Magic Formula (2)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในตอนที่แล้วได้อธิบายสูตร magic formula ไปแล้วว่าหายังไง ตอนนี้จะพามาดูกันนะครับว่า หากใช้ MF กับ “ตลาดหุ้นไทย” จะได้ผลออกมาอย่างไรบ้าง (ใครยังไม่ได้อ่านบทความที่แล้ว คลิกที่ ลิงค์นี้ )

ผู้ที่ทำการศึกษาในเรื่องนี้ไม่ใช่ใครอื่น คือ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา โดยคำนวณกับตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 1996-2010 รวม 15 ปี ปรากฏว่า สูตรนี้ให้ผลตอบแทนมากมายมหาศาลถึง “66.18 %” ขณะที่ดัชนีตลาดทำได้เพียง 2.40%

… ถือได้ว่า “มหัศจรรย์” เข้าขั้น “เหลือเชื่อ”!!

โดย magic formula จะทำให้เงิน “1 ล้านบาท” ในปี 96 กลายเป็น “2,035 ล้านบาท” ในปี 2010 หรือเพิ่มขึ้น “2,035 เท่า”!! ขณะที่การลงทุนในดัชนีรวม (คือซื้อหุ้นทุกตัวในตลาด) ในช่วงเวลาเดียวกัน จะช่วยให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียง 1.4 เท่า จาก 1 ล้าน กลายเป็น 1.4 ล้านบาท เท่านั้น

เรียกได้ว่าคนละโลกกันเลย

[ เปเปอร์ของอาจารย์ไพบูลย์ ดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ ]

ทั้งนี้ ในการกรองหุ้นตาม MF มีหลายๆ เว็บไซต์ที่ให้เครื่องมืออยู่ สำหรับท่านที่อยากลงทุนโดยใช้ MF ณ เวลาปัจจุบัน เว็บไซต์ SiamQuant ได้หาหุ้นออกมาให้เรียบร้อยแล้ว เป็นข้อมูลอัพเดตล่าสุดของไตรมาส 4 ปี 2558 พร้อมให้ใช้ได้เลย ไม่ต้องคิดเอง

ปรากฏว่า ก็ได้หุ้นออกมา 30 ตัว มีหุ้นตัวใหญ่ๆ ที่เราคุ้นเคยหลายตัวด้วยกัน เช่น JAS, INTUCH, ADVANC, LPN เป็นต้น

[ รายชื่อหุ้นทั้งหมดพร้อมวิธีการหา อยู่ ที่นี่ ครับ  ]

ข้อสังเกตประการหนึ่งสำหรับการใช้ MF ก็คือ เราอาจ “ปรับเปลี่ยน” ตัวแปรหลายๆ อย่างได้ตามแต่จะเห็นสมควร ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสูตรจนขยับตัวไม่ได้

เช่น อาจใช้เกณฑ์เรื่องของ market cap มาพิจารณาด้วย โดยไม่เลือกบริษัทที่มูลค่าตลาดเล็กกว่าเท่านั้นเท่านี้ หรือสำหรับ Joel Greenblatt ผู้คิดสูตรนี้ เขาจะคัดบริษัทด้านการเงิน เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ ออกไปให้หมด เช่นเดียวกับบริษัทโภคภัณฑ์ เช่น พวกไฟฟ้า ประปา เป็นต้น

จากที่ได้เล่ามาทั้งหมด ท่านคงเห็นแล้วใช่มั้ยครับว่า การใช้ “สูตร” เพื่อการลงทุน หรือที่เขาเรียกว่า “formula investing” ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลแต่อย่างใด และสามารถให้ผลตอบแทนในระดับเหนือความคาดหมาย

โดยเฉพาะ “ตลาดหุ้นไทย” ที่ได้ผลดีจนน่าตื่นตะลึง

ท่านที่สนใจ ขอแนะนำให้ศึกษาหาความรู้กันต่อไป โดยเฉพาะท่านที่สนใจจะไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศที่ยังไม่รู้จักคุ้นเคย สูตรนี้น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ ครับ

——————————–

(ข้อมูลประกอบจาก เว็บไซต์ siamquant .com และผลการศึกษาของ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา)

magic-184447_960_720

Magic Formula (1)

magic-154526_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

นานมาแล้ว ผมเคยอ่านหนังสือลงทุนเล่มหนึ่ง ผู้เขียนนำเสนอสูตรการลงทุนที่ฟังดูง่ายจนไม่น่าเชื่อ พออ่านจบ ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกประทับใจที่ตรงไหน แม้ผู้เขียนพยายามบอกให้ “เชื่อ” ในสูตรที่เขานำเสนอ โดยมีข้อมูลสถิติมารองรับ ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง

ผมคิดว่าอาจเป็นความบังเอิญทางสถิติ หรืออย่างมากที่สุด มันก็อาจเป็นแค่ความจริงที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งต่อไปอาจไม่เกิดขึ้นอีกก็ได้ นี่เพราะโดยปกติ ผมเป็นคนค่อนข้างตั้งการ์ด ไม่ค่อยเชื่ออะไรที่ฟังดู “ง่ายเกินจริง” อยู่แล้ว

ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นชื่อ Joel Greenblatt เป็นผู้จัดการกองทุน ซึ่งต่อมาเขาได้ใช้สูตรที่เรียกว่า “Magic Formula” ดังกล่าว สร้างผลตอบแทนได้ปีละกว่า 40% ระหว่างปี 1985-2005 และมีบางข้อมูลระบุด้วยซ้ำไปว่า เขาทำได้เฉลี่ยถึง 50% ในช่วง 10 ปีแรก ระหว่างปี 1985-1994

นั่นแปลว่า สูตรที่ Joel นำเสนอ แม้จะง่ายจนไม่น่าเชื่อ แต่ก็ใช้ได้ผลจริง ทำผลตอบแทนทบเท่าทวีคูณได้จริง และทำให้คนที่เชื่อเขารวยได้จริง ไม่ได้โม้ ส่งผลให้ตัวเขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ดีที่สุดในโลกตลอดกาลโดยไม่ต้องสงสัย (ทำลายสถิติ 29% ใน 14 ปี ของ ปีเตอร์ ลินช์ ขาดกระจุย)

พูดมาถึงตรงนี้ หลายท่านคงอยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่า magic formula ที่ว่านั้นคืออะไร?

ผมสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้นะครับ

ข้อแรกคือ ให้จัดอันดับ ROE ของหุ้นทั้งตลาด จาก “มากไปหาน้อย” โดยหุ้นที่ ROE สูงที่สุดในตลาด จะได้อันดับที่หนึ่ง และได้ “1 คะแนน” หุ้น ROE สูงเป็นอันดับสอง จะได้ “2 คะแนน” เรียงกันไปเรื่อยๆ (ดังนั้น หุ้นที่ ROE ต่ำสุดในตลาดหุ้นไทย ก็น่าจะอยู่ที่ลำดับเกือบๆ 600 และได้เกือบๆ 600 คะแนน)

ข้อที่สองคือ ให้เรียงลำดับค่า P/E ของหุ้นทั้งตลาดจาก “น้อยไปหามาก” คือเอาหุ้นที่ P/E ต่ำสุดในตลาดเป็นอันดับหนึ่ง และถือว่าได้ “1 คะแนน” P/E อันดับสองได้ “2 คะแนน” เรียงกันไปเรื่อยๆ จนถึงหุ้นอันดับสุดท้ายในตลาด

จากนั้น ให้เอาคะแนนจากข้อที่หนึ่งและสองมาบวกกัน เช่น หุ้น SMDB มีค่า ROE อยู่ลำดับที่ 10 ในตลาด แต่มี P/E เป็นอันดับที่ 550 หุ้น SMDB จะได้คะแนนทั้งหมด 10+550 = 560 คะแนน

** สุดท้าย ให้เอาคะแนนของหุ้นทุกตัวในตลาดมาเรียงกัน แล้วเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้คะแนน “น้อยที่สุด” 30 ตัวแรก โดยลงทุนตั้งแต่ต้นปี แล้วถือไว้จนครบปี จากนั้นจึงเลือกหุ้นชุดใหม่โดยใช้เกณฑ์เดิม **

ท่านเข้าใจผมรึยังครับ ว่าทำไมผมถึง “ไม่เชื่อ” ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ก็เพราะมัน “ง่ายจนเหลือเชื่อ” นั่นเอง

ในตอนต่อไป จะมาเล่าให้ฟังต่อว่า นอกจากตัวผู้คิดสูตร ที่ทำผลตอบแทนได้ 40%ใน 20 ปี แล้ว คนอื่นๆ ที่เค้าลองใช้สูตรนี้ได้ผลยังไงกันบ้าง รวมทั้งคนไทยที่ใช้ magic formula กับตลาดหุ้นไทยด้วย

… แต่ใบ้ให้ว่า ไม่ขี้เหร่เลยแม้แต่น้อยครับ

ทำไมเศรษฐกิจญี่ปุ่นถึงซบยาว

sunset-129503_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตั้งแต่ผมยังเป็นวัยรุ่น ก็ได้ยินมาตลอดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซา และถึงวันนี้ ผ่านมากว่า 20 ปี ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่

ผมได้ลองอ่านหนังสือและหาข้อมูลเรื่องเศรษฐกิจญี่ปุ่น ขอลองสรุปให้ฟังนะครับว่า ทำไมมันถึงติดหล่มไม่ไปไหนซักที

1. ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้การ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ตั้งแต่ ศก.เริ่มชะลอตัวเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยใช้มาตรการทุกอย่าง ทั้งการลดภาษี เพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยกู้เงินเพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่ายเหล่านั้น

2. การกู้เงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้หนี้สินของประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีหนี้ต่อ GDP ถึง 200% มากกว่าอเมริกาและเยอรมัน จะแพ้ก็แต่ “ซิมบับเว” ประเทศเดียว

3. การเป็นสังคมผู้สูงอายุ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ศก.ญี่ปุ่นแย่ เพราะ ศก.ของประเทศหนึ่งๆ จะโตได้ก็ด้วย “ผลิตผล” และ “การเพิ่มขึ้นของประชากร” เพื่อจะได้ช่วยกันสร้างผลิตผล และช่วยกันบริโภคให้ ศก.เติบโต แต่ประชากรญี่ปุ่นกลับมีแต่จะลดลง ที่ยังอยู่ก็เป็นคนแก่เสีย 1 ใน 4 ซึ่งไม่ได้สร้างผลผลิต มีแต่จะเป็นภาระให้รัฐต้องเลี้ยงดู ปีหนึ่งๆ คิดเป็นงบประมาณมหาศาล

4. เมื่อ GDP ไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่ม แถมประชากรยังลดลง ทำให้หนี้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น เท่ากับคนญี่ปุ่นเกิดมาก็เป็นหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว

5. ถามว่า เป็นหนี้ขนาดนี้ ทำไมยังไม่ล้มละลาย คำตอบก็คือ ญี่ปุ่นเอาตัวรอดมาได้เรื่อยๆ ด้วยการ “ลดดอกเบี้ย” แม้หนี้จะเพิ่มขึ้นสามเท่าในรอบ 20 ปี แต่ด้วย rate ที่ลดลง ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ไม่เพิ่มขึ้น และกลับจะลดลง

6. ถึงปัจจุบัน ญี่ปุ่นลดดอกเบี้ยลงเรื่อยๆ และเพิ่งเริ่มใช้นโยบาย “ดอกเบี้ยติดลบ” (ซึ่งถ้าใครพูดเรื่องนี้เมื่อยี่สิบปีก่อนคงโดนมองว่าบ้าไปแล้ว) อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ หรือถึงขนาดติดลบ ก็จะส่งผลเสียอีกทางหนึ่ง กล่าวคือ …

7. พอดอกเบี้ยต่ำมาก แทนที่ต่างชาติจะซื้อพันธบัตรญี่ปุ่น ก็หันไปซื้อพันธบัตรของชาติอื่นๆ โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐฯ และเยอรมัน ซึ่งให้ดอกสูงกว่า และยังดูมั่นคงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก นั่นจะทำให้ญี่ปุ่นขายพันธบัตรไม่ออก  หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “กู้เงินไม่ได้” สุดท้ายจึงเลี่ยงไม่พ้น ต้องขึ้นดอกเบี้ยอยู่ดีเพื่อให้แข่งกับต่างชาติได้ ไม่งั้นก็ไม่มีเงินใช้

8. แต่ถ้าขึ้นดอกเบี้ย รัฐบาลญี่ปุ่นก็จะซวยอีก เพราะหนี้ก็ท่วมหัวอยู่แล้ว หากดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้มากขึ้น ทำให้อาการยิ่งร่อแร่กว่าเดิม

9. สุดท้ายแล้ว ญี่ปุ่นเองอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย โดยใช้การ “พิมพ์แบงก์” ออกมาชำระหนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่พิมพ์แบงก์เองได้เหมือนกับอเมริกา ต่างจากประเทศ EU ที่ใช้เงินสกุลเดียวกันซึ่งจะทำเช่นนั้นไม่ได้

10. เมื่อไม่กี่ปีก่อน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้นวัตกรรมใหม่เลียนแบบสหรัฐฯ คือการทำ “คิวอี” หรือการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมุ่งเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่นั่นก็ทำให้เกิดผลเสียอีกเหมือนกัน เพราะจะเป็นการทำลายกำลังซื้อของประชาชน

11. ล่าสุด รัฐบาลกำลังเตรียมที่จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 8 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้รัฐ แม้จะชะลอมาหลายรอบ แต่สุดท้ายก็ต้องทำ ซึ่งก็แน่นอนว่าจะเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชนขึ้นไปอีก ทั้งที่ก็เหนื่อยสาหัสอยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสภาพเหมือน “วัวพันหลัก” คือทำยังไงก็ไม่พ้นปัญหา เป็นความหมักหมมมาหลายสิบปี จะแก้ยังไงก็เจ็บทั้งนั้น ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง 

จากที่ได้ศึกษามา ผมมองว่าสาเหตุสำคัญของเศรษฐกิจที่ตกต่ำของญี่ปุ่น เป็นผลมาจากวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเอง ที่มักให้รางวัลตามระบบอาวุโสและอายุงาน มากกว่าการให้รางวัลตามการสร้าง “ผลิตผล” เหมือนระบบอเมริกัน

ขณะที่ชีวิตของคนญี่ปุ่น เป็นชีวิตที่เคร่งเครียดและต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทั้งยังไม่อาจพึ่งพาให้รัฐบาลเลี้ยงดูตนเองในยามแก่ชราได้อีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ “ปัจจุบันก็ไม่ดี อนาคตก็ไม่แน่”

คนไทยบางคนไปเที่ยวญี่ปุ่นและรู้สึกนิยมชมชอบ บางคนถึงกับอิจฉาคนญี่ปุ่นที่ได้เกิดมาในประเทศที่มั่งคั่ง ซึ่งนั่นเป็นเพียงมายาคติที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง หากศึกษาให้ละเอียดถ่องแท้แล้ว เราจะมองเห็นอะไรชัดเจนมากขึ้นครับ

(ข้อมูลประกอบสำคัญ จากหนังสือ The Little Book of Sideways Market โดย วิทัลลีย์ แคตเซอเนลสัน, CNBC .com, Bloomberg .com, wikipedia)