อย่ามองข้าม “กำไรตรงกลาง”

ebit

ชนิดา พัธโนทัย

หากพูดถึง งบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นงบที่แสดงผลการดำเนินงานของบริษัทแล้ว จุดหลักที่นักลงทุนต้องดูก่อนเลยก็คือ “Top line” ซึ่งหมายถึง “รายได้หลัก” ของบริษัท เช่น ยอดขาย หรือ รายได้จากการให้บริการต่างๆ ว่ามีอัตราการเติบโตมากน้อยเพียงใด

อีกจุดหนึ่ง ได้แก่ “Bottom line” คือเปิดดู “ตัวเลขบรรทัดสุดท้าย” ซึ่งหมายถึง “กำไรสุทธิ” เพราะถ้าขายได้เยอะ แต่ได้กำไรกลับมาน้อย ก็ย่อมจะไม่ดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้พิจารณา คือ “กำไรที่อยู่ตรงกลาง”

กำไรที่อยู่ตรงกลางระหว่างบรรทัด หรือที่เราเรียกว่า “EBIT” ชื่อภาษาไทยคือ “กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและภาษี” (Earnings before interest and tax) หรือบ้างก็เรียกว่า “กำไรจากการดำเนินงาน” (Operating profit) เป็นกำไรอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน

EBIT คือกำไรที่มาจาก รายได้จากการขาย หัก ต้นทุนขาย หัก ค่าใช้จ่ายในการขาย หัก ค่าใช้จ่ายในการบริหาร พูดง่ายๆ คือ รายได้ทั้งหมดของบริษัทหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบริษัท ยกเว้นเพียงสองรายการ คือ ดอกเบี้ยจ่าย และ ภาษีเงินได้

ดังนั้น EBIT จึงเอาไว้ใช้พิจารณากำไรของบริษัทที่ได้จากการประกอบกิจการจริงๆ ซึ่งยังไม่รวมผลของค่าใช้จ่ายที่เกิดจากโครงสร้างทางการเงินของบริษัท (ดอกเบี้ยจ่าย) และปัจจัยภายนอก (ภาษีเงินได้) นั่นเอง

Profits2

ในกรณีที่กิจการของบริษัทสามารถสร้างกำไรได้มาก EBIT ก็จะเยอะ แต่ถ้าบริษัทก่อหนี้ไว้เยอะ ดอกเบี้ยจ่ายก็จะมากัดกินกำไรนั้นจนลดลง …

หากเราดูกำไรแค่บรรทัดสุดท้าย เราจะมองไม่เห็นว่า จริงๆ แล้วบริษัทนี้มีผลการดำเนินงานที่ดี เพียงแต่มีภาระดอกเบี้ยเยอะ ซึ่งถ้าสามารถเคลียร์หนี้ได้หมด ก็จะเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่น่าสนใจ

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ราคาหุ้นของบางบริษัทจะสูงขึ้นทันที เมื่อบริษัทประกาศว่าจะปรับโครงสร้างทางการเงิน หรือใช้วิธีใดก็ตามที่สามารถเคลียร์หนี้ให้น้อยลงได้ เพราะนั่นจะทำให้กำไรสุทธิค่อยๆ เพิ่ม และ P/E ก็จะลดลงตามไปด้วย (แต่ถ้าบริษัทเคลียร์หนี้ด้วยการเพิ่มทุน อันนี้ต้องดูอีกทีว่า EPS มีการ Dilute ลงมากน้อยแค่ไหน)

ดังนั้น EBIT จึงเป็นกำไรของทั้ง “ผู้ถือหุ้น” และ “เจ้าหนี้” (เนื่องจากยังไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยออกไป) ต่างจาก Net Profit ซึ่งเป็นกำไรของ “ผู้ถือหุ้น” เท่านั้น

ยังมี “กำไรขั้นกลาง” อีกหนึ่งตัว คือ EBITDA หรือ “กำไรที่อยู่ในรูปเงินสด” ซึ่งมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนจะต้องรู้ไว้ เอาไว้มาว่ากันต่อตอนหน้าค่ะ

———————-

หลักสูตร VI101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” รุ่นที่ 4 โดย Club VI  วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. นี้ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ แต่ยังไม่มีพื้นฐานหรือพื้นฐานยังน้อย สมัครได้เลย คลิกที่นี่ 

หลักสูตรยอดนิยม VI201 “อ่านงบการเงิน” และ VI202 “ประเมินมูลค่าหุ้น” รุ่นที่ 4 สมัครได้เลย คลิกที่นี่  

VI 101 รุ่น 4 รับสมัครแล้ว (เต็มแล้วค่ะ)

vi101-roon4-full

หลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” โดย Club VI จัดไปแล้วสามรุ่น และได้รับความสนใจสูงมาก โดยมีผู้จองเข้ามาเต็มทุกที่นั่ง

สำหรับรุ่นที่ 4 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. 2558 ราคา 1,900 บาท ท่านที่สนใจสามารถสมัครได้ทันที รายละเอียดตามด้านล่างนี้ค่ะ

———————————-

สัมมนา ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้ โดย Club VI

หลักสูตร VI 101: พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า รุ่นที่ 4 

 ระดับ: ต้น 

 วัน-เวลา-สถานที่

วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. 2558 เวลา 9.30-16.30 น. (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 9.00 น.) ณ ห้อง Auditorium ชั้น 1 อาคาร SCG Experience อยู่ภายใน Crystal Design Center (CDC) ถนนประดิษฐ์มนูธรรม (เลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา)

เหมาะสำหรับ        

ผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ (ลงทุนเน้นมูลค่า) แต่ยังไม่มีพื้นความรู้ หรือพื้นความรู้ยังไม่มาก ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องทำอะไรบ้าง ต้องรู้อะไรบ้าง ต้องอ่านอะไรบ้าง ไม่ชอบความเสี่ยง กลัวขาดทุน ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ

  • สามารถเริ่มต้นลงทุนแนววีไอ “อย่างถูกต้อง” ได้ทันที โดยมีความรู้พื้นฐานทุกเรื่องที่จำเป็นสำหรับการลงทุนในขั้นต้น
  • สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในระดับสูงขึ้นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงบการเงิน การประเมินมูลค่าหุ้น การวิเคราะห์หุ้นเชิงลึก ฯลฯ

เนื้อหาหลัก

  • สร้าง Mindset ที่ถูกต้องสำหรับการลงทุนแบบวีไอ
  • ทางเลือกต่างๆ ในการลงทุนภายใต้กรอบของวีไอ
  • “Step-by-Step Guideline” แนะ “วิธีปฏิบัติ” สำหรับการลงทุนแบบวีไออย่างละเอียด ต้องทำอะไรบ้าง ทีละขั้นตอน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นวีไอที่สมบูรณ์
  • อัตราส่วนทางการเงินขั้นต้นที่วีไอมือใหม่จำเป็นต้องทราบ
  • วิธีวิเคราะห์หุ้นแบบ Club VI ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
  • ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการวิเคราะห์หุ้น แหล่งข้อมูล และวิธีหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิผล

วิทยากร

  • ชัชวนันท์ สันธิเดช ผู้ก่อตั้ง Club VI, เป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า ประสบการณ์กว่า 10 ปี, เป็นนักเขียน-นักแปล ผู้แปลหนังสือ Tap Dancing to Work ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ร่วมเขียน, เขียนหนังสือ “ลงทุนหุ้นอย่างไร กำไร…ตั้งแต่ซื้อ” “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” และ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ #2: วัดพลังหุ้น” และแปลหนังสือลงทุนชื่อดังอีกกว่า 10 เล่ม

จำนวนผู้เข้าอบรม ไม่เกิน 60 ท่าน

ค่าสัมมนา 1,900 บาท

ราคานี้รวม

  • เอกสารประกอบการสัมมนา 1 ชุด
  • อาหารว่าง เช้า-บ่าย

ราคานี้ไม่รวม

  • อาหารกลางวัน

เปิดรับสมัครแล้ว โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ท่านสะดวก ดังต่อไปนี้ (หากเป็นไปได้ กรุณาโอนเป็นเศษสตางค์ เพื่อความสะดวกในการตรวจเช็ค)      

           ธนาคารกรุงเทพ (BBLบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่: 066-7-05774-9                                              ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)      

           ธนาคารกสิกรไทย (KBANKบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 996-2-06200-5                                        ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

           ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 404-486287-4                                          ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

2. เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาถ่ายรูปหรือสแกนสลิป หรือ Cap หน้าจอกรณีโอนออนไลน์ แล้วอีเมล์มาที่ clubvidotcom@gmail.com หรือแฟกซ์มาที่ 02-938-3339 โดยระบุรายละเอียด 1) ชื่อ-นามสกุล 2) เบอร์โทรศัพท์ 3) หลักสูตรที่ต้องการเรียนพร้อมจำนวนเงินที่โอน เช่น สมัคร VI 101 โอนแล้ว 1,900.XX บาท

3. รออีเมล์ตอบกลับจากทีมงานเพื่อยืนยันการสมัคร

หมายเหตุ

  • การสมัครของท่านจะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อท่านได้รับอีเมล์ยืนยันจากทีมงาน
  • เมื่อท่านชำระเงินแล้ว ทาง Club VI ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนเงิน (ยกเว้นกรณีที่เต็ม) แต่หากมาไม่ได้จริงๆ ท่านสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นเรียนแทนได้ โดยกรุณาแจ้งให้ทีมงานทราบล่วงหน้าตามที่อยู่อีเมล์ด้านล่างนี้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เข้าสัมมนา
  • กรณีโอนเงินมาแล้วแต่ที่เต็ม ทีมงานจะติดต่อท่านเพื่อขอหลักฐานและโอนเงินคืนให้
  • หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องประการใด สอบถามได้ที่ ClubVIdotcom@gmail.com หรือ Facebook.com/ClubVI

————————————

เรื่องค่า P/E ที่ควรรู้

PE-fon

โดย ชนิดา พัธโนทัย

มองดูดัชนีตลาดหุ้นไทยตอนนี้ หลายคนคงรู้สึกว่าหุ้นไทยแพงเกินไปแล้วที่จะซื้อ (แม้จะตกลงมาบ้างในช่วงไม่กี่วันนี้) ซึ่งก็อาจจะจริง อย่างไรก็ตาม เราควรกลับมาพิจารณาหุ้นเป็นรายตัวเสียก่อน เพราะหุ้นแต่ละตัวมีอัตราความสามารถในการทำกำไรที่แตกต่างกัน มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน

โดยวิธีการง่ายๆ ที่ใช้พิจารณาว่าหุ้น “ถูก” หรือ “แพง” ซึ่งเป็นที่นิยมกันก็คือ “ค่า P/E”

ค่า P/E คือการวัดความถูกแพงของหุ้น โดยเปรียบเทียบ ราคา (P = Price) กับ กำไรต่อหุ้น (E = Earnings per share) ของบริษัท ถ้า “P/E ต่ำ” หมายความว่า หุ้นนั้นราคาถูก และหากเข้าไปซื้อ ก็จะใช้เวลา “คืนทุน” เร็ว

เช่น P/E = 6 เท่า หมายความว่า หากบริษัทยังได้กำไรในระดับเดิมเท่ากันทุกปี ผู้ที่ซื้อหุ้นนั้นก็จะใช้เวลา 6 ปีในการคืนทุน ในทางตรงกันข้าม ถ้า “P/E สูง” แปลว่าหุ้นนั้นแพง และจะใช้เวลาคืนทุนนานกว่านั่นเอง

แต่การพิจารณาค่า P/E ไม่ใช่ว่านำตัวเลขมาหารกันง่ายๆ หรือดูเอาดื้อๆ จากเว็บไซต์หรือหนังสือพิมพ์ธุรกิจ แล้วจะสรุปได้เลยว่าหุ้นตัวนั้นถูก ตัวนี้ถูก เข้าซื้อได้แล้ว การกระทำเช่นนั้น อาจนำไปสู่การวิเคราะห์ที่ผิดพลาด และอาจสร้างความเสียหายให้แก่การลงทุนของเราได้ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าตัวเราขาดความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

ถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรลงทุนได้หรือยัง ในประเด็นนี้ สิ่งที่สำคัญมากๆ และอยากให้พิจารณาก็คือ คุณภาพของ E

คุณภาพของ E หมายถึง “คุณภาพของกำไรของบริษัท” นั่นเอง โดยเราต้องดูว่าบริษัทมีกำไรที่สม่ำเสมอและเติบโตอย่างมั่นคงหรือไม่

กรณีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งก็คือ บริษัทมี “กำไรจากรายการพิเศษ” อันหมายถึงกำไรที่เกิดขึ้นแค่งวดบัญชีเดียว ซึ่งต้องระวัง!!! เพราะมันเป็นหลุมพรางอันอาจทำให้เราเข้าใจผิดคิดไปว่า P/E ที่ออกมาต่ำนั้น บ่งบอกว่าหุ้นตัวนั้น “ราคาถูก”

ครั้นถึงปีถัดมา บริษัทไม่มีกำไรพิเศษอีกต่อไป P/E จึงดีดตัวสูงขึ้น และสะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วหุ้นนั้น “แพง” กว่าที่เราคิด

การจะดูว่าตัวเลขกำไรสุทธิมีการเติบโตอย่างยั่งยืนและสม่ำเสมอหรือไม่ จึงควรนำงบการเงินมาเปิดดู และต้องเอากำไรจากการดำเนินธุรกิจจริงๆ มาพิจารณา โดยตัดพวกกำไรจากรายการพิเศษ หรือที่เรียกกันว่า “Non-recurring items” ออก ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพการเติบโตของกำไรที่แท้จริงของบริษัท

ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งก็คือ กรณีที่บริษัทมีการเพิ่มทุนบ่อยๆ หรือแจก “วอร์แรนต์” (warrant หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิการซื้อหุ้น) ฟรี เพราะเมื่อวอร์แรนต์เหล่านั้นแปลงสิทธิมาเป็น “หุ้น” จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ EPS ลดลงทันที และค่า P/E ก็จะสูงขึ้นทันทีเช่นกัน

ประการสุดท้ายที่นักลงทุนมักมองข้ามคือ มีบางอุตสาหกรรมที่ไม่เหมาะในการใช้ค่า P/E วัดความถูกแพงของหุ้น อาทิ ธุรกิจที่กำไรไม่สม่ำเสมอ ธุรกิจที่เป็น Cycle หรือขายสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ (ประเด็นนี้หากจะให้ลงรายละเอียดคงต้องว่ากันยาว เพราะเป็นเรื่องอันเกี่ยวเนื่องกับ Business Nature หรือธรรมชาติของธุรกิจนั้นๆ)

โดยสรุปก็คือ ในการดูค่า P/E เราควรพิจารณาหลายสิ่งหลายอย่าง และคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ หลายประการ

ดังนั้น การเป็นนักลงทุนที่ดี จึงจำเป็นต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับตัวธุรกิจและเรื่องราวทางการเงินของบริษัท จึงจะสามารถนำมาวิเคราะห์และปรับใช้กับการลงทุนได้

ถึงตอนนี้ เหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือนก็จะสิ้นปี 2557 นักลงทุนอย่างเราๆ ได้รับรู้กำไรของบริษัทมา 9 เดือนเต็มแล้ว เราจึงอาจลองคาดการณ์กำไรไตรมาสสุดท้าย เพื่อที่จะหากำไรของทั้งปี 2557 ได้ หรือหากใคร Advanced ขึ้นมาหน่อย ก็อาจคาดการณ์กำไรปี 2558 ทั้งปี แล้วคำนวณหาค่า P/E ดูว่า หุ้นที่เราเล็งอยู่ “ถูกหรือแพง” ขนาดไหนอย่างไร

.. แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะ “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” ดี