วอร์เรน บัฟเฟตต์ ฉวยโอกาสอย่างไร ในเวลาที่ “หุ้นแบงก์” ราคาถูก

euro-870757_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ช่วงนี้หุ้นธนาคารไทยราคาต่ำลงมามาก มาเรียนรู้บทเรียนจากการลงทุนในหุ้นธนาคารของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กันดีกว่านะครับ

ปกติแล้ว บัฟเฟตต์ไม่นิยมหุ้นธนาคารเอาเสียเลย (เช่นเดียวกับ ดร นิเวศน์ ของเมืองไทย แต่ที่เหมือนกันคือทั้งสองคนต่างก็มีหุ้นแบงก์) ปู่บอกว่า ในเวลาที่สินทรัพย์สูงกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น 20 เท่า* ซึ่งเป็นค่าปกติของเซคเตอร์แบงก์เวลานั้น หากธนาคารบริหารผิดพลาดเพียงเล็กน้อย จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างรุนแรง

(*การเอาสินทรัพย์เทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า asset to equity ratio เราสามารถคิดเองได้ง่ายๆ เพียงเปิดใน settrade. com แล้วเอามาหารกัน ถ้าค่านี้สูง อาจแปลความ (อย่างหยาบๆ) ได้ว่าบริษัทนี้กู้เงินมามาก โดยปกติแล้ว ธุรกิจอื่นๆ มักดูค่า “หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” หรือ debt to equity เป็นหลัก แต่เซคเตอร์แบงก์ d/e จะสูงมากด้วยธรรมชาติของธุรกิจ จึงต้องดูค่า a/e ประกอบด้วย)

ทั้งนี้ ความผิดพลาดส่วนใหญ่ของธุรกิจธนาคาร มักเกิดจากการที่ผู้บริหารของแบงก์ต่างๆ ชอบปล่อยกู้ตามๆ กัน แบงก์อื่นปล่อย เราก็ต้องปล่อยบ้าง ไม่ว่ามันจะงี่เง่าและไม่สมควรขนาดไหน พฤติกรรมเหมือนกับหนูเลมมิ่งที่แห่กันไปโดดน้ำตายยังไงยังงั้น (ลองนึกถึงที่ธนาคารใหญ่ๆ ของไทยปล่อยกู้ให้ SSI จะเห็นได้ว่าเหมือนกันมากๆ)

เนื่องจากเรื่องของการบริหารมีความสำคัญยิ่ง ปู่จึงไม่เคยสนใจซื้อหุ้นธนาคารที่ “บริหารไม่ดี” แต่ “ราคาถูก” โดยจะซื้อเฉพาะธนาคารที่ “บริหารดี” ใน “ราคายุติธรรม” ​เท่านั้น

นี่คือเหตุผลของการเข้าซื้อหุ้น เวลส์ ฟาร์โก้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีผู้บริหารที่ยอดเยี่ยม โดยพวกเขายึดมั่นอยู่กับสิ่งที่รู้ และไม่ทำตามแบงก์อื่น

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n.jpg

เบิร์คเชียร์ซื้อหุ้น เวลส์ ฟาร์โก้ ครั้งแรกในปี 1989 แต่แล้ว พอถึงปี 1990 ราคาหุ้นกลับร่วงลงถึง 50% ในเวลาไม่กี่เดือน

ปู่เล่าว่า ตอนนั้น ธนาคารดังๆ ต่างขาดทุนกันเป็นทิวแถว จากการปล่อยกู้โง่ๆ (ปู่ใช้คำว่า foolish) โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่กลายเป็นหนี้เสียมโหฬาร ส่งผลให้ผู้คนขาดความเชื่อมั่น และมองธุรกิจแบงก์ทั้งหมดเป็นลบ จึงพากันขายหุ้นทิ้งแล้วหนีไปหาเซคเตอร์อื่น

แต่สำหรับปู่ นอกจากจะไม่ “ใจเสีย” แล้ว ยังซื้อหุ้นเพิ่มเยอะมาก โดยราคาที่เบิร์คเชียร์เก็บหุ้นเวลส์ ฟาร์โก้ ในปี 1990 อยู่ที่ p/e เพียง “5 เท่า” เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ และเพียง “3 เท่า” เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหักภาษี เรียกได้ว่า ถูกจนไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

รวมๆ แล้ว ปู่ใช้เงินไป 290 ล้านเหรียญ ได้หุ้นเวลส์ ฟาร์โก้ ประมาณ 10% โดยขณะนั้น แบงก์ชื่อดังแห่งนี้มีสินทรัพย์รวมถึง 56,000 ล้านเหรียญ และทำกำไรได้สูงกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น 20%

ปู่บอกว่า หากไปซื้อหุ้นธนาคารเล็กๆ ที่ทำผลงานได้ใกล้เคียงกัน แต่มีสินทรัพย์น้อยกว่าสิบเท่า แกอาจจะได้หุ้นทั้ง 100% แต่ต้องจ่ายแพงกว่านี้มาก และแบงก์พวกนั้นก็ไม่มีผู้บริหารเก่งๆ เหมือนของเวลส์ฟาร์โก้ด้วย

เพื่อประยุกต์กับสถานการณ์ที่หุ้นแบงก์ไทยราคาถูกอยู่เวลานี้ ผมขอสรุปบทเรียนจากปู่เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

หนึ่ง) สำหรับธุรกิจธนาคาร ผลประกอบการย่อมขึ้นอยู่กับการปล่อยกู้ของผู้บริหารเป็นสำคัญ จึงต้องเลือกแบงก์ที่ผู้บริหารเก่งมากๆ ดูประวัติการปล่อยกู้ว่าเขาเคยปล่อยกู้แบบงี่เง่าหรือเปล่า

โดยเฉพาะในเวลาที่เศรษฐกิจแย่แบบเมืองไทยเวลานี้ ความสามารถของผู้บริหารคือจุดชี้เป็นชี้ตายเลยทีเดียว

สอง) ถ้าได้ “ของถูก” ก็ดี

ปู่ซื้อเวลส์ ฟาร์โก้ ที่ p/e “5 เท่า” ลองดูสิว่าของเราที่เล็งไว้เป็นอย่างไร (ตอนนี้หลายๆ แบงก์หลักในไทย p/e แค่ 6-8 เท่า แล้ว)

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเน้นแต่ของถูกแล้วจะดี ต้องยึดข้อแรกเป็นหลักเอาไว้ก่อน

สาม) ธุรกิจธนาคารมีความเสี่ยงอยู่เสมอ เราต้องเอาอัตราส่วนทางการเงินมาดู และวิเคราะห์ความเสี่ยงให้เป็น ดูว่าธนาคารทำกำไรปกติได้เท่าไร ปล่อยกู้อยู่ประมาณไหน และหากเกิดความเสียหายขึ้นมา จะส่งผลสะเทือนแค่ไหน โดยให้มองไปถึง worst-case scenario หาก worst-case ยังรับไหว ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว  

ทั้งสามข้อนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทว่าถ้าทำได้ การลงทุนในหุ้นแบงก์ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไปครับ

การจัดการภาวะวิกฤต กรณีกรรมใดใคร..ก่อ

go-game-261979_960_720

โดย Club VI

เคส “กรรมใดใคร..ก่อ” ที่เกิดขึ้น นอกจากในแง่ “ธรรมาภิบาล” ของผู้บริหาร ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันหนักหนาสาหัสแล้ว ผมมองว่า “การจัดการภาวะวิกฤต” ขององค์กรก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

ผมเคยสอนวิชา crisis management  ที่เอแบคอยู่ 7 ปี จึงพอมีความรู้งูๆ ปลาๆ อยู่บ้าง โดยส่วนตัวผมมองว่าเคสนี้ บริษัทขายขนมจีบซาลาเปาชื่อดัง “สอบตก” โดยสิ้นเชิงในการจัดการกับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ข้อแรก – ในการแถลงข่าวต่อกรณีวิกฤตที่ถูกต้องนั้น บริษัทควรจะตระเตรียมซักซ้อมกันมาให้ดี มีลิสต์ของคำถามที่น่าจะเจอ และคำตอบที่ผู้บริหารสมควรจะตอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริหารรับมือกับคำถามต่างๆ เอง

ทั้งนี้ คำพูดที่ออกจากปากผู้บริหารต้องนุ่มนวลที่สุด เพื่อเป็นการ calm down อารมณ์ของสาธารณชน

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเคสนี้ ผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง กลับกล่าวทำนองว่า หากจะไปซื้อหุ้นบริษัทอื่นก็แล้วแต่ (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์) ซึ่งฟังแล้วไม่รู้จริงๆ ว่าปล่อยให้หลุดออกมาได้อย่างไร ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไม่ได้ช่วยขัดเกลาหรือเตรียมพร้อมกันมาเลยหรือ ถึงตอบออกมาได้แย่ขนาดนี้

ฟังดูราวกับปล่อยให้ผู้บริหารพูดออกมาจาก “gut feeling” ซึ่งทำให้สังคมยิ่งเดือดดาลขึ้นกว่าเดิม

ข้อสอง – การแก้วิกฤตที่ดีที่สุด ต้องมีการ “จำกัดวง” เหมือนคนเป็นมะเร็งที่ต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อไม่ให้เนื้อร้ายลุกลาม โดยในแง่ของตัวบุคคล อาจให้คนที่ถูกมองว่าผิดลาออกเสีย (บางบริษัทโหดร้ายถึงขนาดหา “คนใน” มาเป็นแพะรับบาปเลยก็มี)

ทว่าในเคสนี้ ผู้ถูกกล่าวหาเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดขององค์กร จึงยากที่จะ “ตัด” ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่พอเข้าใจ (แม้ว่าถ้ายอม “ลาออก” อาจเป็นผลดีต่อบริษัทมากกว่า) วิธีแก้ที่มี จึงเป็นการให้ผู้ถูกกล่าวหากล่าวคำ “ขอโทษ” และต้องให้สาธารณชนรู้สึกว่าเขาเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ (การยอมให้ กลต. เปรียบเทียบปรับ ย่อมไม่ทำให้ต้องรับผิดตามกฏหมายเพิ่มขึ้นอีกแล้ว จึงไม่ต้องกังวลในประเด็นนั้น)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นการที่ผู้บริหารของ “บริษัทแม่” ซึ่งมีนามสกุลเดียวกับผู้ก่อตั้งบริษัท ออกโรงมาปกป้องผู้ถูกกล่าวหาด้วยตนเอง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังทำให้บริษัทแม่ ซึ่งปกติก็มีความเปราะบางเรื่องภาพลักษณ์อยู่แล้ว ต้องโดนด่าเหมารวมไปด้วย

นี่ถือว่าตรงกันข้ามกับหลักการจัดการภาวะวิกฤตที่ดี ที่ควรจะ “ตัดตอน” ความเสียหายไม่ให้เชื่อมโยงไปถึงส่วนอื่นๆ ขององค์กรโดยไม่จำเป็น

โดยสรุป ผมมองว่าจุดอ่อนของบริษัทขายขนมจีบซาลาเปาชื่อดัง คือการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมการบริหารในลักษณะของครอบครัวค่อนข้างมาก (ใครเคยอ่านสามก๊กให้นึกถึงก๊กของเล่าปี่ ประมาณนั้น) เมื่อมีคนข้างบนทำไม่เหมาะ คนข้างล่างจึงยากที่จะตักเตือน พอมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ก็ต้องออกมาปกป้องกันไว้ก่อน เนื่องด้วยเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

นี่แหละ ทำให้วิกฤตที่แก้ยากอยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ผลจึงออกมาอย่างที่เราเห็นกัน

สุดท้ายแล้ว ผมมองว่าเคสนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกนำไปเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรในประเทศไทย ต่อการรับมือกับภาวะวิกฤต รวมทั้งสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนในเรื่องดังกล่าว

เพราะเป็นกรณีที่มี “สิ่งที่ไม่ควรทำ” อยู่ครบถ้วน จึงน่าจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่ากับทุกคนทุกฝ่ายได้ครับ

มาร์ธา สจ๊วร์ต คนดังที่ต้อง “เข้าคุก” เพราะข้อมูลอินไซด์

800px-Martha_Stewart_2011_Shankbone

โดย Club VI

หากจะเอ่ยถึงนักธุรกิจหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในนั้นย่อมเป็น มาร์ธา สจ๊วร์ต เธอคือเซเลบชื่อดังที่สร้างอาณาจักรสื่อของตัวเองขึ้นมาจนยิ่งใหญ่

บริษัทของมาร์ธามีรายการโทรทัศน์หลายรายการ มีนิตยสาร ขายสินค้า รวมทั้งทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้วย (ธุรกิจของเธอคล้ายๆ กับเครืออมรินทร์ของเมืองไทย)

ในปี 2004 ชีวิตของมาร์ธาเดินทางมาถึงจุดพลิกผัน เมื่อเธอถูกศาลตัดสินจำคุกในข้อหาปกปิดหลักฐานและให้การเท็จ อันเนื่องมาจากการใช้ “ข้อมูลวงใน” เพื่อขายหุ้นของบริษัทยา “แอมโคลน ซีสเต็มส์”

ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ ในปี 2001 ผลิตภัณฑ์ยาตัวหนึ่งของแอมโคลน ชื่อ “เออร์บิทักซ์” ซึ่งเป็นทีเด็ดของบริษัท ถูก เอฟดีเอ หรือองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ตัดสินไม่อนุมัติให้ใช้ ปรากฏว่า หลังจากมีการประกาศข่าวนี้ออกไปในวันที่ 28 ธ.ค. 2001 หุ้นของแอมโคลนก็ร่วงลงถึง 16% ในวันเดียว

ต่อมา กลต. ได้เข้าไปตรวจสอบและพบว่า ผู้บริหารของแอมโคลนรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องหลายคนได้ขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากในวันที่ 27 ธ.ค. ก่อนที่ข่าวจะถูกเผยแพร่เพียงหนึ่งวัน ในจำนวนนั้นคือ ซามูเอล วัคซอล ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่ได้แนะนำให้ลูกสาวและพ่อของเขาขาย โดยตัวเขาเองก็พยายามขายหุ้นทิ้งด้วยแต่ขายไม่ทัน

ดูๆ แล้วเคสนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับมาร์ธาเลย เพราะธุรกิจของเธอก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับธุรกิจยา หากไม่ใช่เพราะหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคือ ปีเตอร์ พาคาโนวิซ โบรกเกอร์ของมาร์ธา ซึ่งทำงานอยู่ที่เมอร์ริล ลินช์

โดยระหว่างการสอบสวน ดักลาส ฟันเนิล ผู้ช่วยของพาคาโนวิซ ได้ให้ปากคำว่า นายของเขาสั่งให้กระซิบบอก มาร์ธา สจ๊วร์ต ว่า ซีอีโอของแอมโคลนกำลังเทขายหุ้น เพราะทราบข่าวว่าเอฟดีเอจะมีมติไม่อนุมัติยาของแอมโคลน และมาร์ธาก็สั่งขายหุ้นทิ้งทันทีในวันนั้น

หลังจากสู้คดีอยู่นาน มาร์ธา สจ๊วร์ต ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริง และถูกสั่งจำคุก โดยเธอต้องติดคุกอยู่ที่เรือนจำกลางในเวสต์ เวอร์จิเนีย ถึงห้าเดือน ก่อนจะถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านอีกห้าเดือน และรอลงอาญาไว้อีกสองปี

นี่เป็นเรื่องที่อื้อฉาวและฮือฮาอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าผู้หญิงเก่งที่เป็นขวัญใจแม่บ้านอเมริกันทั่วประเทศจะประสบชะตากรรมถึงขั้นเข้าคุกได้ !!

อย่างไรก็ตาม หลังจากพ้นโทษ มาร์ธาค่อยๆ ฟื้นฟูธุรกิจและภาพลักษณ์ของตัวเธอเองขึ้นมา ในปี 2011 เธอได้รับบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศของรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ ซึ่งถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่แห่งชีวิตของเธอ ก่อนจะกลับเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท มาร์ธา สจ๊วร์ต ออมนิมีเดีย ที่ตัวเธอเองเป็นผู้ก่อตั้งอีกครั้งในปี 2o12

กรณี “มาร์ธา สจ๊วร์ต ติดคุก” ได้กลายเป็นบทเรียนให้กับหลายๆ คนว่า การใช้ “ข้อมูลวงใน” ในการซื้อขายหุ้น ถือเป็นการเอาเปรียบสาธารณชน อันเป็นเรื่องร้ายแรงที่มีความผิดทางอาญาและจะยอมความกันไม่ได้

นี่ขนาดแค่ทำตามข่าวที่โบรกเกอร์บอกมา โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้บริหารและไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทนั้นๆ แต่ด้วยการพูดเท็จและปกปิดหลักฐาน มาร์ธายังต้องรับโทษทัณฑ์ เข้าไปชดใช้ความผิดในคุกตะราง (นี่ยังไม่นับว่าเธอเป็นทั้งคนดังและมีฐานะเข้าขั้นมหาเศรษฐีด้วย)

พอได้ย้อนศึกษากรณีมาร์ธา สจ๊วร์ต ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงอีกกรณีหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ คนที่ทำ เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร เป็นผู้เจรจาซื้อกิจการด้วยตนเอง และใช้ข้อมูลนั้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง

จะมองมุมไหน ความผิดนั้นก็ถือว่า “เต็มเปา” และ “จังเบ้อเร่อ” มากกว่ามาร์ธาหลายเท่านัก แต่ด้วยข้อจำกัดทางกระบวนการยุติธรรม ผลจึงออกมาอย่างที่เห็นครับ

[Credit: ข้อมูลประกอบจาก วิกิพีเดีย, ภาพประกอบโดย David Shankbone]