สัมมนา VI101 รุ่นที่ ๓ (ขออภัยเต็มแล้วครับ)

vi101-roon3-full

หลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” โดย Club VI จัดไปแล้วสองรุ่น และได้รับความสนใจสูงมาก โดยมีผู้จองเข้ามาเต็มทุกที่นั่ง

สำหรับรุ่นที่ 3 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2557 ราคา 1,900 บาท ท่านที่สนใจสามารถสมัครได้ทันที รายละเอียดตามด้านล่างนี้ค่ะ

———————————-

สัมมนา ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้ โดย Club VI

หลักสูตร VI 101: พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า รุ่นที่ 3 

 ระดับ: ต้น 

 วัน-เวลา-สถานที่

วันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2557 เวลา 9.30-16.30 น. (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 9.00 น.) ณ ห้อง Auditorium ชั้น 1 อาคาร SCG Experience อยู่ภายใน Crystal Design Center (CDC) ถนนประดิษฐ์มนูธรรม (เลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา)

เหมาะสำหรับ        

ผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ (ลงทุนเน้นมูลค่า) แต่ยังไม่มีพื้นความรู้ หรือพื้นความรู้ยังไม่มาก ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องทำอะไรบ้าง ต้องรู้อะไรบ้าง ต้องอ่านอะไรบ้าง ไม่ชอบความเสี่ยง กลัวขาดทุน ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ

  • สามารถเริ่มต้นลงทุนแนววีไอ “อย่างถูกต้อง” ได้ทันที โดยมีความรู้พื้นฐานทุกเรื่องที่จำเป็นสำหรับการลงทุนในขั้นต้น
  • สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในระดับสูงขึ้นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงบการเงิน การประเมินมูลค่าหุ้น การวิเคราะห์หุ้นเชิงลึก ฯลฯ

เนื้อหาหลัก

  • สร้าง Mindset ที่ถูกต้องสำหรับการลงทุนแบบวีไอ
  • ทางเลือกต่างๆ ในการลงทุนภายใต้กรอบของวีไอ
  • “Step-by-Step Guideline” แนะ “วิธีปฏิบัติ” สำหรับการลงทุนแบบวีไออย่างละเอียด ต้องทำอะไรบ้าง ทีละขั้นตอน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นวีไอที่สมบูรณ์
  • อัตราส่วนทางการเงินขั้นต้นที่วีไอมือใหม่จำเป็นต้องทราบ
  • วิธีวิเคราะห์หุ้นแบบ Club VI ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
  • ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการวิเคราะห์หุ้น แหล่งข้อมูล และวิธีหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิผล
  • บทเรียนจากนักลงทุนระดับโลกต่างๆ ที่สามารถปรับใช้กับการลงทุนได้

วิทยากร

  • ชัชวนันท์ สันธิเดช ผู้ก่อตั้ง Club VI, เป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า ประสบการณ์กว่า 10 ปี, เป็นนักเขียน-นักแปล ผู้แปลหนังสือ Tap Dancing to Work ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ร่วมเขียน, เขียนหนังสือ “ลงทุนหุ้นอย่างไร กำไร…ตั้งแต่ซื้อ” “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” และ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ #2: วัดพลังหุ้น” และแปลหนังสือลงทุนชื่อดังอีกกว่า 10 เล่ม

จำนวนผู้เข้าอบรม ไม่เกิน 60 ท่าน

ค่าสัมมนา 1,900 บาท

ราคานี้รวม

  • เอกสารประกอบการสัมมนา 1 ชุด
  • อาหารว่าง เช้า-บ่าย

ราคานี้ไม่รวม

  • อาหารกลางวัน

เปิดรับสมัครแล้ว โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ท่านสะดวก ดังต่อไปนี้ (หากเป็นไปได้ กรุณาโอนเป็นเศษสตางค์ เพื่อความสะดวกในการตรวจเช็ค)      

           ธนาคารกรุงเทพ (BBLบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่: 066-7-05774-9 ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)      

           ธนาคารกสิกรไทย (KBANKบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 996-2-06200-5  ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

           ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 404-486287-4 ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

2. เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาถ่ายรูปหรือสแกนสลิป หรือ Cap หน้าจอกรณีโอนออนไลน์ แล้วอีเมล์มาที่ clubvidotcom@gmail.com หรือแฟกซ์มาที่ 02-938-3339 โดยระบุรายละเอียด 1) ชื่อ-นามสกุล 2) เบอร์โทรศัพท์ 3) หลักสูตรที่ต้องการเรียนพร้อมจำนวนเงินที่โอน เช่น สมัคร VI 101 โอนแล้ว 1,900.XX บาท

3. รออีเมล์ตอบกลับจากทีมงานเพื่อยืนยันการสมัคร

หมายเหตุ

  • การสมัครของท่านจะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อท่านได้รับอีเมล์ยืนยันจากทีมงาน
  • เมื่อท่านชำระเงินแล้ว ทาง Club VI ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนเงิน (ยกเว้นกรณีที่เต็ม) แต่หากมาไม่ได้จริงๆ ท่านสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นเรียนแทนได้ โดยกรุณาแจ้งให้ทีมงานทราบล่วงหน้าตามที่อยู่อีเมล์ด้านล่างนี้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เข้าสัมมนา
  • กรณีโอนเงินมาแล้วแต่ที่เต็ม ทีมงานจะติดต่อท่านเพื่อขอหลักฐานและโอนเงินคืนให้
  • หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องประการใด สอบถามได้ที่ ClubVIdotcom@gmail.com หรือ Facebook.com/ClubVI

————————————

รีวิว CPALL Q2 ปี 57

cpall_new_logo1

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

รายได้รวมของ CPALL ในไตรมาส 2 ปี 2557 เพิ่มขึ้นถึง 71.8% กลายเป็น 92,134 ล้านบาท หลังเข้าเทคโอเวอร์ MAKRO คิดเป็นรายได้จาก “ห้างแม็คโคร” 34,749 ล้านบาท ที่เหลือมาจาก “ร้าน 7-eleven” ซึ่งขยายเพิ่มจาก 7,210 สาขา ในไตรมาส 2 ปีที่แล้ว เป็น 7,816 สาขา ในไตรมาส 2 ปีนี้

หากดูเฉพาะรายได้จากธุรกิจเดิมของ CPALL คือร้าน 7-eleven และธุรกิจข้างเคียง จะพบว่าเพิ่มขึ้น 8.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปกติเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยทำได้

ในขณะที่ Gross Margin ของ CPALL ลดลงค่อนข้างมาก จาก 26.3% กลายเป็น 21.3% อันเป็นผลจากการเข้าซื้อกิจการ MAKRO ซึ่งเป็นธุรกิจ “กึ่งค้าส่ง” ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าเยอะ จึงมาฉุด GM ของ CPALL ให้ลดต่ำลงด้วย

อย่างไรก็ตาม หากหยิบเอา MAKRO ออกไป จะพบว่า Gross Margin ของธุรกิจร้าน 7-eleven เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 25.6% เป็น 26.2% อันเป็นผลมาจากการเพิ่มสินค้า House Brand ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าเข้ามาค่อนข้างหนาตา โดยใช้แบรนด์ 7-eleven ที่ผมเคยเห็นก็อย่างเช่น กาแฟเซเว่น ขนมปังเซเว่น เครื่องดื่มเซเว่น หรือแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเซเว่น ก็มีวางขายแล้ว

จะเห็นได้ว่าตัวธุรกิจเดิมของ CPALL ยังดำเนินต่อไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้

cpall-mama

บรรทัดถัดลงมา คือ “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” (SG&A) ปรากฏว่า SG&A ของ CPALL เพิ่มขึ้นจาก Q2 ปีที่แล้วถึง 33.4% หลังควบรวมกิจการกับ MAKRO

แต่หากเอา “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” ไปเทียบกับ “รายได้รวม” จะพบว่าอัตราส่วนตรงนี้ลดลง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเดิม คือธรรมชาติของ “ห้างแม็คโคร” ซึ่งเป็นธุรกิจ(กึ่ง)ค้าส่ง มีสัดส่วน SG&A ต่อรายได้ต่ำกว่า “ร้านเซเว่น” เยอะ จึงช่วยลดอัตราส่วนเดียวกันนี้ของ CPALL จากเดิม 23.6% ให้เหลือเพียง 18.3%

ในขณะที่ “กำไรจากการดำเนินงาน” ของ CPALL เพิ่มขึ้น 57.2% กลายเป็น 5,218 ล้านบาท ซึ่งก็อีกเช่นเคย คือส่วนหนึ่งเป็นกำไรจาก MAKRO ส่วน EBIT margin ลดลงเล็กน้อยจาก 6.2% เป็น 5.7% (ด้วยเหตุผลเดียวกับ GM ที่ลดลง คือ MAKRO จะมี EBIT margin ต่ำกว่าโดยธรรมชาติ จึงมาฉุดตัวเลขนี้ของ CPALL ลงด้วย)

7-112

จุดที่น่าสนใจและอยากให้จับตามองเป็นพิเศษ คือ ….

หากดูเฉพาะธุรกิจร้าน 7-eleven ปรากฏว่าตัวเลข EBIT เพิ่มขึ้นจาก 3,423 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2556 มาอยู่ที่ 4,970 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2557 หรือเพิ่มขึ้น 45.2% และหากพิจารณา EBIT marginจะพบว่าเพิ่มขึ้นจาก 6.4% เป็น 8.6% เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ในอดีตที่ผ่านมา ธุรกิจร้าน 7-eleven มี EBIT margin อยู่ในระดับเฉลี่ย 6.5% มาตลอด

นั่นแปลว่า ตัวธุรกิจเดิมของ CPALL คือร้าน 7-eleven “ดีขึ้น” อย่างเห็นได้ชัด มีพัฒนาการในการทำกำไรที่โดดเด่นมากๆ

Makro_2012-02-15_12-59-12และแม้การมีโมเดล “ธุรกิจ(กึ่ง)ค้าส่ง” เข้ามาซ้อนทับกับ “ธุรกิจค้าปลีก” จะส่งผลให้อัตราส่วนกำไรและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของทั้งสองธุรกิจเข้ามา Weight กัน

แต่สุดท้ายแล้ว เชื่อแน่ว่าตัวเลขอัตราส่วนกำไรและค่าใช้จ่ายในแต่ละบรรทัดของ CPALL จะเริ่ม “นิ่ง” และทำให้นักลงทุนที่ตามอ่านงบอย่างเราๆ มองออกว่ามันควรจะอยู่ที่เท่าไรอย่างไร เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นตกใจ ทั้งหมดเป็นเรื่องธรรมดา

สิ่งที่ควรจะตกใจ อยู่ที่บรรทัดต่อไปต่างหากครับ….

บรรทัดสุดท้าย คือ “กำไรสุทธิ” ของ CPALL ลดลงถึง “15.0%” ซึ่งก็อย่างที่รู้กัน คือเป็นผลมาจาก “ดอกเบี้ยจ่าย” ในการเข้าซื้อ MAKRO ทำให้บริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยมโหฬารถึง 2,398 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ (ย้ำว่าแค่ไตรมาสนี้ไตรมาสเดียวนะครับ) เมื่อเทียบกับ Q2 ปีที่แล้ว ซึ่งจ่ายเพียง 127 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทีมงานเราจึงไปค้นต่อ ว่าการที่บริษัทจ่ายดอกเบี้ยบักโกรกขนาดนี้ ยอดหนี้ที่เป็น “เงินต้น” ของบริษัทลดลงหรือยัง (นับตั้งแต่เข้าซื้อ MAKRO เมื่อ Q3 ปีที่แล้ว) เพราะหากเงินต้นลดลง ต่อไปภาระดอกเบี้ยก็อาจจะเบาลงได้บ้าง

ข้อมูลที่พบนั้น “น่าประหลาดใจ” ยิ่ง จะเป็นอย่างไร เอาไว้มาต่อกันตอนหน้าครับ

———————————

** สนใจหลักสูตรสัมมนา “พื้นแน่น แม่นงบ” สอนวิธีอ่านงบการเงินเพื่อใช้ลงทุน และหลักสูตรยอดนิยม “ประเมินมูลค่าหุ้น” โดยทีมงาน Club VI คลิกที่นี่ **

เครดิตภาพ: ภาพโลโก้ CPALL โลโก้ 7-eleven จากเว็บไซต์บริษัทซีพีออลล์, ภาพโลโก้ MAKRO จากเว็บไซต์บริษัท MAKRO, ภาพบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของ Club VI

 

รีวิว HMPRO Q2 ปี 57

hmpro8โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

งบไตรมาส 2 ของ HMPRO ออกแล้วครับ

“รายได้รวม” เพิ่มขึ้น 23.76% เป็น 12,788.24 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว หลักๆ มาจาก “รายได้จากการขาย” ซึ่งมาจากสาขาที่เปิดใหม่ และการเติบโตของสาขาเดิม

โดย Same-store Sales Growth (SSSG) ของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 4% สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนของสินค้า house brand ซึ่งถือว่าบริษัททำได้ไม่เลวเลย

อย่างไรก็ตาม “กำไรสุทธิ” กลับเพิ่มแค่ 8.57% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน!!

ถามว่าทำไม “รายได้” เพิ่ม “เยอะ” แต่ “กำไรสุทธิ” เพิ่ม “น้อย” … เราลองมาดูกันทีละบรรทัดนะครับ

ขั้นแรก “กำไรขั้นต้น” เพิ่มขึ้น 548.14 ล้านบาท หรือเพิ่ม 20.88% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดย Gross Margin อยู่ที่ 26.39% ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 26.94% แต่ต้องทำใจไว้ว่า ต่อไปตัวเลขนี้จะลดลงแน่นอน เพราะมีธุรกิจ “เมกาโฮม” ที่ Gross Margin ต่ำกว่าเข้ามาพ่วงด้วย

ที่ต้องระวังคือบรรทัดต่อไป…

Profits2

“ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” (SG&A) ของ HMPRO เพิ่มขึ้น 25.41% ถือว่าเพิ่มสูงมาก สูงกว่าการเพิ่มของรายได้เสียด้วยซ้ำ!!

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ SG&A เพิ่มเยอะ น่าจะมาจากค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาของเมกาโฮม รวมถึงโฮมโปรสาขามาเลเซีย เพราะบริษัทต้องจ้างคน ต้องจ่ายค่าขนส่ง รวมทั้งจ่ายค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมากมาย

นี่แหล่ะครับ คือปัจจัยสำคัญที่มาบั่นทอนกำไร!!

ด้วยเหตุนี้ “กำไรจากการดำเนินงาน” (EBIT) ในไตรมาส 2 ปี 57 จึงเพิ่มขึ้นเพียง 13% อยู่ที่ 1,101 ล้านบาท (ทั้งๆ ที่รายได้เพิ่มขึ้นถึง 26%) และ EBIT Margin ลดจาก 9.4% เหลือ 8.6% เมื่อเทียบกับ Q2 ปีที่แล้ว

hmpro5

ยังไม่หมดนะครับ ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้กำไรเพิ่มน้อย ทั้งๆ ที่รายได้เพิ่มกระฉูด นั่นก็คือ “ดอกเบี้ยจ่าย”

จากข้อมูลที่รายงานออกมา HMPRO มีดอกเบี้ยจ่ายในไตรมาส 2 ปี 57 (เฉพาะ 3 เดือน) ประมาณ 106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 52.5 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้น “เกือบเท่าตัว” เลยทีเดียว

เหตุที่ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้นขนาดนี้ เป็นเพราะปี 2556 แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “ปีแห่งการลงทุน” ของ HMPRO เลยก็ว่าได้

โดยในปี 2556 ทั้งปี บริษัทได้ทุ่มลงทุนเป็นจำนวนเงินกว่า “9,000 ล้านบาท” ใช้เงินสดที่มีอยู่ราว “5,000 ล้าน” และกู้เพิ่มอีกประมาณ “4,000 ล้าน” ในการลุยเปิดโฮมโปรถึง 11 สาขา (มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา) และเมกาโฮมอีก 2 สาขา

hmpro2

ทั้งนี้ ในส่วนที่กู้เพิ่ม บริษัทใช้การ “ออกหุ้นกู้” เป็นหลัก และอันที่จริงถ้าเราย้อนไปดูงบปี 2556 เต็มปี จะเห็นว่าดอกเบี้ยจ่ายก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากงบปี 2555 อันเป็นผลมาจากการออกหุ้นกู้เพื่อขยายกิจการในไตรมาส 3 ปี 56 นั่นเอง

นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 57 ที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้ บริษัทยังออกหุ้นกู้เพิ่มอีกราวๆ 1,000 ล้านบาท และกู้เงินเพิ่มอีกประมาณ 1,000 ล้าน จึงทำให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest-bearing Debt หรือ IBD) ของ HMPRO ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 57 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11,000 ล้านบาท

เมื่อ “หนี้” เยอะขึ้น ก็ต้องจ่าย “ดอกเบี้ย” สูงขึ้นเป็นธรรมดา (แม้บริษัทจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดี คือเฉลี่ยประมาณ  3.6-3.8% ซึ่งถือว่าไม่มากเลยก็ตาม)

hmpro

โดยสรุป HMPRO กำลังมาถึง “หลักกิโลเมตรสำคัญ” ที่จะตัดสินอนาคตของบริษัท หลังจากขยายธุรกิจมาทำเมกาโฮม ซึ่งเท่ากับมีโมเดลธุรกิจใหม่เข้ามาซ้อนทับกับของเดิม อันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก

คาดว่าคงเห็นผลกันเร็วๆ นี้ว่าจะเวิร์คหรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งคือ การขยายสาขาไปที่มาเลย์ ซึ่งจะบ่งบอกถึงการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ใน AEC ต่อไปในอนาคต ว่าจะมีโอกาสแค่ไหนและจะไปได้สวยหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างขยายกิจการ ว่าบริษัทจะทำได้ดีเพียงใด

จึงขอแนะนำให้ “จับตาดูอย่างใกล้ชิด” นับจากนี้เป็นต้นไปครับ !!

——————————-

อยาก “อ่านงบการเงิน” และ “ประเมินมูลค่าหุ้น” แบบมืออาชีพ แนะนำคอร์สสัมมนา พื้นแน่น-แม่นงบ (VI 201) และ ประเมินมูลค่าหุ้น (VI 202) รุ่นที่ 3 โดย Club VI คลิกที่นี่

เครดิตภาพ: โลโก้ HMPRO จากเว็บไซต์ของบริษัท, ภาพ กำไรสามขั้น และภาพอื่นๆ ของ Club VI