแปลที่ตรงตัวในภาษาไทย จึงขอทับศัพท์ไว้ในบทความครับ

เรื่องเล่าของแวนโก๊ะ “อย่ามองข้ามคุณค่า”

456px-Van_Gogh_-2m_Ohr

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ ยุคโพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์ ภาพที่เขาวาดเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความ “สวยงามแบบดิบๆ” แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และใช้ “สี” ได้อย่างโดดเด่น มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแวดวงศิลปะในศตวรรษที่ 20

หากจะเปรียบกับการลงทุนในหุ้นแล้ว ภาพวาดของ แวน โก๊ะ เปรียบเสมือน “หุ้นคุณค่าชั้นดี” ที่ตลาดไม่เคย “พบมูลค่า” ของมัน ตลอดเวลาที่เขายังมีลมหายใจ

ดังนั้น แม้ฝีมือจะเป็นเอกอุของโลก (โดยที่ตัวเขาเองอาจไม่ทราบ) แวน โก๊ะ กลับต้องเผชิญแต่ความยากจนข้นแค้น เป็นศิลปินไส้แห้งตลอดชีวิต ก่อนตัดสินใจปลิดชีพตัวเองด้วยการยิงตัวตายในวันที่ 29 ก.ค. 1890 ขณะอายุเพียง 37 ปี

“ความมั่งคั่ง” ที่ผลงานของ แวน โก๊ะ ก่อให้เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วกลับตกอยู่ในมือของคนอื่นโดยที่ตัวเขาเองไม่เคยได้สัมผัสมันเลย

เรื่องราวของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (ขอเรียกว่า แวน โก๊ะ) ตลอดจนผลงานและความรู้สึกนึกคิดของเขา เป็นที่รับรู้ของคนยุคต่อมา ผ่านจดหมายที่เขาเขียนติดต่อกับ ธีโอ แวน โก๊ะ (Theo Van Gogh) น้องชาย (ขอเรียกว่าธีโอ) ซึ่งมีอาชีพเป็นดีลเลอร์ขายงานศิลปะ

ธีโอเป็นคนเดียวที่ให้การสนับสนุนแวน โก๊ะ โดยให้กำลังใจพี่ชายด้วยความปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา และคอยส่งเงินให้ใช้เป็นประจำ

ในปี 1888 ธีโอได้รับมรดกมาเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เขาจึงแบ่งเงินจำนวนนี้เพื่อช่วยเหลือพี่ชายที่กำลังตกยาก

นอกจากนี้ ด้วยคำขอของ แวน โก๊ะ ธีโอได้แบ่งเงินอีกส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ พอล โกแกง (Paul Gau guin) เพื่อนจิตรกรคนสนิทของ แวน โก๊ะ โดยธีโอจ่ายเงินให้โกแกงเพื่อแลกกับภาพเขียนของเขาจำนวน 12 ภาพต่อปี หรือพูดง่ายๆ ก็คือจ่าย “เงินเดือน” ให้กับโกแกง โดยจ้างให้วาดภาพให้เดือนละภาพนั่นเอง

Vincent_Willem_van_Gogh_138

 

ต่อมา ธีโอได้แนะนำให้แวน โก๊ะและโกแกงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย ซึ่งแวน โก๊ะและโกแกงก็ทำตาม

เมื่อมาอยู่ร่วมกัน แวน โก๊ะกับโกแกงเริ่มมีเรื่องระหองระแหงบ่อยครั้งตามประสาลิ้นกับฟัน ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ แวน โก๊ะเริ่มมีอาการทางจิต ซึ่งทำให้เขาทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การที่แวน โก๊ะตระหนักว่าความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างเขากับโกแกง คงทำให้ความฝันที่จะได้เปิดสตูดิโอร่วมกับเพื่อนรักคนนี้เลือนรางเต็มทน ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ขึ้นไปอีก

ท่ามกลางความสับสน ว้าเหว่ จนกลายเป็นซึมเศร้านี้เอง แวน โก๊ะได้วาดภาพขึ้นมาสองภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ชื่อว่า “เก้าอี้ของแวน โก๊ะ” (Van Gogh’s Chair) บนเก้าอี้นั้นมีไปป์และยาเส้นของเขาวางอยู่

ว่ากันว่าเก้าอี้ตัวนี้มีสัญญะบ่งถึงตัวตนที่แท้จริงของ แวน โก๊ะ โดยมันได้ถอดเอาภาวะอารมณ์ของเขาในเวลานั้นออกมา ทำให้เป็นเก้าอี้ที่ดูแตกต่างและมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ก่อนจะกลายเป็นภาพเขียนที่โด่งดังไปทั่วโลก

Van_Gogh_-_Paul_Gauguins_Stuhl_(Der_leere_Stuhl)

 

อีกภาพหนึ่งที่แวน โก๊ะวาดในเวลาไล่เลี่ยกัน คือภาพ “เก้าอี้ของโกแกง” (Gauguin’s Chair) เก้าอี้ตัวนี้ต่างจากตัวแรกตรงที่ดูหรูหรามีระดับกว่า ไม่เหมือนเก้าอี้ของแวน โก๊ะที่ดูเรียบง่าย

เก้าอี้ของโกแกง เป็นสีน้ำตาลเข้ม มีที่เท้าแขน บนที่นั่งมีหนังสือและเทียนที่จุดแล้ววางอยู่ โดยแวน โก๊ะได้ใช้ภาพนี้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวของโกแกง

ทว่ายังไม่ทันที่จะวาดเสร็จ อาการทางประสาทของ แวน โก๊ะ ก็กำเริบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทำงานต่อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการทุเลาลงแล้ว เขาก็ได้กลับมาวาดรูปเก้าอี้ของตัวเองจนสมบูรณ์ แต่ภาพเก้าอี้ของโกแกงนั้นถูกทิ้งไว้ โดย แวน โก๊ะ ไม่ได้กลับมาวาดต่ออีกเลย ตราบจนวันที่เขาตาย

เรื่องราวของ แวน โก๊ะ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับทุกคน ว่าในโลกนี้ ยังมี “มูลค่า” ซุกซ่อนอยู่เสมอ เราจึงไม่ควรมองข้ามสิ่งใกล้ๆ ตัว หรืออะไรก็ตามที่เราเห็นเพียงผ่านๆ มิเช่นนั้นอาจพลาดโอกาสงามๆ ไป

ในทางตรงกันข้าม หากเรากำลังทำงานที่มีคุณค่า แต่คนอื่นมองไม่เห็นความงดงามของมัน ก็ขอจงมุ่งมั่นศรัทธา ตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไปอย่าล้มเลิก

ไม่แน่ว่าสักวัน ตลาดอาจ “ค้นพบ” และทำให้มันกลายเป็น “คุณค่าอันยิ่งใหญ่” เกินกว่าที่เราเคยคิดฝันก็เป็นได้

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ “[The World’s Greatest Art] Van Gogh”, หนังสือ “ธีโอน้องรัก: จดหมายจาก วินเซนต์ แวน โกะ”, เว็บไซต์ wikipedia

แจกันแตกกับมโนธรรมของคน

บ่ายวันหนึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ช่วงพักกลางวัน ห้องเรียนชั้น ป.5/4 

ขณะที่ ด.ช.จอมยุทธ์ หยิบไม้บรรทัดมาเล่นฟันดาบกับเพื่อนอยู่นั้น ด้วยความที่ไม่ระวัง ไม้บรรทัดในมือจึงปัดไปโดนแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะของครูประจำชั้นตกลงมาแตก

พอครูประจำชั้นเดินเข้าห้องมา พบเศษแจกันแตกกระจายอยู่บนพื้น จึงถามว่าใครเป็นคนทำ ปรากฏว่า ด.ช.จอมยุทธ์ ชี้นิ้วไปที่ ด.ช.เสรี บอกครูว่า “เสรี เป็นคนทำแตกครับ” เล่นเอา ด.ช.เสรี เป็นงง ว่าทำไม ด.ช.จอมยุทธ์ ถึงโบ้ยความผิดมาให้ตนดื้อๆ แบบนี้

สุดท้าย ครูประจำชั้นต้องถามเอาจากเพื่อนๆ ในห้อง ซึ่งทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  ด.ช.จอมยุทธ์ นั่นแหล่ะที่เป็นคนทำแจกันแตก ครูประจำชั้นจึงจับ ด.ช.จอมยุทธ์ มาหวดก้น สามที พลางสอน ด.ช.จอมยุทธ์ ว่า

“ที่ครูต้องตีเธอ ไม่ใช่เพราะเธอทำแจกันแตก แต่เป็นเพราะเธอทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แถมยังพูดโกหก ป้ายความผิดให้คนอื่นอีกต่างหาก”

นั่นคือเรื่องของ ด.ช.จอมยุทธ์ …… และต่อไปนี้คือเรื่องของผมเอง

บ่ายวันหนึ่ง เมื่อราวๆ สามเดือนที่แล้ว ขณะกำลังขับรถออกจากซอยบ้านเพื่อไปทำธุระ  มีรถสีขาวคันหนึ่งขับสวนเข้ามาในซอย และสวนกับรถผมตรงจุดที่เป็นตรอกแคบๆ

ระหว่างที่รถสองคันกำลังเคลื่อนผ่านกันด้วยความยากลำบากนั้น ปรากฏว่ารถสีขาวคันนั้นก็หักเข้ามาชนรถผมอย่างจัง

ผมจึงลงจากรถ ถ่ายรูปเป็นหลักฐานไว้ แล้วถามคนขับ ซึ่งเป็นชายที่ค่อนไปทางสูงอายุว่า แกจะยอมรับผิดหรือไม่?

ปรากฏว่าแก “ตีมึน” ไม่ยอมรับผิดเอาดื้อๆ  โดยอ้างว่าเหตุที่เกิดขึ้น เป็นการที่ “ต่างคนต่างชน” กัน

เผอิญประกันของแกกับประกันของผมเป็นบริษัทเดียวกัน พอเจ้าหน้าที่ประกันมาถึงที่เกิดเหตุและได้สืบสาวราวเรื่อง รวมทั้งตรวจหลักฐานจากภาพถ่ายและรอยเฉี่ยวชนซึ่งปรากฏชัดอยู่แล้ว พี่ประกันจึงอธิบายให้ลุงคู่กรณีผมฟังอย่างละมุนละม่อมว่าแกเป็นฝ่ายผิด

ทีแรก ลุงแกจะไม่ยอมท่าเดียว ขนาดหลักฐานโทนโท่เยี่ยงนั้นก็ยังโบ้ยโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย

คุยกันไปสักพัก แกก็ถามถึง “ค่า exempt” (ค่าใช้จ่ายที่บริษัทประกันเรียกเก็บเพิ่มจากผู้ทำประกันรถยนต์สำหรับอุบัติเหตุในบางกรณีที่ผู้ทำประกันเป็นฝ่ายผิด) ขึ้นมา

ผมได้ยินดังนั้นจึงเข้าใจได้ในทันทีว่า สาเหตุที่แกไม่ยอมรับผิด คงเป็นเพราะแกกลัวจะเสียค่า exempt และคงไม่อยากให้รถเสียประวัติ (ซึ่งจะทำให้ไม่ได้ลดค่าเบี้ยประกันในปีต่อๆ ไป)

เจ้าหน้าที่ประกันจึงชี้แจงว่า รถของแกเคย “เคลม” มาแล้ว (ดูจากริ้วรอยที่รถแกซึ่งมีอยู่หลายจุด ผมก็รู้เลยว่าแกคงไม่ใช่คนขับรถดีนัก และนั่นคงเป็นสาเหตุที่แกขับรถมาชนผม) จึงถือว่า “เสียประวัติแล้ว” ดังนั้น แม้แกจะยอมรับผิดในกรณีนี้ (ซึ่งแกผิดจริง) ก็ไม่ได้ทำให้แกต้องเสียค่า exempt หรือเสียประวัติอะไรเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่

… ได้ยินดังนั้น ลุงแกจึงยอม

ฝ่ายผม แม้จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ก็ต้องเสียเวลาไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม แทนที่จะเคลียร์ได้ภายในไม่เกินครึ่งชั่วโมง  แถมยังต้องเสียเวลาเอารถไปซ่อม อีกทั้งรถของผมคันนี้ไม่เคยมีริ้วรอยมาก่อน แม้จะไปทำสีก็คงไม่เนี้ยบเหมือนเดิม แต่ไม่เป็นไร ถือว่าฟาดเคราะห์ไป

เรื่องนี้ทำให้ผมมาคิดดูว่า ทำไมลุงคนนี้ ซึ่งบุคลิกก็ดูดี น่าจะเป็นคนมีฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ใหญ่โต (สังเกตจากคำนำหน้าในบัตรประจำตัว) ถึงทำพฤติกรรมเหมือน ด.ช.จอมยุทธ์ ที่ทำแจกันของครูแตกไม่มีผิด

ก่อนที่ผมจะได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า นี่คือเรื่องของ “มโนธรรม” คือความรู้สึก “ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี” ซึ่งแม้จะเป็นเรื่อง “พื้นๆ” แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมี

คนที่มีมโนธรรม เมื่อความผิดตำตาขนาดนี้แล้วจะไม่กล้าโกหกซึ่งๆ หน้า เพราะเขาจะเกิดความรู้สึกละอาย รู้สึกว่าเราทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผิด โดยไม่ต้องมีกฏหมายหรือโทษทัณฑ์อันใดมาบีบบังคับ

ว่าด้วยเรื่อง “มโนธรรม” ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าในวัยเด็ก ครอบครัวของเรามีส่วนหล่อหลอมมากที่สุด แต่พอโตขึ้นมา ได้ใช้ชีวิตในโลกกว้าง สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราอย่างช้าๆ

ซึ่งถ้าใครไม่มีหลักยึดที่แน่นพอ ก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ใครจะเดือดร้อนช่างมัน ไม่ใช่ฉันเป็นพอ …  ถูก-ผิด เป็นเรื่องรอง

ลุงคนที่ผมเล่าจะมีมโนธรรมบ้างหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่พฤติกรรมของแกเป็นพฤติกรรมที่ “ไร้มโนธรรม” ไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดี ทำผิดซึ่งหน้าแต่ไม่ยอมรับผิด กลับโยนความผิดให้คนอื่น  ก็ไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่ว่ามีที่มาจากไหน จะติดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ หรือสังคมที่แกอยู่บ่มเพาะกันมาก็ไม่ทราบ

แต่ผมคิดว่ามันคงแย่ ถ้าคนในสังคมส่วนใหญ่ประพฤติปฏิบัติแบบนี้

ทีนี้ ถามว่าที่เล่ามาทั้งหมด มันเกี่ยวกับการลงทุนอย่างไร ผมขออ้างคำพูดของ แอนโธนี่ โบลตัน สุดยอดผู้จัดการกองทุนชาวอังกฤษของบริษัทฟิเดลิตี้นะครับ

โบลตันบอกว่า การจะวัดคุณภาพของผู้บริหารบริษัทนั้น ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ดูว่า “เขาทำผิดแล้วยอมรับผิดหรือไม่?”

โปรดสังเกตนะครับ โบลตันไม่ได้บอกว่า ผู้บริหารที่ดีต้อง “ไม่เคยทำผิด” คนเราล้วนเคยทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น ผู้บริหารที่ไม่เคย take risk เลย ย่อมทำให้องค์กรเติบโตไม่ได้

การ “ทำผิด” แล้ว “ยอมรับผิด” ต่างหาก จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้บริหารที่ “ดี”

ดังนั้น เวลาเลือกซื้อหุ้นของบริษัทไหนก็ตาม ลอง track ย้อนหลังดูนะครับ ผู้บริหารบริษัทไหนทำผิดพลาดแล้วยืดอกยอมรับผิด อันนั้นผมว่าใช้ได้

แต่ถ้าทำผิดแล้วโทษชาวบ้าน โทษโน่นโทษนี่ โทษดินโทษฟ้า เหมือน ด.ช.จอมยุทธ์ หรือเหมือนลุงที่ขับรถมาชนผม  หรือไม่ก็เที่ยวโม้ ตั้งเป้าผลประกอบการไว้เท่าโน้นเท่านี้ พอถึงเวลาทำไม่ได้แล้วก็ทำลืมๆ แถมยังกลบของเก่าด้วยการตั้งเป้าใหม่ที่สูงกว่าเดิมอีก

แบบนี้จงอย่าไปซื้อหุ้นของบริษัทนั้นเป็นอันขาด

คนเรา ลองถ้าไม่มี “มโนธรรม”  เป็นพื้นฐานของจิตใจเอาไว้ แม้ในเรื่องเล็กๆ ก็ยังไม่มีความละอาย ไม่มีทางเลยที่เขาจะไม่ทำสิ่งชั่วร้ายในขั้นต่อๆ ไป

เจอคนแบบนี้ที่ไหน พึงอยู่ให้ห่างไว้เป็นดีที่สุดครับ !!

————————-

ภาพ แอนโธนี่ โบลตัน จาก telegraph.co.uk