วิกฤตโควิดกับ 2008 ต่างกันอย่างไร?

chart-5222761_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรียบเรียงจากเว็บ CNBC

ผมได้อ่านเว็บ CNBC เค้าสรุปไว้สั้นๆ ถึงความแตกต่างระหว่างผลกระทบของวิกฤตโควิด 19 กับวิกฤตการเงินปี 2008 หรือที่เรียกว่า “The Great Recession” (เป็นคนละอันกับ The Great Depression เมื่อปี 1929) ที่มีต่อเศรษฐกิจ ว่ามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง เขาเขียนไว้ค่อนข้างกระชับและน่าสนใจ จึงอยากเอามาถ่ายทอดต่อไว้ในที่นี้ครับ

CNBC บอกว่า ความแตกต่างหลักๆ ระหว่างวิกฤตครั้งนี้กับครั้งที่แล้วมีอยู่สามข้อ

หนึ่ง) บทบาทของธนาคาร

สมัยปี 2008 ธนาคารคือ “ต้นเหตุแห่งปัญหา” ด้วยการขายหนี้อสังหาคุณภาพต่ำ จนกลายเป็นฟองสบู่และสุดท้ายก็แตกออก ก่อนจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินในท้ายที่สุด แต่ครั้งนี้ แบงก์ไม่ใช่ “ต้นเหตุ” เหมือนคราวที่แล้ว

ตรงกันข้าม แบงก์ในยุคนี้ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งก่อน และเตรียมตัวพร้อมรับวิกฤตมาเป็นอย่างดีพอสมควร จึงเป็นฝ่ายช่วย “แก้ปัญหา” มากกว่า “สร้างปัญหา” ด้วยซ้ำไป

สอง) การว่องไวของรัฐบาลและเฟด

สมัยปี 2008 รัฐบาลปล่อยให้เลห์แมน บราเธอร์ส ที่ประสบปัญหาจากหนี้ล้มละลายลงไปในเดือนกันยายนปี 2008 ก่อนที่กระทรวงการคลังจะเพิ่มสภาพคล่องเข้ามาในระบบ และทยอยซื้อสินทรัพย์รวมทั้งลดภาษี

แต่ครั้งนี้ เฟดได้ลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วลงไปใกล้ 0 ในชั่วข้ามคืน และเริ่มโครงการซื้อหุ้นกู้รวมถึง ETF ต่างๆ ทันที จนแม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังชม เจโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดว่าช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้เป็นอย่างดี ก่อนที่รัฐบาลจะออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านมาสมทบ ซึ่งถือว่าลงมือได้รวดเร็วมาก

สาม) ความไวในการร่วงลงของตลาด

สมัย ” Great Recession” ตลาดใช้เวลาถึงปีครึ่ง ระหว่างปี 2007-2009 กว่าจะร่วงลงมา 50% มาแตะจุดต่ำสุดในวันที่ 9 มี.ค. 2009 และพุ่งทะยานขึ้นมาตลอดนับจากวันนั้น โดยใครที่ไม่โดดเข้าไปตอนนั้น ถือว่า “ตกรถยาว” เป็นรถที่ไม่เคยเลี้ยวกลับมาเลยตลอด 12 ปี

แต่ในวิกฤตโควิดครั้งนี้ ตลาดหุ้นใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ ในการร่วงลงมาถึงจุดต่ำสุด โดยระหว่างวันที่ 19 ก.พ. ถึง 23 มี.ค. S&P 500 ปรับตัวลดลงถึง 34%

และถือเป็นการร่วงลงที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ !!

ทั้งหมดข้างต้นคือข้อมูลจาก CNBC  ซึ่งผมอยากสรุปออกมาว่า บทเรียนที่เราได้จากวิกฤตทั้งสองก็คืออย่าพยายามจับจังหวะตลาดในวิกฤตการเงินคราวที่แล้วไม่มีใครคิดว่าตลาดจะลงไปหนักขนาดนั้นเพราะมันค่อยๆลงกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถึงก้นเหวแต่แล้วบทจะกลับมาก็กลับขึ้นมาได้ในเวลาเพียงปีกว่าๆและวิ่งยาวมาสิบกว่าปีวิกฤตโควิดครั้งนี้ ตลาดแทบจะเรียกได้ว่า “โดดลงเหว” ในเวลาเพียงเดือนเดียว แต่แล้วก็กลับขึ้นมาสู่ปากหลุมได้ในเวลาแค่สองเดือนกว่าๆ เท่านั้น และไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

ดังนั้นจึงเป็นการสูญเปล่าที่จะมัวคิดว่าเราเข้าเร็วไปไหมหรือช้าไปไหม? วอร์เรนบัฟเฟตต์ตกรถไฟไหมทว่าสิ่งที่เราควรทำคือต้องรู้จักธุรกิจที่เราจะลงทุนและรู้ว่าเราจะได้อะไรจากการลงทุนครั้งนี้ณราคานี้

.. และอย่าสติแตกกับความเคลื่อนไหวของตลาดนั่นเอง


credit : อ่านบทความต้นทางได้ ที่นี่               

เราควรลงทุนอย่างไร ในวันที่ตลาด “disconnect” กับความเป็นจริง?

man-4957154_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมอ่านบทความหนึ่งจาก CNBC น่าสนใจมากๆ เขาชี้ชัดว่าตลาดหุ้นขณะนี้ “ไม่เชื่อมโยง” กับสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ โดยยกข้อเท็จจริงมาอธิบายไว้อย่างน่าสนใจ

แม้จะเป็นเรื่องของตลาดสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นเมืองไทยก็เป็นไปตามตลาดสหรัฐฯ เสียเป็นส่วนมาก ดังนั้น จึงสมควรที่เราจะรู้เอาไว้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ดังนี้ครับ

  1. อัตราการว่างงานขณะนี้อยู่ที่ 14.7% สูงสุดนับตั้งแต่ Great Depression เป็นต้นมา แต่ที่ต่างกันคือมีคนตายกว่า 100,000 คนจากโคโรน่าไวรัส
  2. GDP ไตรมาส 1 ลบ 5% และคาดว่า Q2 อาจลบได้ถึง 50% แต่ดัชนี S&P 500 กลับลดลงเพียง 4.6% จากต้นปี
  3. ดัชนี S&P 500 ร่วงลงไป 34% จากจุดไฮเดิมช่วงกลาง ก.พ. สู่จุด low ณ วันที่ 23 มี.ค. เป็นการร่วงลงเร็วสุดในประวัติศาสตร์
  4. ทว่า ณ วันที่  3 มิ.ย. S&P 500 เด้งกลับขึ้นมา 38% นั่นแปลว่าได้ชดเชยส่วนที่ร่วงลงไปจนครบแล้ว ราวกับไม่รับรู้ถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจใดๆ
  5. ส่วนหนึ่งที่หุ้นขึ้น มาจากกลุ่ม FAANG (Facebook, Amazon, Apple, Netflix, Google) ซึ่งได้รับประโยชน์จากวิกฤต และไปชดเชยการร่วงลงของหุ้นพลังงาน
  6. หลายฝ่ายมองว่า ตลาดขณะนี้ “disconnect” กับความเป็นจริง คือเป็นการมองอนาคตบวกมากๆ แม้ว่าจะรับรู้ถึงวิกฤต แต่ก็เข้าไประดมซื้อราวกับมันจะผ่านไปง่ายๆ นักวิเคราะห์คนหนึ่งใช้คำว่า “ทำเหมือนกับพรุ่งนี้จะก้าวเข้าสู่ปี 2021 แล้ว”
  7. จุดที่ต้องระวังที่สุด คือแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านเหรียญ ที่รัฐบาลแจกเช็ค 1,200 เหรียญให้ประชาชน ซึ่งเป็นการ “ให้ครั้งเดียว” และแถมอีกสัปดาห์ละ 600 เหรียญให้กับคนว่างงาน โดย 600 เหรียญนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ก.ค. ขณะที่ 1,200 เหรียญ ก็อาจจะไม่มีการให้ซ้ำอีก หากไวรัสแพร่ระลอกสอง

ข้างต้นนั้นคือข้อมูลที่ผมเรียบเรียงจากเว็บ CNBC และด้วยข้อมูลดังกล่าว ผมจึงสรุปเอาเองว่า หากวิกฤตโคโรน่าไวรัสที่ดูเหมือนจะเริ่มบรรเทาเบาบางลงในหลายๆ รัฐ กลับมาระบาดหนักอีกรอบ เศรษฐกิจก็อาจจะหดตัวรุนแรงได้เพราะได้ใช้ “เงินกระตุ้น” ไปจนหมดแล้ว

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ความเป็นจริงดังกล่าวก็จะสะท้อนเข้ามาในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในท้ายที่สุด


อ่านข้อมูลประกอบจากเว็บ CNBC : ที่นี่

โฮเวิร์ด มาร์กส์ เตือนแรง “ระวังเฟดอุ้มตลาดไม่ไหว”

34133084_2018583564880498_6155184027797028864_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โฮเวิร์ด มาร์กส์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนโอ๊คทรี แคปิตอล เป็นอีกหนึ่งนักลงทุนระดับโลกที่ออกมาฟันธงว่า ตลาดหุ้นขณะนี้ขึ้นมาเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับผลเสียหายจากโคโรน่าไวรัส หลังจากก่อนหน้านี้ บรรดาตัวพ่ออย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์, เรย์ ดาลิโอ บ้างก็ขายหุ้น บ้างก็ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นกลับมาได้

มาร์กส์บอกว่า ตอนนี้คนในตลาดแบ่งเป็นสองจำพวก คือคนที่เชื่อว่าทุกอย่างจะกลับมาอย่างรวดเร็ว และคนที่เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นคืนมา ซึ่งเขาอยู่ในจำพวกหลัง โดยเขามองไม่เห็นโอกาสที่จะเกิดการฟืนตัวแบบ V-shape เหมือนที่บางคนบอกว่าจะเกิดเลย

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ มาร์กส์ชี้ชัดว่า ในส่วนของตลาดหุ้น สามารถแบ่งมุมมองของคนออกได้เป็นสองจำพวกอีกเช่นกัน คือคนที่เชื่อว่าตลาดตอนนี้ “แพงเกินไปแล้ว” เมื่อเทียบกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่เสียหายไป กับอีกกลุ่มที่เชื่อว่า “มันโอเค” ที่ขึ้นมาแบบนี้ เพราะยังไงเสีย ธนาคารกลางก็จะคอยอุ้มเศรษฐกิจและตลาดโดยรวมไว้เสมอ

มหาเศรษฐีผู้นี้ยังเสริมอีกว่า เราทุกคนต่างเชื่อว่าชีวิตจะกลับสู่ภาวะปกติไม่ช้าก็เร็ว เราต่างรู้ว่าเดี๋ยวจะมีวัคซีนออกมาแน่ๆ แต่คนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งรวมถึงเขาด้วย) ยังไม่เข้าใจว่าทำไมหุ้นจึงขึ้นมาได้เร็วปานนี้ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับเชื่อว่าที่เป็นอยู่นี่ก็โอเคแล้ว ด้วยคำขวัญดั้งเดิมว่า “ไม่มีใครสู้กับเฟดได้”

ซึ่งสำหรับคำขวัญดังกล่าว มาร์กส์ไม่สู้จะเห็นด้วยนัก เขาบอกว่า “ผมเชื่อว่าเฟดมีพาวเวอร์ก็จริง แต่ไม่ใช่ตลอดไป” นอกจากนี้ เขายังไม่ปักใจเชื่อ เจ พาวเวลล์ ประธานเฟดที่บอกว่า เฟดจะไม่มีวัน “กระสุนหมด” โดยมาร์กส์ตั้งข้อสงสัยว่า “ผมไม่รู้ว่ากระสุนของเฟดจะไร้ขีดจำกัดจริงหรือ” และ …

“ผมรู้อยู่ว่าเฟดทำให้ตลาดขึ้นได้ตราบใดที่มันยังซื้อ แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะซื้อได้ตลอดไปแน่หรือ”

มาร์กส์เตือนด้วยว่า ตอนนี้เราอยู่ใน “ดินแดนใหม่” เพราะเฟดเองก็ไม่เคยซื้อหุ้นกู้บริษัทมาก่อน แต่ตอนนี้ยังหันมาซื้อหุ้นกู้บริษัท แถมยังขยับขยายไปซื้อหุ้นกู้ที่ไม่ใช่ระดับลงทุน (investment grade) ด้วย

เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ตอนนี้เหมือนลูกบอลลูกหนึ่งซึ่งลอยอยู่เหนือน้ำ เหตุผลที่มันยังลอยอยู่ได้เพราะมีน้ำอุ้มอยู่ ถ้าวันไหนน้ำหายไป บอลจะหล่นตุ้บลงไปอยู่ที่พื้นแน่นอน

สุดยอดผู้จัดการกองทุนระดับโลกผู้นี้อธิบายต่อไปว่า ตอนนี้เฟดหวังว่าการซื้อของตัวเองจะอัดฉีดความมั่นใจเข้าไปในตลาด และเมื่อตลาดมั่นใจแล้ว มันก็จะเข้ามา “รับช่วง” ด้วยการซื้อต่อไป แต่นั่นเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้แน่ และถึงตลาดมั่นใจจริง ก็ไม่แน่ว่าจะเข้ามาซื้อในระดับเดียวกับที่เฟดซื้อได้หรือไม่

เมื่อพิธีกรของ Bloomberg ถามว่า กลัวหรือไม่ว่า ถ้าเฟด “ถอนสภาพคล่อง” ออกจากตลาด หุ้นจะพังครืนลงมาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อไตรมาสสี่ปี 2018 ซึ่งเฟดขึ้นดอกเบี้ย และตลาดก็ร่วงลงอย่างรุนแรง มาร์กส์ตอบไว้น่าสนใจมากๆ ว่า เขามองว่าผู้คนกังวลกันมากเกินไปในเรื่องที่เฟดจะเลิกพยุงตลาด แต่เรื่องที่ควรกังวลมากกว่าคือหากเฟดจะพยุงตลาดเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่างหาก

“แน่นอน เด็กๆ ชอบลูกวาด เหมือนที่นักลงทุนชอบดอกเบี้ยต่ำๆ แต่เราก็ต้องมีวินัยด้วย”

และนี่คืออีกหนึ่ง “เสียงทัก” แบบชัดๆ ตรงไปตรงมา จากนักลงทุนชั้นเซียนที่เราควรจะฟังกันเอาไว้ ในสภาวะที่ใครต่อใครต่างมองว่าตลาดกลับเป็น “ขาขึ้น” แล้วในวันนี้


(หมายเหตุ : โฮเวิร์ด มาร์กส์ เป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital ​Management เป็นเวลาหลายสิบปี โดยความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”) 


แหล่งที่มา : คลิปสัมภาษณ์ “Oaktree’s Howard Marks on Fed Support, Credit Market Distress, Virus Impact” ทาง Youtube Channel ช่อง Bloomberg Markets and Finance

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks