“อย่ามองใครว่าถูกต้องด้วยเหตุผลที่ผิด” บทเรียนจาก โฮเวิร์ด มาร์กส์

IMG_9009

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตอนที่แล้ว ผมเล่าถึง โฮเวิร์ด มาร์กส์  นักลงทุนชั้นเซียนผู้ยึดโยงกับหลักวีไอแท้ๆ ในตอนนี้จะเล่าต่อถึงแก่นความคิดของเขา ซึ่งน่าสนใจมากๆ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักจากเมโมของเขา ซึ่งแฝงไว้ด้วยปรัชญามากมาย เรื่องหนึ่งที่เขาเน้นย้ำอย่างยิ่ง คือการเข้าใจในเรื่องของ “การสุ่ม” (randomness)

เขาบอกว่า ปรัชญาของคนเรา มาจากสิ่งที่ได้รับการสั่งสอนจากครูและพ่อแม่ บวกกับประสบการณ์ของเราจากชีวิตจริง โดยเราต้องเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นว่าจะโมดิฟายด์สิ่งที่ถูกสั่งสอนมาอย่างไร และนั่นจะกลายเป็นปรัชญาของตัวเราเองที่ไม่เหมือนกับของคนอื่น

“การบูรณาการชีวิตจริงเข้าไปกับปรัชญาของคุณจึงสำคัญอย่างยิ่ง” 

มาร์กส์บอกว่า ในโลกของการลงทุน มี “การสุ่ม” (randomness) อยู่มากมาย ถ้าเรามองการลงทุนเหมือนสนามแข่งขันที่ไม่มีการสุ่มเลย โดยมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น เราจะสับสน เพราะเราจะไม่สามารถอนุมานได้อย่างถูกต้องว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นเกิดจากสาเหตุใด และอาจสรุปไปแบบผิดๆ

เช่น ถ้าเราเห็นคนๆ หนึ่งทำผลตอบแทนได้อย่างยอดเยี่ยม แล้วเราคิดแบบนักวิทยาศาสตร์จากโลกแห่งฟิสิกส์ เราอาจมองว่าคนๆ นั้นต้องเป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ใช่ เขาอาจเป็นคนบ้าที่กล้าเสี่ยงครั้งหนึ่งแล้วโชคดีก็เป็นได้ เพราะ “ในโลกนี้มีการสุ่มอยู่มากมาย”

สมัยเรียนที่วอร์ตัน มาร์กส์ได้เรียนรู้จากหนังสือชื่อ Decision Making Under Uncertainty ของแจ็คสัน เกรสัน ที่บอกว่า “เราบอกไม่ได้ว่าการตัดสินใจใดถูกหรือผิด จากผลลัพธ์ของมัน”

ถ้าเราสร้างสะพาน แล้วมันพัง เราย่อมมองได้ว่าวิศวกรที่สร้างมันคงผิดพลาด แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง บ่อยครั้งที่การตัดสินใจดีๆ กลับไม่เวิร์ก และการตัดสินใจแย่ๆ กลับเวิร์กมาก

สุดยอดนักลงทุนผู้นี้ย้ำว่า “คนมากมายถูกมองว่าถูกต้องด้วยเหตุผลที่ผิด”

เช่น คนๆ หนึ่งอาจตัดสินใจผิดพลาด สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย แต่เขาโชคดี เพราะมีอีกเหตุการณ์หนึ่งมาช่วยไว้ ผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาดี

มาร์กส์อ้างวรรคทองจากหนังสือเรื่องเดิมว่า “แม้คุณจะรู้ว่าสิ่งใดมีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด แต่ก็อาจมีสิ่งอื่นๆ มากมายเกิดขึ้นแทน” บทเรียนสำคัญประการที่คุณต้องเรียนรู้ คือ “คุณไม่ควรทำราวกับสิ่งที่ควรเกิดขึ้น คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น”

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปรากฏการณ์ใดๆ มีสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้มากมาย ผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นที่สุดอาจมีหนึ่งเดียว แต่มันไม่มีอะไรแน่นอน ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ คุณจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ต่างๆ เสมอ

… และนี่แหละคือหัวใจของการลงทุน

(ติดตามต่อตอนหน้า)


แหล่งที่มา : คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks

 

เพราะเหตุใดเราจึงควรฟังคำเตือนของ “โฮเวิร์ด มาร์กส์”

IMG_9009

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยเกริ่นถึงโฮเวิร์ด มาร์กส์ ไปครั้งหนึ่ง ว่าเป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital Management เป็นเวลาหลายสิบปี

ความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

และผมก็เล่าด้วยว่า มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”

นั่นคือความน่าเชื่อถือของมาร์กส์ ที่แม้แต่นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างบัฟเฟตต์ยังต้องฟังเขา

ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเฟื่องฟู มาร์กส์มักเตือนคนในแวดวงการลงทุนเสมอว่าให้เพิ่มความระมัดระวัง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี 1999 ซึ่งเป็นยุค “ด็อทคอม” บูม มาร์กส์กล่าวว่า

“บรรทัดสุดท้ายก็คือ นักลงทุนจำนวนมากที่เป็นคนตั้งราคาในตลาดหุ้น ไม่สนใจการประเมินมูลค่าแม้แต่น้อย ผมไม่เห็นเหตุผลเลยว่า พวกนักวิเคราะห์และผู้บริหารพอร์ตทั้งหลาย ที่หนุนหลังหุ้นเติบโตมูลค่าตลาดขนาดใหญ่และหุ้นอินเทอร์เน็ตที่กำลังพุ่งทะยาน เอาอะไรมาคิดว่าราคาที่เป็นอยู่นี้ จะคงอยู่ได้อย่างไร หรือให้ตายเถอะ จะขายมันต่อได้อย่างไร”

หลังจากนั้นไม่กี่ปี ก็อย่างที่เรารู้กัน คือฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตกออกดังโพล๊ะ คนในตลาดจำนวนมากที่เข้าไปเก็งกำไรหุ้นด็อทคอมที่ยังแทบไม่ได้ทำธุรกิจอะไรเป็นรูปเป็นร่างต่างพากันสิ้นเนื้อประดาตัว

ต่อมาในปี 2007 ขณะที่ตลาดกำลังเมามันส์กับหลักทรัพย์ที่ยัดไส้ไว้ด้วยสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพต่ำ มาร์กส์เป็นคนแรกๆ ที่ออกมาเตือนให้เฝ้าระวังให้ดี

“สุดท้ายแล้ว ผู้ซื้อคือผู้ที่แบกหนี้จดจำนองไว้มากที่สุด เมื่อดูจากรายได้ของพวกเขาและอัตราดอกเบี้ย หนี้ก้อนนั้นจะทำให้พวกเขาได้เข้าไปอยู่ในบ้านในฝัน และอยู่ในนั้นไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สถานการณ์ไม่ทรุดหนักลง แต่มันหนีไม่พ้นหรอกที่จะต้องทรุดหนักในที่สุด 

“ไม่ว่าจะเฉือนออกมาดูมุมไหนอย่างไร มาตรฐานของสินเชื่ออสังหาฯ ก็ตกต่ำลงมากในช่วงปีหลังๆ และความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเยอะ เรื่องนี้มีตรรกะรองรับหรือเปล่า? ก็ไม่แน่ มันถูกโน้มนำด้วยวัฏจักรจนร้อนแรงมากไปหรือเปล่า? ถ้าถามผม ผมคิดว่าใช่ ที่แน่ๆ ก็คือ การปล่อยสินเชื่อถูกทำกันแบบเสี่ยงขึ้นเยอะ อีกไม่กี่ปีเราจะได้เห็นกันเองแหละว่า มันคือความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด หรือระเบียบของการแข่งขันที่ล้นเกินกันแน่”

ซึ่งก็อย่างที่เราทราบกันดี ไม่กี่เดือนหลังมาร์กส์ออกมาเตือน สินเชื่อที่อยู่อาศัยเหล่านั้นก็เริ่มกลายเป็นหนี้เสียและส่งผลลุกลามกลายเป็นวิกฤตซับไพรม์ส ก่อนจะลามทุ่งกลายเป็นวิกฤตการเงินที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี

สำหรับวิกฤตโคโรน่าไวรัสครั้งนี้ ที่ตลาดหุ้นร่วงลงไปเพียงชั่วประเดี๋ยว ก่อนจะเด้งกลับขึ้นมาหลังเฟดเข้าไปตะลุยซื้อสินทรัพย์ ก็เป็นอีกครั้งที่มาร์กส์ออกมาเตือน โดยกล่าวไว้เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า

“ผมไม่รู้ว่ากระสุนของเฟดไม่มีขีดจำกัดจริงหรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าเฟดสามารถทำให้ตลาดขึ้น และขึ้นอยู่อย่างนั้นได้ ตราบเท่าที่มันยังซื้ออยู่ แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะซื้อได้ตลอดไปหรือไม่ ตอนนี้เราเข้ามาอยู่ในเขตแดนใหม่ ในประวัติศาสตร์ เฟดไม่เคยซื้อตราสารของบริษัทมาก่อนเลย แต่รอบนี้ พวกเขาซื้อตราสารบริษัทเข้าไว้ด้วย แถมยังขยับขยายไปซื้อตราสารบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในระดับลงทุนอีกต่างหาก

“การซื้อของเฟดอาจทำให้สิ่งต่างๆ ขึ้นได้ก็จริง แต่ก็จะขึ้นตราบเท่าที่มันยังคงซื้ออยู่เท่านั้น ผมมองมันเหมือนกับ เราเห็นกันมาแล้วว่า มันเหมือนกับน้ำที่ยกตัวขึ้นมา โดยมีลูกบอลลอยอยู่เหนือน้ำ
และตราบเท่าที่มีแรงดันจากใต้น้ำ บอลก็ยังลอยอยู่ได้ น้ำหยุดดันเมื่อไร บอลก็ร่วงลงสู่พื้นดินเมื่อนั้น”

และนี่เสียงเตือนครั้งล่าสุดของมาร์กส์ ผู้ไม่เคยอ่านสถานการณ์ครั้งใหญ่ๆ ผิดพลาดเลย

(มีต่อตอนหน้า)


แหล่งที่มา : คลิปสัมภาษณ์ “Oaktree’s Howard Marks on Fed Support, Credit Market Distress, Virus Impact” ทาง Youtube Channel ช่อง Bloomberg Markets and Finance, คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks

ประธานเฟดพูดเอง ศก.สหรัฐฯ เสี่ยงสูงมาก ชี้ “ยิ่งจน-ยิ่งเจ็บ”

Jerome_H._Powell

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เจโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกปากเองว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ถือว่า “มีความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง” และกลุ่มที่ต้องรับความเสี่ยงสูงสุด คือธุรกิจขนาดเล็ก และคนอเมริกันผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งชนกลุ่มน้อยทั้งหลาย

ทั้งนี้ พาวเวลล์ได้เข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมธิการกิจการธนาคารของสภาคองเกรสส์เป็นวันแรกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า แม้จะมีตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังผงกหัวขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะตั้งหลักได้ หลังถูกกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโคโรน่าไวรัส

“ระดับผลผลิตและการจ้างงานยังต่ำกว่าก่อนเกิดโรคระบาดเยอะมาก ยังมีความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง เกี่ยวกับจังหวะเวลาและความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ” ประธานเฟดผู้ได้รับคำชมอย่างยิ่งหลังออกมาตรการทางการเงินการคลังเพื่ออุ้มเศรษฐกิจอย่างทันท่วงทีกล่าว

“ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ เกิดจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเป็นไปของโรค และผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค จนกว่าสาธารณชนจะเชื่อว่ามีการคุมโรคได้แล้ว เศรษฐกิจก็ยากที่จะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่”

นอกจากนี้ พาวเวลล์ยังบอกอีกว่า ต้องระวังธุรกิจขนาดเล็กให้ดี “มหันตภัยโรคระบาดครั้งนี้นำมาซึ่งความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อธุรกิจขนาดเล็ก”

“หากธุรกิจขนาดเล็กหรือกลางพากันล้มละลายเพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เราจะสูญเสียมากกว่าธุรกิจเหล่านั้น เพราะธุรกิจเหล่านั้นคือหัวใจของเศรษฐกิจ และผูกโยงกับตำแหน่งงานของคนหลายต่อหลายรุ่น”

“ที่ผ่านมา ครอบครัวที่มีรายได้น้อย ได้ประสบกับการจ้างงานที่ลดต่ำลงอย่างรุนแรงที่สุด ขณะที่การตกงานของคนแอฟริกันอเมริกัน ฮิสแพนิค และผู้หญิง ก็มากกว่ากลุ่มอื่นๆ” เจ กล่าวต่อ

“ถ้าไม่คุม และไม่พลิกสถานการณ์ให้ได้ ขาลงครั้งนี้จะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำของความอยู่ดีกินดีทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นไปอีก”

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นจากบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เรียกได้ว่าได้ยินแล้วยิ่งประมาทไม่ได้เลยทีเดียว