AOT มีอะไร ทำไมวันนี้ขึ้นเยอะ?

IMG_9530.PNG

เหตุที่วันนี้ (28 พ.ย.) ราคาหุ้น AOT ขึ้นกว่า 5% เพราะ CEO แถลงกับนักวิเคราะห์ว่า

1. จำนวนผู้โดยสารในรอบปีบัญชี 2560 เพิ่ม 8% ระหว่างประเทศโต 19% (จากฐานที่ต่ำในปี 59 ด้วยเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ) ในประเทศโต 5%

** แม้งบปีจะยังไม่ออก (รอบปีบัญชีของ AOT จบ 30 ก.ย. จึงยังไม่ต้องประกาศ จนกว่าจะครบ 60 วัน) แต่สามารถ imply ถึงกำไรที่จะเพิ่มขึ้นได้ **

2. กระทรวงคมนาคมมีแผนจะพัฒนาสนามบินต่างๆ ในประเทศ 29 แห่ง ให้รองรับ direct flight จากต่างประเทศเพื่อลดความแออัดของสุวรรณภูมิ โดยเบื้องต้น AOT น่าจะได้ทำ อุดรฯ (สนามบินหลักแห่งอีสาน) และ ตาก (แต่ที่จริงก็เต็งจ๋าที่จะได้ทำทุกสนามบิน)

3. เร็วๆ นี้จะได้รายได้ก้อนโต จากการประมูลพื้นที่พาณิชย์ในสุวรรณภูมิเดิม 20,000 ตรม. ที่จะหมดสัญญากับ King Power และพื้นที่ของเฟสใหม่อีก 10,000 ตรม. รวมแล้ว 30,000 ตรม. (อันนี้เรื่องเดิม)

นี่คือสามเหตุผลหลักที่ทำให้หุ้น AOT วันนี้ขึ้นเยอะมาก อีกไม่กี่วันงบออก จะมาสรุปให้ฟังกันใหม่ครับ Stay tuned!

เสี่ยงอย่าง ริชาร์ด แบรนสัน

Richard_Branson_March_2015_(cropped)

(ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนจากนิตยสาร Forbes ฉบับครบรอบ 100 ปี เป็นการรวบรวมเอาข้อคิดดีๆ จากสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ซึ่งผมได้ทยอยแปลเป็นไทยให้ได้อ่านกัน วันนี้เป็นคิวของ ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้ง “เวอร์จิ้น กรุ๊ป” ในหัวข้อ “ความเสี่ยง” ซึ่งน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ลองอ่านดูนะครับ )

ริชาร์ด แบรนสัน เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ผมเดาว่าในบรรดานักธุรกิจทุกคนที่ถูกรวบรวมไว้ในฉบับนี้ ผมคือคนที่ทำเรื่องบ้าๆ โง่ๆ ไว้มากกว่าใคร เพื่อให้บริษัทของผมเป็นที่รู้จัก

ตอนที่ เวอร์จิ้น อเมริกา เริ่มเส้นทางบินไป ลาส เวกัส สต๊าฟของผม พาผมขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของโรงแรมพาล์มส์ และบอกว่า ผมต้องกระโดดจากชั้นสูงสุดลงไปยังงานปาร์ตี้ที่ชั้นล่างสุดแบบบั้นจี้ ซึ่งผมลังเลมากๆ เพราะตอนนั้นลมแรง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ผมก็กระโดด และตัวไปฟาดกับด้านนอกตึกระหว่างที่กำลังพุ่งลง ซึ่งทำให้กางเกงขาดยับเยินหมด พอลงมาถึงงานปาร์ตี้ เลือดก็ไหลท่วมขา

แบรนด์ เวอร์จิ้นถูกผูกเอาไว้กับตัวตนของผมอย่างแท้จริง ผมจึงต้องระวัง ไม่ทำอะไรที่จะไปทำลายแบรนด์ของตัวเอง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ยอมเสี่ยง ในขณะที่กลุ่มเวอร์จิ้นใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น เราก็สามารถเสี่ยงมากขึ้นและฉลาดขึ้นในหลายๆ เซคเตอร์

การลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของเราคือ “บริษัทอวกาศ” ซึ่งเราลงทุนไปแล้ว 1,000 ล้านเหรียญเพื่อเริ่มต้น ผมเสี่ยงอะไรมามากต่อมากในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องธุรกิจ บางครั้งก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

แต่คนเรามักไม่รังเกียจคนที่พยายามทำสิ่งต่างๆ แล้วล้มเหลวหรอก


แหล่งที่มาข้อมูล: http://www.forbes.com/100-greatest-business-minds/person/richard-branson

ภาพโดย : Chatham House

เจฟฟ์ เบซอส กับ “ความโปร่งใส”

(ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนจากนิตยสาร Forbes ฉบับครบรอบ 100 ปี เป็นการรวบรวมเอาข้อคิดดีๆ จากสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ซึ่งผมได้ทยอยแปลเป็นไทยให้ได้อ่านกัน วันนี้เป็นคิวของนักธุรกิจที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้ และกำลังจะขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในระยะเวลาอันใกล้ เขาคือ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งเอมะซอน ลองอ่านไว้ประดับปัญญานะครับ)

SD meets with Jeff Bezos

เจฟฟ์ เบซอส เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

เรากำลังอยู่กลางยุคของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เป็นเวลาที่ลูกค้ามีพลังมหาศาล อันเป็นผลจากความโปร่งใสและการบอกต่อ

เมื่อก่อน ถ้าคุณทำให้ลูกค้าแฮปปี้ เขาจะบอกต่อกับคนอีกห้าคน แต่ตอนนี้ ด้วยอินเตอร์เน็ตที่ทำหน้าที่เสมือนโทรโข่งอันใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวออนไลน์ของลูกค้า หรือโซเชี่ยลมีเดีย คนๆ เดียวสามารถบอกต่อคนได้ถึง 5,000 คน

ในสมัยก่อน สินค้าคุณภาพรองอาจชนะในตลาดการค้าได้ด้วยการตลาดชั้นยอด แต่ลูกค้าวันนี้บอกได้แล้วว่าสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ดีหรือไม่ เพราะความโปร่งใสมีมากเหลือเกิน พวกเขาสามารถเอาไปเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็เอาไปบอกต่อกับเพื่อนฝูงได้

ลูกค้าในวันนี้ได้ทำในสิ่งที่ช่วยปลดปล่อยภาระอันหนักอึ้งได้มากที่สุด นั่นคือการมี “ความฉลาดทางการตลาด” (market-wise)

แทนที่จะให้สินค้าคุณภาพรองๆ มีเสียงดังกว่าเหมือนสมัยก่อน ก็ได้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเสมอภาคทางสินค้า (product meritocracy) ขึ้นมา

ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับผู้บริโภค ดีมากๆ สำหรับบริษัทที่เอาสิ่งนี้ไปปรับใช้

และดีมากๆ สำหรับสังคมของเรา


แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds/person/jeff-bezos