งบปี 57 ADVANC-DTAC

ais-dtac

โดย ชนิดา พัธโนทัย

ผลการดำเนินงานปี 2557 ของบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศกันออกมาเยอะแล้ว ในตอนนี้ขอหยิบยกเอาธุรกิจสื่อสารมาพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และมีความน่าสนใจค่อนข้างมากค่ะ

เรามาเปรียบเทียบงบปี 57 ของ ADVANC กับ DTAC กันก่อนนะคะว่าเป็นอย่างไร (ส่วน TRUE ณ เวลาที่เขียนบทความนี้งบยังไม่ออก จึงต้องขอยกยอดไปตอนหน้า)

เริ่มกันที่ “รายได้หลัก” ของทั้งสองบริษัท ประกอบไปด้วย

(1) รายได้จากการให้บริการ แบ่งเป็น Voice (รายได้จากบริการเสียง) กับ Non-voice (รายได้จากการให้บริการข้อมูล) และ (2) รายได้จากการขายเครื่องโทรศัพท์

ถ้าพิจารณาจาก “รายได้หลัก” ADVANC มีรายได้หลักเพิ่มขึ้น 1.3% (ปี 2557 = 148,729 ล้านบาท, ปี 2556 = 146,811 ล้านบาท) ในขณะที่ DTAC มีรายได้หลักลดลง 4.6% (ปี 2557 = 90,136 ล้านบาท, ปี 2556 = 94,457 ล้านบาท)

เห็นได้ชัดเจนจากจำนวนผู้ใช้บริการ โดยผู้ใช้บริการของ ADVANC เพิ่มขึ้นจาก 40.86 ล้าน ในปี 2556 เป็น 44.3 ล้าน ในปี 2557 หรือเพิ่ม 8.2% ในขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการของ DTAC เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 27.94 ล้าน ในปี 2556 เป็น 28ล้าน ในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้น 0.24%

ยิ่งถ้าเข้าไปดูละเอียดมากขึ้นจะเห็นว่า ในปี 2557 ADVANC มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น “ทุกไตรมาส” ในขณะที่ DTAC กลับออกอาการ “สะดุด” คือยอดผู้ใช้บริการลดลงในไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2557ตามตารางที่แสดงด้านล่างนี้

จำนวนผู้ใช้บริการของ ADVANC และ DTAC

ADVANC Q4/2556 Q1/2557 Q2/2557 Q3/2557 Q4/2557
จน.ผู้ใช้ (ล้านเลขหมาย) 40.86 42.36 42.88 43.80 44.30
% เพิ่มขึ้น 3.7% 1.2% 2.1% 1.2%

 

DTAC Q4/2556 Q1/2557 Q2/2557 Q3/2557 Q4/2557
จน.ผู้ใช้ (ล้านเลขหมาย)       27.94       28.23       28.04       27.78       28.01
% เพิ่มขึ้น(ลดลง) 1.0% (0.7%) (0.9%) 0.8%

ในขณะที่ DTAC มีการเติบโตของ Non-voice เพิ่มขึ้น 23% แต่ Voice ก็ลดลง 16% เช่นกัน ทว่าเนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการของ DTAC ลดลง จึงทำให้รายได้หลักของ DTAC ลดลงด้วย ดังจะเห็นได้ในตารางด้านบนค่ะรายได้จากการให้บริการของ ADVANC เพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากธุรกิจ Non-voice ที่เติบโตขึ้น 34% ในขณะที่รายได้จากธุรกิจ Voice ลดลงอีก 14% โดยในปี 2557 บริษัทได้มีการขยายโครงข่าย 3G-2.1GHz ให้ครอบคลุม 97% ของประชากร และมีจำนวนสถานีฐาน 3G มากที่สุดในประเทศ ทำให้จำนวนลูกค้าบนใบอนุญาตนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากใบอนุญาต 2.1GHz เติบโตขึ้นเป็น 78% ของรายได้รวม

ต่อไป มาดู “กำไรขั้นต้น” กันบ้าง

กำไรขั้นต้นของ ADVANC และ DTAC

ADVANC ปี 2556 ปี 2557
กำไรขั้นต้น (ลบ.) 61,641.66 65,780.78
อัตรากำไรขั้นต้น (% Gross Profit Margin) 40.9% 44%

 

DTAC ปี 2556 ปี 2557
กำไรขั้นต้น (ลบ.) 30,023.14 29,027.82
อัตรากำไรขั้นต้น (% Gross Profit Margin) 31.7% 32.1%

จากตารางจะเห็นได้ว่า ADVANC มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 6.7% จากปี 2556 และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 44% ในปี 2557 สูงขึ้นจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 40.9% อันเป็นผลมาจากต้นทุนค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้ที่ลดลง จากการที่สามารถ Upgrade ลูกค้าให้มาใช้บริการ 3G มากขึ้นนั่นเอง (ระบบ 3G อยู่บนใบอนุญาตที่มีต้นทุนค่าธรรมเนียมลดลงกว่าแต่ก่อนมาก)

ขณะที่ DTAC กำไรขั้นต้นปี 2557 ลดลง 3.3% จากปี 2556 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 32.1% ในปี 2557 เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 31.7% การที่กำไรขั้นต้นลดลงนั้นก็มาจากรายได้หลักที่ลดลงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม DTAC ยังมีอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากเหตุผลเดียวกับ ADVANC คือลูกค้าย้ายมาใช้ 3G มากขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้ลดลงเช่นกัน

[ข้อควรรู้: ต้นทุนหลักของธุรกิจสื่อสารคือ “ต้นทุนค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้” คิดเป็นประมาณ 34-37% ของต้นทุนรวม และ “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย” คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33-36% ของต้นทุนรวม]

มาดูกำไรขั้นต่อไป ซึ่งมีความสำคัญและใช้ในการพิจารณาความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ ICT ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือกำไรที่เรียกว่า “EBITDA” (กำไรจากการดำเนินงานที่อยู่ในรูปของเงินสด)

เนื่องจากธุรกิจของ ADVANC และ DTAC มีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่มีจำนวนสูงมาก (ADVANC ประมาณ 19,000 กว่าล้านบาท และ DTAC ประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท) โดยที่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้บริษัทไม่ได้จ่ายเงินสดออกไปจริง เป็นเพียงค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น เวลานักลงทุนต้องการดูกำไรที่เป็นเงินสดจริงๆ ของธุรกิจสื่อสาร จึงต้องดูที่ EBITDA มากกว่า EBIT (ท่านที่ยังไม่เข้าใจเรื่อง EBITDA หรืออยากทบทวน ย้อนไปอ่านบทความเก่าของเราได้ ที่นี่)

EBITDA ของ ADVANC และ DTAC

ADVANC ปี 2556 ปี 2557
EBITDA (ลบ.) 63,691.00 66,428.00
% EBITDA Margin 43.40% 44.70%

 

DTAC ปี 2556 ปี 2557
EBITDA (ลบ.) 30,047 31,069.00
% EBITDA Margin 31.76% 34.36%

จากตารางจะเห็นได้ว่า ADVANC มี EBITDA เพิ่มขึ้น 2,737 ล้านบาท หรือประมาณ 4.3% ในขณะที่ DTAC มี EBITDA เพิ่มขึ้นประมาณ 1,022 ล้านบาท หรือประมาณ 3.4% ในขณะที่ EBITDA margin ของทั้งสองบริษัทต่างก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดย ADVANC มี margin เพิ่มขึ้น 1.3% ในขณะที่ DTAC margin เพิ่มขึ้นถึง 2.6%

ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อดูกำไรที่ไม่ได้หักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้องถือว่า DTAC ทำ margin ได้ดี ไม่ได้เลวร้ายมากนัก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจมองได้ว่า รายได้ของ DTAC ยังโตไม่ทันต้นทุนค่าสัมปทานและใบอนุญาตที่ไปประมูลมานั่นเอง

อ่านถึงตรงนี้คงพอเห็นภาพแล้วนะคะว่า “เบอร์ 1” กับ “เบอร์ 2” แตกต่างกันแค่ไหนอย่างไร เดี๋ยวรองบของ “เบอร์ 3” ออก เราจะมา Review กันบ้าง รับรองว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ และไม่แน่ว่าในอนาคต อันดับ 1, 2, 3 ที่เราคุ้นเคย อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วก็ได้

รอติดตามตอนต่อไปค่ะ

“วันนี้ที่รอคอย” นักลงทุนยื่นภาษี ไม่ต้องกรอกปันผลให้วุ่นอีกแล้ว

taxmadeeasy

ชนิดา พัธโนทัย

ทุกๆ ต้นปี คนไทยทุกคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ ย่อมมีหน้าที่ต้องยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และสำหรับพวกเราซึ่งเป็น “นักลงทุนหุ้น” นั้น มีเงินได้ประเภทหนึ่งซึ่งได้รับกันอยู่ทุกปี นั่นคือ รายได้จาก “เงินปันผล”

รายได้จากเงินปันผล เป็นรายได้ตามมาตรา 40(4) (ข) โดยในการยื่นแบบเพื่อเสียภาษี นักลงทุนอย่างเราๆ ก็ควรจะ “ขอเครดิตภาษีเงินปันผล” ด้วย (แม้บางคนจะไม่ทำ เพราะทำไม่เป็นหรือไม่เคยสนใจ ทำให้เสียโอกาสในการได้เงินภาษีคืน)

อย่างไรก็ตาม คนที่เคยยื่นภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตคงทราบดีว่า การขอเครดิตภาษีเงินปันผลนั้น ต้อง  Key ข้อมูลเข้าไปเยอะขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็น ชื่อหุ้น เลขผู้เสียภาษีของบริษัทที่จ่ายปันผลให้เรา ทั้งยังต้องดูด้วยว่าเงินปันผลที่ได้รับนั้นเสียภาษีในอัตราร้อยละเท่าไร มีทั้งอัตราร้อยละ 30, 23, 20 หรือได้รับ “ยกเว้นภาษี” หรืออาจ “ไม่ได้รับเครดิตภาษี” เลยก็ได้

หลายคนคงมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน คือกว่าจะ Key เสร็จหนึ่งบริษัทก็ปาเข้าไปเป็นนาที ยิ่งถ้าใครมีหุ้นอยู่หลายสิบตัว ก็ต้อง Key กันตาลายเลยทีเดียว ไหนจะต้องตรวจทานความถูกต้องอีกรอบหนึ่ง บางครั้งยัง Key ไม่ทันเสร็จก็โดนเด้งออกจากระบบ เพราะอยู่ในระบบนานเกินไป

เคยคิดในใจเหมือนกันว่า ทำไมไม่มีระบบอะไรที่เชื่อมข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะได้ไม่ต้องมานั่ง Key ให้ยุ่งยาก

และแล้วในปีนี้ สิ่งที่เคยฝันไว้ก็ได้กลายเป็นความจริง เพราะระบบของ TSD ได้ Link ข้อมูลการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดของผู้มีเงินได้แต่ละคนเข้ากับระบบการยื่นภาษีออนไลน์ของกรมสรรพากร โดยผู้ยื่นภาษีที่มีรายได้จากเงินปันผลแทบไม่ต้อง Key อะไรอีกต่อไปแล้ว

โดยส่วนตัว ได้ทดลองยื่นภาษีของตัวเองโดยใช้ข้อมูลออนไลน์จาก TSD แล้ว บอกได้เลยว่าสะดวกและรวดเร็วมาก อยากให้ทุกท่านลองทำกันดูนะคะ ขั้นตอนก็ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย ดังนี้ค่ะ

  1.  ให้ท่านเข้าไปในเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ในส่วนของการยื่นภาษีทางอินเตอร์เน็ตสำหรับบุคคลธรรมดา หรือเข้าตรงเลยตามลิงค์นี้ https://epit.rd.go.th/publish/index.php
  2. ดูที่กรอบสี่เหลี่ยมด้านซ้ายของจอ ในหัวข้อ “ภงด 90/91 ยื่นด้วยตนเอง” ให้มองลงไปด้านล่าง จะพบบรรทัดที่เขียนว่า “ขั้นตอนการ upload ข้อมูลจ่ายเงินปันผล” คลิกที่บรรทัดดังกล่าว จะมีไฟล์ PowerPoint เด้งขึ้นมา ให้เซฟไฟล์นี้ไว้ โดยไฟล์นี้จะเป็นคำแนะนำวิธีการใช้เว็บไซต์ของ TSDIVP_RD_Download_Internet2014_Page_01
  3. ให้เข้าไปในเว็บไซต์ของ TSD ตามลิงค์นี้ http://portal.tsd.co.th/th/index.html เพื่อสมัครสมาชิก Investor Portal เพื่อให้ได้ Username และ Password ใช้เวลาไม่นานเลยค่ะ สมัครวันนี้ พรุ่งนี้ก็ได้รับแล้ว
  4. เมื่อได้รับ Username และ Password แล้ว ให้ท่านกลับเข้าไปในเว็บไซต์ของ TSD อีกครั้ง จากนั้นให้ Login เข้าไปในระบบ แล้วทำตามคำแนะนำในไฟล์ PowerPoint ที่ดาวน์โหลดเก็บไว้แล้ว (ทำตามไปเรื่อยๆ รับรองว่าไม่ยากเลย เดี๋ยวก็เสร็จค่ะ ลองดูภาพประกอบด้านล่างนะคะ)IVP_RD_Download_Internet2014_Page_03IVP_RD_Download_Internet2014_Page_09IVP_RD_Download_Internet2014_Page_10IVP_RD_Download_Internet2014_Page_11
  5. เมื่อทำตามคำแนะนำทุกขั้นตอนแล้ว ท่านจะได้ข้อมูลเงินปันผลของตัวเองในปีนั้นๆ ให้ดาวน์โหลดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ได้เลย
  6. เมื่อท่านพร้อมจะยื่นภาษี ก็ให้เข้าไปในเว็บไซต์กรมสรรพากรตามปกติเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง พอเข้าระบบแล้วค่อย Upload ไฟล์ข้อมูลเงินปันผลที่เซฟเก็บเอาไว้ แค่นี้ก็เอาไปใช้ได้แล้วค่ะ

นอกจากจะง่ายเพราะไม่ต้อง Key ข้อมูลแล้ว ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่น่าจะได้รับก็คือ เจ้าหน้าที่สรรพากรย่อมไม่มีความจำเป็นต้องเรียกขอเอกสารเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลที่ยื่นไปเป็นข้อมูลจาก TSD อันเป็นหน่วยงานกลางที่เชื่อถือได้อยู่แล้ว

ซึ่งคงจะทำให้หลายคนไม่ต้องสแกนเอกสาร ไม่ต้องปริ๊นท์ ไม่ต้องส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ไม่ต้องไปที่สรรพากรอีกต่อไป น่าจะช่วยตัดปัญหาได้มากเลยทีเดียว

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจยังไม่รู้สึกถึงความง่าย ก็ขอให้ลองทำดูด้วยตนเองนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันสะดวกขนาดไหน

อ้อ.. ก่อนจบ ขอออกตัวว่าผู้เขียนบทความนี้ไม่ใช่คนของ TSD และไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงอยากช่วยบอกต่อให้ ขอขอบคุณหน่วยงานรวมทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องที่ได้ทำให้งานของนักลงทุนหุ้นผู้เสียภาษีทุกคนง่ายลงค่ะ

——————-

ปลุกเงินออมให้ทำงาน

ปลุกเงินออมให้ทำงาน

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อนได้อ่านเรื่อง “สูตร 4 บัญชี” ในการออมเงินสำหรับคนทั่วไป จัดทำโดย ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) รู้สึกว่าน่าสนใจจึงอยากหยิบยกมาพูดถึงไว้ในที่นี้ครับ

สูตร 4 บัญชี ของ TSI มีอยู่ว่า ให้เราแบ่งเงินที่ทำมาหาได้ในแต่ละเดือนออกเป็น 4 บัญชี ได้แก่

  1. บัญชีฉุกเฉิน
  2. บัญชีเงินออม : ระยะสั้นถึงระยะกลาง
  3. บัญชีเงินออม : ระยะยาว
  4. บัญชีลงทุน

บัญชีแรกคือ บัญชีฉุกเฉิน เป็นเงินที่ออมเผื่อไว้ใช้ในกรณีจำเป็น เช่น อยู่ๆ บริษัทที่เราทำงานเกิดปิดกิจการกะทันหัน หากมีเงินออมก้อนนี้อยู่ก็จะช่วยให้ดำรงชีวิตต่อไปได้ระยะหนึ่งโดยไม่เดือดร้อน

โดยสูตรนี้ระบุด้วยว่า เงินสำหรับเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินควรมีไม่ต่ำกว่า “6 เท่า” ของค่าใช้จ่ายรายเดือนพูดง่ายๆ ก็คือ ให้มีเงินพออยู่ได้ “6 เดือน” แม้ไม่มีรายได้เข้ามานั่นเอง

โดยส่วนตัว ตัวเลข “6 เท่า” นี้ ผมค่อนข้างเห็นด้วยครับ เพราะมันเป็นระยะเวลาที่ทำให้ “ตั้งหลักทัน”เช่น ดังกรณีข้างต้น คุณตกงานกะทันหันไม่มีงานทำ จะให้ไปหางานใหม่ดีๆ ใน 1-2 วันก็คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ถ้ามีเวลาสัก 3-4 เดือน ก็น่าจะมีเวลาคิดพิจารณา หางานที่ดีและเหมาะกับตัวเราได้มากขึ้น

ยิ่งถ้ามีเวลาถึง 6 เดือนในการหางานก็แน่นอนว่าจะเพิ่มโอกาสในการได้งานที่ดีและตรงกับความต้องการมากขึ้นไปอีก โดยไม่ต้องกลัวจะอดตาย

ประเภทที่สองคือ บัญชีเงินออม: ระยะสั้นถึงระยะกลาง เป็นเงินที่เก็บไว้สำหรับใช้ในระยะเวลาอันใกล้ หรือในเวลาที่ไม่นานเกินไปนัก ตัวอย่างเช่นคนที่เป็นแฟนบอล อยากบินลัดฟ้าไปดูฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ เช่นนี้ก็ต้องเร่งออมเงินเอาไว้เพื่อทำความฝันให้เป็นจริงให้ได้ เงินในบัญชีนี้ไม่มีเงื่อนไขว่าต้องออมไว้เท่าไรอย่างไร ขึ้นอยู่กับภารกิจที่เราต้องการบรรลุ เช่น ใช้ค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนบาท ก็ต้องออมให้ได้ 1 แสนบาทนั่นเอง

2_Jan_ปลุกบัญชีเงินออมให้ทำงาน-01

ประเภทที่สามคือ บัญชีเงินออม: ระยะยาว เป็นเงินที่เก็บไว้เพื่อเป้าหมายระยะยาว เช่น อยากส่งลูกไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ สมมุติว่าตอนนี้ลูกอายุ 12 ขวบ เพิ่งขึ้น ม.1 กว่าลูกจะจบปริญญาตรีก็ต้องรอจนอายุ 22 ยังมีเวลาออมอีก 10 ปี ก็ให้ออมไปเรื่อยๆ จนได้เงินในจำนวนที่ต้องการ จะมากหรือน้อยเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่าจะไปเรียนที่ประเทศไหน

และประเภทสุดท้าย คือ บัญชีลงทุน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเงินที่เอาไว้สำหรับลงทุน อันนี้เขาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าต้องออมมากหรือน้อยเท่าไร หรือออมเดือนละกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ บอกเพียงว่าให้มีเงินส่วนนี้ไว้บ้าง เพื่อจะได้เอาไปลงทุนให้งอกเงย มิใช่ทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว

และนั่นคือ “สูตร 4 บัญชี”ของ TSI และต่อไปนี้คือมุมมองของผม ที่อยากเสนอเพิ่มเติมเข้าไปครับ

ในความคิดของผม ผมเห็นด้วยที่จะเก็บเงินสดไว้ในบัญชีประเภทแรก คือ “บัญชีฉุกเฉิน” แต่สำหรับ “บัญชีเงินออมระยะสั้น” และ “บัญชีเงินออมระยะยาว” ผมคิดว่าควรจะเอามันไป “ลงทุน” ด้วยเช่นกัน

เพราะแม้ “เงินออม” จะเป็น “เงิน” จริงๆ แต่หากไม่ทำอะไรกับมัน เอาแต่ฝากธนาคารไว้ มันก็จะเป็นเงินที่ “นอนเฉยๆ”

ในทางปฏิบัติแล้ว เงินที่ใส่ไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร หากเอาเรื่องของเงินเฟ้อมาคิดคำนวณด้วย แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นบ้างจากดอกเบี้ย แต่มูลค่าของมันกลับลดลงกว่าเดิม เรียกว่าได้ผลตอบแทนน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ผลตอบแทนเลย เนื่องจาก “อำนาจซื้อ” ของมันไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (เพียงแค่มั่นใจได้ว่าเงินนั้นจะไม่หายไปไหน)

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงแนะนำให้เอาเงินมา “ลงทุน” ซึ่งจะเป็นการ “ปลุก” เงินของคุณที่นอนอยู่เฉยๆ ขึ้นมา “ทำงาน”

อย่างไรก็ตาม วิธีลงทุนสำหรับเงินในแต่ละบัญชีก็ควรจะแตกต่างกันออกไป เพื่อ “ตอบโจทย์” ความต้องการของเรา

สำหรับบัญชีแรก คือ “บัญชีฉุกเฉิน” อย่างที่บอกไปคือเก็บเป็นเงินสดไว้ดีแล้ว ในขณะที่ “บัญชีเงินออมระยะสั้นหรือระยะกลาง” ท่านควรจะเอาเงินในทั้งสองบัญชีนี้ ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดี มีสภาพคล่อง สามารถไถ่ถอน ขายทิ้งได้ง่าย

ผมพิจารณาดูแล้ว หากเป็นเงินออมระยะสั้น อาจจะเก็บไว้ใน Money Market Fund หรือชื่อไทยคือ “กองทุนรวมตลาดเงิน”ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ สามารถไถ่ถอนได้ตลอดโดยมีความเสี่ยงต่ำมาก แม้ผลตอบแทนจะไม่มากนัก ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ก็ตาม

หรือหากอยากได้ผลตอบแทนสูงขึ้น อาจจะลงทุนใน “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งหลายกองให้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 6-7% ต่อปี รวมทั้ง REITS หรือ “กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์” ก็เป็นการลงทุนที่น่าสนใจแต่ในกรณีของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REITS ต้องเลือกกองที่สภาพคล่องดี เพื่อที่ว่าหากมีความจำเป็นจะได้ขายหน่วยลงทุนทิ้งแล้วเอาเงินไปใช้ได้ ตรงนี้สำคัญมากๆ นะครับ

และสำหรับ “บัญชีเงินออมระยะยาว”รวมทั้ง “บัญชีลงทุน” ผมแนะนำให้ลงทุนใน “หุ้นพื้นฐานดี” เนื่องจากผลตอบแทนจากหุ้น พิสูจน์แล้วว่าสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอีกหลายประเภท

หากความรู้ของท่านยังไม่มากนัก ท่านอาจจะลงทุนด้วยวิธี DCA (Dollar Cost Averaging) คือทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดีเข้ามาไว้ในพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เกี่ยงราคา ซึ่งจะทำให้ท่านได้ “หุ้นดี” ในราคา “กลางๆ”

ถ้าเป็นหุ้นของกิจการที่ดี มันย่อมจะเติบโตต่อไปในอนาคต และทำให้ท่านได้รับผลตอบแทนที่งดงามอย่างแน่นอน ขอเพียงสามารถ “รอ” ได้ และไม่รีบร้อนขายทิ้งไปเสียก่อน ซึ่งก็น่าจะเหมาะกับเงินในบัญชีออมระยะยาวและบัญชีลงทุนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย ผมแนะนำให้ลงทุนใน “กองทุนหุ้น” ประเภท “กองทุนอิงดัชนี” (Index Fund) อาทิ SET50 หรือ SET100 ซึ่งเปรียบได้กับการซื้อหุ้นหลายๆ ตัวในตลาด โดยผลตอบแทนของกองทุนอิงดัชนีของไทยในรอบสิบปีที่ผ่านมาถือได้ว่าค่อนข้างสูง หลายกองให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในระดับ “เลขสองหลัก” ซึ่งถือว่าน่าพอใจมากๆ เลยทีเดียว

โดยสรุป สูตร 4 บัญชี เป็นแนวปฏิบัติที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่หลักของผมก็คือ อย่าออมแต่เพียงอย่างเดียว ต้อง “ปลุก” เงินออมทั้งหมดขึ้นมา “ทำงาน” ด้วยการเอามันไป “ลงทุน” โดยเลือกวิธีลงทุนให้เหมาะสมกับความจำเป็นของเงินในแต่ละส่วน เช่นนี้จึงจะดีที่สุดครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุนได้ที่ www.krungsri.com