เราควรลงทุนอย่างไร ในวันที่ตลาด “disconnect” กับความเป็นจริง?

man-4957154_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมอ่านบทความหนึ่งจาก CNBC น่าสนใจมากๆ เขาชี้ชัดว่าตลาดหุ้นขณะนี้ “ไม่เชื่อมโยง” กับสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ โดยยกข้อเท็จจริงมาอธิบายไว้อย่างน่าสนใจ

แม้จะเป็นเรื่องของตลาดสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นเมืองไทยก็เป็นไปตามตลาดสหรัฐฯ เสียเป็นส่วนมาก ดังนั้น จึงสมควรที่เราจะรู้เอาไว้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ดังนี้ครับ

  1. อัตราการว่างงานขณะนี้อยู่ที่ 14.7% สูงสุดนับตั้งแต่ Great Depression เป็นต้นมา แต่ที่ต่างกันคือมีคนตายกว่า 100,000 คนจากโคโรน่าไวรัส
  2. GDP ไตรมาส 1 ลบ 5% และคาดว่า Q2 อาจลบได้ถึง 50% แต่ดัชนี S&P 500 กลับลดลงเพียง 4.6% จากต้นปี
  3. ดัชนี S&P 500 ร่วงลงไป 34% จากจุดไฮเดิมช่วงกลาง ก.พ. สู่จุด low ณ วันที่ 23 มี.ค. เป็นการร่วงลงเร็วสุดในประวัติศาสตร์
  4. ทว่า ณ วันที่  3 มิ.ย. S&P 500 เด้งกลับขึ้นมา 38% นั่นแปลว่าได้ชดเชยส่วนที่ร่วงลงไปจนครบแล้ว ราวกับไม่รับรู้ถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจใดๆ
  5. ส่วนหนึ่งที่หุ้นขึ้น มาจากกลุ่ม FAANG (Facebook, Amazon, Apple, Netflix, Google) ซึ่งได้รับประโยชน์จากวิกฤต และไปชดเชยการร่วงลงของหุ้นพลังงาน
  6. หลายฝ่ายมองว่า ตลาดขณะนี้ “disconnect” กับความเป็นจริง คือเป็นการมองอนาคตบวกมากๆ แม้ว่าจะรับรู้ถึงวิกฤต แต่ก็เข้าไประดมซื้อราวกับมันจะผ่านไปง่ายๆ นักวิเคราะห์คนหนึ่งใช้คำว่า “ทำเหมือนกับพรุ่งนี้จะก้าวเข้าสู่ปี 2021 แล้ว”
  7. จุดที่ต้องระวังที่สุด คือแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านเหรียญ ที่รัฐบาลแจกเช็ค 1,200 เหรียญให้ประชาชน ซึ่งเป็นการ “ให้ครั้งเดียว” และแถมอีกสัปดาห์ละ 600 เหรียญให้กับคนว่างงาน โดย 600 เหรียญนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ก.ค. ขณะที่ 1,200 เหรียญ ก็อาจจะไม่มีการให้ซ้ำอีก หากไวรัสแพร่ระลอกสอง

ข้างต้นนั้นคือข้อมูลที่ผมเรียบเรียงจากเว็บ CNBC และด้วยข้อมูลดังกล่าว ผมจึงสรุปเอาเองว่า หากวิกฤตโคโรน่าไวรัสที่ดูเหมือนจะเริ่มบรรเทาเบาบางลงในหลายๆ รัฐ กลับมาระบาดหนักอีกรอบ เศรษฐกิจก็อาจจะหดตัวรุนแรงได้เพราะได้ใช้ “เงินกระตุ้น” ไปจนหมดแล้ว

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ความเป็นจริงดังกล่าวก็จะสะท้อนเข้ามาในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในท้ายที่สุด


อ่านข้อมูลประกอบจากเว็บ CNBC : ที่นี่

หุ้นอเมริการ่วงหนัก “หรือกระทิงจะวิ่งสุดทาง?”

graph-3078539_960_720.png

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตลาดหุ้นอเมริกาเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ก.พ. 2018 ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดย S&P 500 ลดลง 58 จุด หรือ 2.05% เป็นการปรับลดลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ Brexit ปี 2016

ส่วน Nasdaq ลดลง 134 จุดหรือ 1.82% ที่หนักที่สุดคือ ดาวโจนส์ ที่ปรับตัวลดลงถึง 665 จุด หรือ 2.54% ซึ่งเป็นการลดลงในวันเดียวที่รุนแรงเป็นอันดับที่หกในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

การปรับลง 2.58% ถ้าใครนึกไม่ออกว่ามันรุนแรงขนาดไหน ก็เหมือนกับหุ้นไทยวันนี้ที่ 1,827 จุด ลดลง 45 จุด ความรู้สึกประมาณนั้น

ที่ต่างกันคือ ตลาดหุ้นอเมริกาใหญ่กว่าไทยหลายร้อยเท่า ลงระดับนี้จึงถือว่าเยอะมาก นอกจากนี้ หุ้นอเมริกาไม่ได้ตกแรงๆ มานานมากแล้ว ต่างจากหุ้นไทยที่ร่วงฮวบฮาบอยู่บ่อยๆ การตกลงสองเปอร์เซ็นต์กว่าๆ ของหุ้นอเมริกาจึงซีเรียสกว่า อย่างน้อยก็ในความรู้สึก

ถามว่าสาเหตุเกิดจากอะไร?

เว็บไซต์ TheStreet.com ของ จิม เครเมอร์ มองว่าเกิดจากสองสาเหตุหลัก

หนึ่งคือ เนื่องจากดอกเบี้ยพันธบัตรสูงขึ้น โดยคูปอง government bond 10 ปี เพิ่มเป็น 2.84% เมื่อวันศุกร์ และเป็นระดับสูงสุดในรอบสี่ปี จากตัวเลขการว่างงานที่ลดลง การที่ดอกเบี้ยสูงขึ้นนั้น เกิดจากแนวโน้มเงินเฟ้อโลกและเศรษฐกิจโลกที่ทำท่าว่าจะขยายตัวขึ้น ขณะที่เฟดที่เคยส่งสัญญาณไว้ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย พอตัวเลขว่างงานดีขึ้นอย่างนี้ ความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยก็ยิ่งสูงขึ้น

และสองคือ .. การร่วงลงอย่างรุนแรงของราคา “บิทคอยน์”

จากระดับสูงสุดที่กว่า 20,000 เหรียญ เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ผ่านมาเดือนเดียวลดลงถึง 56% หรือลดลงมาเหลือไม่ถึงครึ่ง โดยลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 8,551 เหรียญเมื่อวันศุกร์ ขณะที่มูลค่าตลาดลดลงถึง 25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นการลดลงใน 30 วันที่รุนแรงที่สุดในรอบสามปี นี่ยังไม่รวมคริปโตสกุลอื่นๆ ที่ร่วงกันระเนระนาด

หลายฝ่ายจึงมองว่าฟองสบู่เงินดิจิตอลรอบนี้น่าจะ “แตกจริง”

อย่างไรก็ตาม ผมได้ไล่อ่านมุมมองของนักวิเคราะห์จำนวนมาก เสียงส่วนใหญ่มองว่านี่ยังไม่น่าจะใช่ “จุดสิ้นสุด” ของตลาดกระทิงเก้าปีของสหรัฐฯ โดยน่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

แต่ก็มีเสียงส่วนน้อยที่มองว่า นี่แหละคือ “สัญญาณ” แห่ง “จุดจบ” ที่กำลังจะมาถึง

ก็ให้ไว้เป็นช้อมูลประกอบนะครับ เราๆ ท่านๆ จะทำอย่างไร พึงคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง


ข้อมูลประกอบ – TheStreet.com , Yahoo! Finance, CNBC.com, Bloomberg.com, MSN Money