ตลาดหมี ยังไม่ยุติ

หลังจากร่วงหนักมาหลายอาทิตย์ 2-3 วันที่ผ่านมาหุ้นไทยกลับกระฉูดขึ้นมาทีเดียว

ตอนนี้คุยกับใครมีแต่คนถามว่า “จะเข้าได้หรือยัง” บางคนก็กลัวจะตกรถไฟ เมื่อเช้าผมได้อ่านข่าวของ CNBC เขาบอกว่า “ตลาดหมี” ของสหรัฐฯ ยังไม่ยุติลง แม้หุ้นจะขึ้นมาหลายวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (เป็นสถานการณ์เดียวกับในประเทศไทย) ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ ผมเห็นว่าน่าสนใจดี จึงขอสรุปให้ได้ทราบกันครับ

>>>การที่ S&P 500 ร่วงลงมา 21.6% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ค. จึงเรียกได้ว่าเป็น “ตลาดหมี” อย่างเป็นทางการ และเป็นตลาดหมี “ครั้งที่ 16” ตั้งแต่ปี 1940

>>>ตลาดหมี “ชะงักลงชั่วคราว” หลังจากดัชนีสูงขึ้น 20% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากข่าวที่ว่าทางยูโรโซนมีแผนแก้ไขวิกฤตหนี้กรีซที่จริงจังและชัดเจน

>>>อย่างไรก็ตาม ปกติแล้ว เมื่อมาถึงก้นเหวของตลาดหมี ต้องใช้เวลาราว 2-3 เดือน กว่าตลาดจะกลับขึ้นไปได้

>>>นี่จึงเป็นเพียง “รูปแบบ” ที่เรียกว่า “Head & Shoulders Pattern” คือการที่ตลาดร่วงลงมาระดับหนึ่งแล้วกลับสูงขึ้นไป ก่อนจะทรุดลงอีก

>>>ณ จุดนี้ ตลาดได้กลับขึ้นมาแล้ว และจะร่วงลงเหวอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งต่อไปจะร่วงลงราว 10-15%

>>>ทุกครั้งที่ตลาดหมีใกล้จะสิ้นสุด เมื่อทุกคนมองในแง่ร้ายเต็มที่ จนไม่มีใครพร้อมจะ “ขาย” อีกต่อไป ก็จะเกิดการรีบาวด์ขึ้น โดยมีวอลุ่มสูงมาก และสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง

>>>สตีเฟน วีส แห่ง Shorts Hill Capital บอกว่า “นี่คือ สถานการณ์เลห์แมน ในยุโรป” เขาบอกว่า “ยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) เรียบร้อยแล้ว และสหรัฐฯ กับ จีน ก็จะตามมาเร็วๆ นี้” (โปรดสังเกตนะครับ เขาบอกว่าจีนก็จะถดถอยเช่นกัน)

นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่ง เป็นการวิเคราะห์จากสื่อมวลชนและคนในแวดวงการเงินสหรัฐฯ ใครยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าหรือไม่เข้า เอาข้อมูลนี้ไว้ประกอบการตัดสินใจนะครับ

CPALL

บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เป็นบริษัทในเครือซีพี ธุรกิจหลักของบริษัทคือ ร้านสะดวกซื้อ 7-eleven ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทยทั้งประเทศ และมีธุรกิจย่อยอยู่ในเครือหลายธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนช่วยส่งเสริมธุรกิจหลัก เช่น บริการรับชำระค่าบริการ (บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ข้าวกล่อง ฯลฯ ซึ่งวางขายอยู่ในเซเว่น (บริษัท ซี.พี. ค้าปลีกและการตลาด จำกัด) และอื่นๆ อีกหลายบริษัท

ความแข็งแกร่ง

ซีพีออลล์ มีแบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่ได้รับความนิยมสูงมาก คือ “7-eleven” ครองส่วนแบ่งตลาดมินิมาร์ทในเมืองไทยกว่า 50% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและเครือข่ายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทำให้คู่แข่งในประเทศยากจะไล่ตามได้ทัน ทั้งยังเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีกระแสเงินสดดีมาก แม้อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์จะค่อนข้างสูง แต่นั่นกลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการเงินสด นอกจากนี้ บริษัทฯยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีอย่างยิ่ง โดยภาพรวมแล้ว ความแข็งแกร่งของซีพีออลล์จึงอยู่ในขั้น “ดีมาก”

ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

การเติบโต

ซีพีออลล์ ตั้งเป้าว่าจะขยายให้ครบ 7,000 สาขาภายในปี 2013 หลังจากที่จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นมาตลอด สำหรับยอดขายและกำไรของบริษัทถือว่ายอดเยี่ยม เพราะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ในประเทศจะผันผวนอย่างไร (ทั้งนี้ ตั้งแต่ขายห้างโลตัสในประเทศจีนที่ประสบผลขาดทุนสูงทิ้งในปี 2008) ส่วนต่างกำไรของบริษัทก็อยู่ในระดับที่ดีอย่างยิ่ง และมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาดตกบกพร่อง ในแง่ของการเติบโตของซีพีออลล์ จึงแทบหาที่ติไม่เจอจริงๆ

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

ผู้บริหาร

CEO ของบริษัทคือคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้บริหารมือฉมังอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แม้ปัจจุบันคุณก่อศักดิ์จะลดบทบาทในการบริหารงานลงไป แต่ก็มีคุณปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล MD และคณะที่บริหารงานเต็มเวลา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นบริษัทในเครือซีพี ซึ่งมีธุรกิจในเครือมากมาย ทำให้เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ CPALL

57.2 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

 

“วิกฤตหนี้ยุโรป”

เขียนโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

จากภาวะ “วิกฤตหนี้ยุโรป” ที่ลุกลามไปทั่วโลกอยู่ ณ ตอนนี้ ผมขอสรุปให้เข้าใจกันง่ายๆ ถึงที่มาที่ไป สถานการณ์ที่เป็นอยู่ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไป ดังนี้นะครับ

วิกฤตหนี้ยุโรปในขณะนี้ เริ่มต้นมาจาก “ประเทศกรีซ” เพราะกรีซมีหนี้สินมหาศาล อันเป็นผลมาจากนโยบายการคลังที่ไร้วินัยของรัฐบาล เอาใจประชาชนจนเกินตัว เงินไม่พอก็ไปกู้มา วันนี้จึงตกที่นั่งลำบาก หนี้ท่วมหัว เอาตัวแทบไม่รอด 

วิธีเดียวที่กรีซจะใช้หนี้ให้หมดได้ก็คือ ต้อง “รัดเข็มขัด” อย่างต่อเนื่องเท่านั้น

เมื่อเอาตัวเลขมาคำนวณดูแล้ว กรีซต้องลดค่าใช้จ่ายภาครัฐให้ได้ 30% เป็นเวลาถึง 20 ปี ซึ่งนั่นรวมถึงการตัดสวัสดิการต่างๆ และขึ้นภาษี จึงจะล้างหนี้ได้ ซึ่งฝ่ายที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือ “ประชาชน” ทว่าคนกรีซที่ได้รับการเอาอกเอาใจมาตลอดคงไม่ยอมแน่

ดังนั้น รัฐบาลกรีซย่อมต้องหันไปใช้อีกวิธีที่เหลืออยู่ นั่นก็คือการ “Default” หรือ “ชักดาบ” ไม่ใช้หนี้ เหมือนที่อาร์เจนตินาเคยทำมาเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งจะทำให้กรีซต้องออกจากยูโร (Euro Zone) อย่างเป็นทางการ 

(คล้ายๆ กับการที่เศรษฐีไทยหลายคนยอมให้ศาลพิพากษาเป็นคนล้มละลาย เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายหนี้ให้เจ้าหนี้ สมัยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540)  

การ “เบี้ยวหนี้” ของกรีซ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง ลุกลามเป็นโดมิโนไปยังชาติอื่นๆ ทั่วยุโรป เพราะรัฐบาลกรีซกู้หนี้มาจากธนาคารใหญ่ๆ ในยุโรปเยอะมาก ชาติไหนที่แบงค์ในประเทศให้กู้รัฐบาลกรีซไว้จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะ “อิตาลี” และ “สเปน” และแม้แต่ “เยอรมนี” กับ “ฝรั่งเศส” ที่เข้มแข็งมาตลอดก็ต้องเจ็บด้วย

สุดท้าย วิกฤตนี้ก็จะลุกลามไปทั่วโลก กลายเป็น “ภาวะถดถอย” หรือ Recession อีกครั้งหนึ่ง !!

ทีนี้ถามว่า ชาติไหนจะมาช่วยคลี่คลายวิกฤตหนี้ยุโรปครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้บ้าง ชาติที่ต้องฝากความหวังไว้มากที่สุดคือ “เยอรมนี” ที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดใน EU แม้ไม่รู้ว่าจะช่วยได้ขนาดไหนอย่างไร

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาก็หนี้ท่วมหัวแทบเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะไปหวังให้คนที่กำลังจะจมน้ำมาช่วยคนจมน้ำอีกคนคงไม่ไหว (น่าขำไหมครับที่โอบามาออกมากระตุ้นให้ยุโรปช่วยกันแก้วิกฤต ทั้งที่ยังแก้ปัญหาในประเทศตัวเองไม่ได้เลย)

ในส่วนของตลาดหุ้นทั่วโลก แน่นอนว่ากระทบหนักมาก เอาแค่ตอนนี้ก็ดิ่งลงเยอะแล้ว เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย ที่ร่วงแซงหน้าชาวบ้านเขาเสียอีก

อย่าลืมนะครับว่า วิกฤตคราวนี้ไม่ใช่แค่ “สถาบันการเงินในสหรัฐฯ” เหมือนเมื่อคราว เลห์แมน บราเธอร์ส ปี 51 แต่เป็นวิกฤตของทั่้ง “อเมริกา” และ “ยุโรป”

บ้านเรา คราวที่แล้วเหลือ 300 จุด คราวนี้จะไปถึงจุดนั้นหรือไม่ ยังไม่ทราบ แต่หลายคนเริ่มมองแล้วว่า 500-600 เป็นไปได้สูง ทว่าหลายคนก็ฟันธงว่าคงไม่แย่เท่าครั้งที่แล้ว

เอาเป็นว่า เราสรุปมาเพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆ ตรงนี้ จะได้ประเมินสถานการณ์และปรับกลยุทธ์กันไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้องครับ