บริษัทที่ดีควรจ่ายปันผลอย่างไร

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า บริษัทส่วนใหญ่มักระบุนโยบายการจ่ายปันผลชัดเจนอยู่แล้ว เช่นบอกว่า เรามีนโยบายจ่ายปันผล 40-50% ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เคยชี้แจงว่า การจ่ายปันผลในระดับดังกล่าว จะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างไร

ปู่ให้ข้อคิดไว้ว่า “การจัดสรรเงินทุน” เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับธุรกิจ โดยผู้บริหารควรคิดให้ดีว่า ในสถานการณ์เช่นไรควรจะ “กัน” (retain) กำไรเอาไว้ และในสถานการณ์เช่นไร ควรจะเอากำไรนั้น “จ่าย”​ (distribute) เป็นเงินปันผลออกมา

ปู่บอกว่า ธุรกิจบางประเภทต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์สูงมาก แม้ตัวเลขกำไรดูเหมือนจะสูง แต่นั่นเป็นผลมาจากเงินเฟ้อ ซึ่งถ้าเอากำไรจ่ายปันผลออกไป ก็อาจส่งผลให้บริษัทสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรืออาจไม่สามารถรักษายอดขาย หรือทำให้สถานะทางการเงินสั่นคลอนได้

กำไรในลักษณะนี้ เรียกว่า “กำไรที่มีข้อจำกัด” (restricted earnings) หรือ “กำไรเทียม” (ersatz earnings) ซึ่งไม่ควรจ่ายเป็นปันผลออกมา

ในทางตรงข้าม บางบริษัทกำไรดี และกำไรนั้นก็ไม่ได้ติดภาระอะไร แต่ผู้บริหารกลับ “งก” ไม่ยอมจ่ายปันผล ปล่อยให้เงินสดเหลือบานเบอะ บ้างก็เพราะอยากให้ตัวเอง “ดูดี” ได้บริหารบริษัทรวยๆ มีเงินเหลือเยอะแยะ อีกด้านหนึ่งคือ อยากบริหารธุรกิจแบบสบายๆ จะลงทุนอะไรก็ทำได้ ไม่ต้องไปวิ่งหาเงิน ลักษณะนี้ก็ไม่เข้าท่าอีกเช่นกัน

ถามว่า แล้วจ่ายปันผลอย่างไรจึงจะดี ?!

ในประเด็นเรื่องของปันผล ปู่ให้หลักคิดไว้ประโยคเดียว ซึ่งชัดเจนสุดๆ ว่า

“ทุกๆ หนึ่งดอลล่าร์ที่กันเอาไว้ บริษัทต้องเอาไปสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นมูลค่าตลาดอย่างน้อยหนึ่งดอลล่าร์”

พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทต้องสร้างผลตอบแทนให้ได้ไม่น้อยกว่าทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนอื่นๆ ในตลาด ที่ผู้ถือหุ้นจะสามารถทำได้ด้วยตนเอง

ปู่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพไว้ว่า สมมุตินักลงทุนคนหนึ่งมีพันธบัตรแบบไร้ความเสี่ยง ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี โดยในแต่ละปี ผู้ถือบัตรมีสิทธิ์เลือกได้ว่า จะรับผลตอบแทน 10% เป็นเงินสด หรือจะเอาผลตอบแทนนั้นลงทุนต่อในพันธบัตรชุดเดิมก็ได้

ด้วยเงื่อนไขนี้ หากพันธบัตรระยะยาวอื่นๆ ในตลาดให้ผลตอบแทน 5% ผู้ถือพันธบัตรที่รู้จักคิด ก็คงไม่อยากรับเงินสด แต่คงจะอยากลงทุนต่อกับพันธบัตรชุดนี้ ทว่าหากพันธบัตรอื่นๆ ในตลาดให้ผลตอบแทน 15% ผู้ถือพันธบัตรก็ย่อมจะอยากได้เงินสด เพราะเขาเอาไปลงทุนที่อื่นได้มากกว่าเยอะ

ด้วยหลักตรงนี้เอง ทำให้บริษัทเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ของปู่ แทบไม่เคยจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย เพราะปู่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ อันเป็นอัตราที่ผู้ถือหุ้นไม่สามารถหาได้จากที่ไหนอีกแล้ว จะเรียกร้องเอาเงินสดไปทำไมเล่า ในเมื่อทิ้งเงินไว้กับปู่ ให้ปู่ลงทุนให้ ได้มากกว่ากันเยอะเลย

นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ จึงควร “ตั้งคำถาม” ต่อการจ่ายปันผลของบริษัทอยู่เสมอ ว่าเพราะเหตุใดบริษัทจึงจ่ายปันผลเท่านั้นเท่านี้ หากมีอะไรไม่เข้าท่าหรือไม่คุ้มค่า จงอย่าลังเลที่จะเข้าประชุมผู้ถือหุ้น และ “ยกมือถาม” ผู้บริหารให้รู้เรื่อง

อย่าให้เขาเอา “เงินของเรา” ไปทำอะไรตามใจชอบเป็นอันขาด

ทั้งนี้.. เพราะปู่สอนไว้

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับบทเรียนจากวิกฤตซับไพรม์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนว่า จุดประสงค์หลักในการซื้อบ้านของคนเรา ควรจะเป็นการ “อยู่อาศัย” และเพื่อ “ความสุข” ที่สำคัญคือ เราควรซื้อบ้านตามกำลังของตัวเอง

ปู่เล่าถึงสาเหตุของวิกฤตซับไพรม์สที่เริ่มต้นเมื่อปี 2007 โดยบอกว่า ในยุคนั้น สถาบันการเงินมักปล่อยกู้ให้ผู้ซื้อบ้านแบบง่ายๆ โดยเรียกเงินดาวน์เพียงน้อยนิด บางครั้งคนของสถาบันเหล่านั้นถึงขนาดคิดตัวเลขมั่วๆ ขึ้นมา เพราะอยากได้ค่าคอมฯ

ฝ่ายผู้กู้ก็ยอมรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ทั้งๆ ที่หลายคนก็รู้ว่าตัวเองคงผ่อนไม่ไหว เนื่องจากคิดว่าเดี๋ยวบ้านก็จะแพงขึ้นไปอีก ครั้นได้บ้านมาแล้ว บางคนก็เอาไป “รีไฟแนนซ์” เพื่อเอาเงินไปใช้จ่ายอีกทีหนึ่ง ขณะที่พวกบริษัทในวอลล์สตรีทก็เอาสินเชื่อด้อยคุณภาพทั้งหลาย “มัด” รวมกัน แล้วขายให้แก่นักลงทุนที่ไม่รู้เท่าทัน ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน

ดูเหมือนทุกคนทุกฝ่ายจะมีความสุขกันถ้วนหน้ากับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเฟื่องฟู ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ผู้กู้ ผู้ให้กู้ บริษัทเครดิตเรตติ้ง หรือสื่อมวลชน

ปู่บอกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเสมือน “ปาร์ตี้” แห่ง housing market ซึ่งในที่สุดก็จบลงแบบไม่เป็นท่า และส่งผลสะเทือนลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

ปู่ชี้ชัดว่า เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวง เกิดจากความเชื่อข้อเดียว นั่นคือ “บ้านจะแพงขึ้น” โดยคิดว่ามูลค่าของบ้านยังไงก็ต้องสูงขึ้นในระยะยาว หากจะลดลงบ้างก็เป็นเพียงเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเป็นอะไรที่อันตรายมากๆ และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเลย

ที่น่าตลกก็คือ นี่คือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อปี 1997-2000 แต่นักลงทุนกลับไม่เรียนรู้อะไรจากมัน และกระทำผิดซ้ำอีกในเวลาไม่กี่ปีให้หลัง

ปู่ยกตัวอย่างบริษัท เคลย์ตัน โฮมส์ ซึ่งเป็นบริษัทรับสร้างบ้านในเครือของเบิร์คเชียร์ แกบอกว่า บริษัทของแกจะปล่อยกู้ให้แก่ผู้กู้ที่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้เท่านั้น โดยต้องเป็นรายได้จริง ไม่ใช่รายได้ที่ “หวังว่าจะได้” ทำให้สถิติการผิดนัดชำระจนกลายเป็นหนี้เสียถือว่าต่ำมาก

ปู่สรุปบทเรียนจากวิกฤตอสังหาฯ ที่เกิดขึ้นว่า ในการปล่อยกู้ซื้อบ้านนั้น ต้องกำหนดเงินดาวน์อย่างน้อย 10% และค่าผ่อนชำระควรจะหักจากบัญชีเงินเดือนของผู้กู้ จึงจะปลอดภัยที่สุด

สำหรับนักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เรื่องนี้ควรเป็นบทเรียนแก่เราว่า เวลาคนเราจะ “บ้า” มันบ้าตามๆ กันได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ มารองรับ หรือบ้ากันไปได้เพราะคิดผิดๆ เชื่อผิดๆ เช่น เชื่อว่าหุ้นตัวนี้ยังไงก็ขึ้น หุ้นเซคเตอร์นี้ยังไงก็ไม่เจ๊ง ฯลฯ

ดังนั้น ไม่ว่าจะซื้อบ้านหรือลงทุน เราจึงควรคิดโดยใช้ตรรกะเหตุผลของตนเอง อย่าเชื่อตามใคร เพียงเพราะพวกเขาคือ “คนหมู่มาก” ซึ่งไม่ได้รับประกันความปลอดภัยอะไรขึ้นมาเลย

ทั้งนี้ … เพราะปู่สอนไว้

#เพราะปู่สอนไว้

บัฟเฟตต์ “ตีแตก” ปิโตรไชน่า กับบทเรียนสามข้อของนักลงทุน

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเข้าลงทุนใน “ปิโตรไชน่า” บริษัทน้ำมันของประเทศจีน ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกๆ ที่ปู่ลงทุนในบริษัทต่างประเทศ เพราะปกติแกนิยมลงทุนในบริษัทอเมริกาเสียเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นบริษัท “ใกล้บ้าน” แถบๆ เนบราสกา ยิ่งถือเป็นของชอบของแกเลยก็ว่าได้

ปู่เล่าว่า ตอนนั้น แกอ่าน “รายงานประจำปี” ของปิโตรไชน่า และประเมินมูลค่าหุ้นออกมาได้ 100 ล้านเหรียญ แต่ปรากฏว่า ราคาหุ้นขณะนั้น ขายอยู่ที่ 35 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ แกจึงตัดสินใจเข้าซื้อ โดยทยอยเก็บหุ้นหลายล็อต ได้หุ้นรวมทั้งหมดร่วม 10 เปอร์เซ็นต์ ใช้เงินไปประมาณ 488 ล้านเหรียญ

จากนั้น หุ้นบริษัทน้ำมันเลือดมังกร ก็เริ่มไต่ระดับกลับขึ้นมาเรื่อยๆ ห้าปีต่อมา ปู่ตัดสินใจขายหุ้นทิ้ง ได้เงินรวมทั้งหมดราวๆ 4,000 ล้านเหรียญ ทำกำไรได้มากมายมหาศาล คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 55 เปอร์เซ็นต์

สุดยอดไหมล่ะครับทั่น

ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นอยู่ตรงนี้ครับ มีคนไปถามบัฟเฟตต์ในการประชุมผู้ถือหุ้นว่า เหตุใดแกจึงกล้าเข้าลงทุนในบริษัทจีนที่ตัวเองไม่มีความคุ้นเคยมาก่อน เพียงแค่ได้อ่านรายงานประจำปีเท่านั้น ไม่คิดจะเข้าไปพบผู้บริหารสักหน่อยหรือ

ปู่จึงตอบว่า หากแกประเมินออกมาแล้ว พบว่าบริษัทมีมูลค่า 40 ล้านเหรียญ แต่ราคาขายขณะนั้นอยู่ที่ 35 ล้าน แน่นอนว่าแกต้องเข้าไปคุยกับผู้บริหาร

แต่กรณีนี้ แกประเมินออกมาได้ถึง 100 ล้านเหรียญ นั่นเท่ากับมีส่วนต่างแห่งความปลอดภัยขนาดมหึมา จึงมั่นใจได้ว่า แม้จะคลาดเคลื่อนอย่างไร ก็ยังได้กำไรแน่ๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทำ due diligence ให้วุ่นวาย

ปู่ยังเปรียบเทียบขำๆ ไว้ด้วยว่า เวลาเราเจอคนอ้วน แค่มองก็รู้แล้วว่าอ้วน ไม่ต้องถามเขาหรอกว่าหนัก 300 ปอนด์ หรือ 350 ปอนด์ จะไปสนใจทำไม … เรียกว่าเปรียบเทียบได้เห็นภาพจริงๆ

ผมสรุปบทเรียนจากเรื่องนี้ออกมาได้สามข้อด้วยกัน

ข้อแรก เราทุกคนสามารถลงทุนและประสบความสำเร็จได้ ด้วยการอ่านงบการเงินเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้อินไซด์ ไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูง ไม่ต้องเล่นท่าพิสดารใดๆ ทั้งสิ้น ดูปู่เป็นตัวอย่างก็ได้

ข้อสอง เราต้องประเมินมูลค่าหุ้นเป็น มิเช่นนั้นจะไม่มีวันรู้เลยว่าหุ้นตัวนี้ถูกหรือแพง มีส่วนต่างแห่งความปลอดภัยมากหรือน้อย

และข้อสาม ในการประเมินมูลค่าหุ้น จงอย่า “ดูราคาหุ้นก่อนล่วงหน้า” มิเช่นนั้น อาจเกิดอคติได้

เช่น ใจเราอยากซื้อหุ้นบริษัทนี้อยู่แล้ว ตอนนั้นหุ้นราคา 50 บาท เราจึงประเมินมูลค่าโดยพยายามปรับเปลี่ยนตัวแปรต่างๆ ให้ตัวเลขสุดท้ายออกมาใกล้เคียง 50 ที่สุด หรืออาจจะมากกว่านั้น เพื่อหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของตัวเอง เช่นนี้จะทำให้การลงทุนเสียหายได้

ขอให้เอาอย่างปู่ในเคสปิโตรไชน่า ลงทุนโดยปราศจากอคติ จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จแบบ “ตีแตก” ได้ครับ!!

{ข้อมูลประกอบจากบทความโดย จอห์น ฮูเบอร์ เว็บไซต์ basehitinvesting. com}