ตำนานลิโด้ กับ “คุณค่า” ที่ต้องใช้ “ใจ” มอง

IMG_5187

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช, แอดมินเพจ Club VI และคนรักลิโด้

เมื่อวานนี้ (31 พ.ค. 2561) ผมได้เดินทางไปที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ในวันทำการสุดท้าย เหตุที่ไปก็ด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะความผูกพันกับโรงภาพยนตร์แห่งนี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังวัยรุ่น นับเป็นเวลาก็ร่วมยี่สิบปีมาแล้ว

ปกติผมเป็นคนชอบดูหนัง หากไม่นับช่วง 3-4 ปีหลังที่ใช้เวลาอยู่ต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมจะไปดูหนังที่โรงแทบทุกสัปดาห์ และด้วยความที่เป็นคนชอบหนังนอกกระแส จึงไม่มีที่พึ่งไหนจะดีไปกว่าโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ ทั้งลิโด้ สกาล่า และสยาม  (โรงหลังสุดปิดไปเมื่อหลายปีก่อนเพราะโดนเพลิงไหม้)

ผมเชื่อว่าใครต่อใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ลิโด้ ก็น่าจะเหมือนกับผม คือมี “สตอรี่” น่ารักๆ เก็บเอาไว้ในลิ้นชักความทรงจำส่วนตัว

หลากหลายเรื่องราวที่เคยอ่านเจอในพันทิป เป็นต้นว่า โทรศัพท์มาเช็ครอบหนัง พี่ที่ลิโด้รับโทรศัพท์แล้วก็ถามว่า “ตอนนี้อยู่ที่ไหนล่ะ อยู่หน้ารามหรอ อ๋อ ทันนะ นั่งอะไรมาล่ะ มารถเมล์ก็ทัน มาเถอะ”

เป็นความผูกพันระหว่าง “คนฉายหนัง” กับ “คนดูหนัง” ที่ได้อ่านหรือได้ยินเมื่อไรก็อมยิ้มได้ทุกที

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปดูหนังที่ลิโด้ตามปกติ แล้วก็หยิบบัตรสะสมแต้มออกมาให้เจ้าหน้าที่ขายตั๋วประทับตรา แต่วันนั้นเอ๋อ! ไปหยิบบัตรของเมเจอร์ออกมา พี่แกเลยแซวว่า “นอกใจกันหรอ” ทำเอาผมแอบรู้สึกผิดไปเหมือนกัน (ใครมาดูที่นี่บ่อยๆ น่าจะมีบัตรสะสมแต้มนี้กันทุกคน เป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ไปดูหนึ่งครั้งเขาก็จะเอาตรายางแสตมป์ให้ สะสมครบ 12 ดวงได้ดูฟรีหนึ่งเรื่อง)

ผมยังจำภาพยนตร์หลายเรื่องที่โรงอื่นๆ ไม่ฉาย แต่ได้มาดูที่ลิโด้แห่งนี้ เรื่องท้อปๆ ในใจน่าจะเป็น “สัตว์ประหลาด” ของพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังที่ผมชอบที่สุดตลอดกาล และอีกมากมายที่ไม่มีทางไล่เรียงได้หมด

ผมพบข้อมูลจากเว็บไซต์ POSITIONING ว่า ในรอบห้าปีหลัง บริษัท เอเพ็กซ์ ภาพยนตร์ มีผลขาดทุนเล็กน้อยทุกปี บางทีขาดทุนล้านกว่าบาท บางปีขาดทุนหลักแสน ยกเว้นปี 2558 ที่มีกำไรเกือบ 5 ล้านบาท โดยล่าสุดในปี 2560 บริษัทมีรายได้ 10.7 ล้านบาท ขาดทุน 1.4 ล้านบาท

ที่น่าเหนื่อยแทนก็คือ มีหนี้สินสูงถึง 181 ล้าน !!

ขณะที่บริษัท สยามมหรสพ งบการเงินยิ่งหวือหวากว่า ในรอบห้าปีหลัง บางปีขาดทุน 20-30 ล้าน บางปีขาดทุน 10-20 ล้าน มีเพียงปี 2558 ที่กำไรกว่า 90 ล้าน

แต่โดยรวมๆ แล้ว หากมองในสายตานักลงทุน ธุรกิจนี้ดูไม่ดีเอาเสียเลย

ถามว่า แล้วเขาทำไปทำไม?

ผมเชื่อว่าในการทำงานหรือทำธุรกิจ สิ่งหนึ่งซึ่งจะหล่อเลี้ยงให้เราเดินหน้าไปได้ก็คือ ความรู้สึกว่าเราได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า

มีพี่ที่ทำสำนักพิมพ์คนหนึ่งบอกผมว่า สูตรของเขาคือ จะทำหนังสือเพื่อตอบโจทย์ตลาด “สามปก” และทำหนังสือที่มีค่า “หนึ่งปก” สลับกันไปเรื่อยๆ

หากทำเฉพาะหนังสือที่มีคุณค่าทว่าขายได้น้อย สำนักพิมพ์ก็คงอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าทำแต่หนังสือเอาใจตลาด โดยเนื้อหาไม่ได้สร้างคุณค่าที่แท้แก่สังคม ตัวเขาก็คงไม่มี “ไฟ” ที่จะทำมันต่อ

ผมเชื่อว่ามันคือ “หลักคิด” เดียวกับการทำลิโด้

คุณพิสิฐ ตันสัจจา ผู้ก่อตั้งโรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ สร้างชื่อขึ้นมาจากการเป็นผู้ปรับปรุง “ศาลาเฉลิมไทย” ซึ่งมีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับการเมืองการปกครองของไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนจะมาทำลิโด้ สกาล่า และโรงหนังสยาม และส่งไม้ให้ทายาททำต่อจนถึงปัจจุบัน

แม้กระแสโลกจะเปลี่ยนไป ใครต่อใครจะหันไปดูหนังในห้าง แต่ครอบครัวนี้ก็ยังยืนหยัดทำโรงหนังในรูปแบบเก่า พวกเขาเลือกที่จะรักษาวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์แบบดั้งเดิม

ผมไม่เชื่อว่าโลกนี้จะดีขึ้นสักเท่าไร หากลิโด้เปลี่ยนเป็นแบบเมเจอร์ เช่นเดียวกับที่ผมไม่เชื่อว่าโลกนี้จะดีขึ้นตรงไหน หากคุณ เล็ก วิริยะพันธุ์ ขายเมืองโบราณให้บริษัทใหญ่ๆ เพื่อเอาที่ดินไปพัฒนาเป็นบ้านจัดสรรหรือห้างขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ตรงกันข้าม คุณพี่ใส่สูทสีเหลืองอ๋อย คอยฉีกตั๋วหน้าอยู่โรง เอาไฟฉายส่องพาเราไปยังที่นั่ง นั่นต่างหาก คือ “เสน่ห์” ที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องเรื่อยมา 

เป็น “คุณค่า” ที่ควรถนอมรักษาไว้

สุดท้ายนี้ ผมไม่อยากต่อว่าใครที่ลิโด้ไม่ได้ไปต่อ เพราะนั่นไม่ใช่เจตนา

แต่อยากจะขอบคุณผู้บริหารโรงหนังแห่งนี้

ขอบคุณ … ที่ร่วมสานสร้างวัฒนธรรมการดูหนังในเมืองไทย

ขอบคุณ … ที่รักษาความเป็นตัวเองไว้ได้ “ไม่เปลี่ยนแปลง” หรือหวั่นไหวไปตามกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก

และสุดท้าย ขอบคุณ … ที่ยืนหยัดทำในสิ่งที่เชื่อมาได้นานขนาดน้ี

คุณค่าบางอย่าง ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยสายตา หรือการอ่าน “งบการเงิน”

ต้องใช้ “ใจ” เท่านั้น จึงจะรับรู้ได้

ขอบคุณมากครับ

——–

ภาพประกอบแรกโดย  wisekwai, ภาพประกอบหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด”

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากวิกฤตสตาร์บัคส์

IMG_3977.JPG
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
หลายคนคงทราบข่าวฉาวของสตาร์บัคส์ที่เรียกตำรวจมาจับลูกค้าผิวดำกันไปแล้ว ล่าสุดเมื่อวานนี้ (17 เม.ย.) ตามเวลาไทย ร้านกาแฟนางเงือกได้ประกาศปิดสาขาทุกสาขาในสหรัฐฯ เป็นเวลาครึ่งวัน ในวันที่ 29 พ.ค. ที่จะถึง เพื่อเทรนพนักงานถึงวิธีหลีกเลี่ยง “อคติทางสีผิว”
เผื่อใครยังไม่ทราบเรื่องนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ มีชายผิวดำสองคนเข้าไปในร้านสตาร์บัคส์ที่ฟิลาเดลเฟียและจะใช้ห้องน้ำ แต่พนักงานกลับห้ามไว้ เพราะทั้งสองคนยังไม่ได้สั่งอะไรกิน ทว่าสองคนบอกว่าเขาจะสั่ง โดยขอรอเพื่อนก่อน แต่พนักงานก็ยังไม่ให้ทั้งคู่ใช้ห้องน้ำอยู่นั้นเอง
ชายทั้งคู่จึงประท้วงไม่ยอมออกจากร้าน สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการที่ผู้จัดการร้านเรียกตำรวจมาจับทั้งสองคนในข้อหา “บุกรุก” โดยจับใส่กุญแจมือก่อนนำตัวออกจากร้าน
ปรากฏว่ามีลูกค้าถ่ายคลิปนี้ไว้แล้วเอาไปลงในทวิตเตอร์ โดยคนที่ถ่ายคลิปซึ่งเป็นผู้หญิงผิวขาวยังบอกว่า เธองงว่าคนที่เข้าห้องน้ำโดยยังไม่ได้สั่งอาหารมีตั้งเยอะแยะ ทำไมมีแต่คนผิวดำสองคนนี้ที่โดนห้าม และหากดูในคลิปจะเห็นว่า มีผู้ชายผิวขาวถามตำรวจและพนักงานร้านด้วยความงุนงงว่า “พวกเขาทำอะไรผิดหรือ ไปจับเขาทำไม”
เมื่อคลิปนี้กลายเป็นไวรัล ก็ทำให้สตาร์บัคส์ถูกโจมตีอย่างหนักว่ามีพฤติกรรมเหยียดผิว หลังจากบริษัทเคยโดนเล่นงานในเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้งในอดีต จนกลายเป็นจุดอ่อนที่แตะเมื่อไรก็เป็นเรื่อง
ขณะที่ในฟิลาเดลเฟียเองก็มีคนผิวดำบุกเข้าไปชูป้ายประท้วงถึงในร้าน และมีการเรียกร้องให้บอยคอตต์สตาร์บัคส์ จนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แม้บริษัทจะออกมายอมรับผิด โดยบอกว่าเป็น “อคติใต้สำนึก” (unconscious bias) คือยอมรับว่าพนักงานของตนทำผิดจริง แต่ทำไปโดยไม่ตระหนักรู้ถึงอคติทางเชื้อชาติที่อยู่ภายในใจตนเอง
IMG_2413
เมื่อสักครู่นี้ ผมได้ดูคลิปสัมภาษณ์ของโฮเวิร์ด ชูลท์ส อดีต CEO ในตำนานผู้ปลุกปั้นกาแฟนางเงือกจนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกในรายการ CBS This Morning เขาใช้คำว่า “แทบจะอ้วก” (sick to my stomuch) เมื่อได้เห็นคลิปนี้ เพราะมันขัดแย้งกับค่านิยม นโยบาย และทุกสิ่งทุกอย่างที่ธุรกิจของเขาทำมาตลอดหลายสิบปี ก่อนจะกลายเป็นมาตรการ “แก้วิกฤต” ด้วยการปิดร้านครึ่งวันดังกล่าว และอื่นๆ อีกมากมาย
หากใครเคยติดตามเรื่องของสตาร์บัคส์มาตลอดจะทราบว่า นี่เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของกาแฟนางเงือก ที่ใช้มาตรการ “ปิดร้านครึ่งวัน” เพื่อแก้วิกฤต โดยก่อนหน้านี้สตาร์บัคส์เคยทำเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อต้นปี 2008 โดยปิดร้านกว่า 7,100 สาขา เป็นเวลา “สามชั่วโมง” เพื่อเทรนและปลุกจิตวิญญาณของพนักงานกลับมาในช่วงที่บริษัทกำลังประสบวิกฤตอย่างหนัก ยอดขายและกำไรตกฮวบฮาบ โดยเป็นการตัดสินใจของโฮเวิร์ด ชูลท์ส เอง ทว่านั่นก็สามารถพลิกฟื้นบริษัทให้กลับมายิ่งใหญ่ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
แต่ต้องไม่ลืมว่า ในเวลานั้นบริษัทมีสาขาในสหรัฐฯ น้อยกว่าวันนี้มาก ต้นทุนของการปิดร้านครึ่งวันจึงมากขึ้นกว่าเดิมมหาศาล
เรียกได้ว่า ถ้าไม่วิกฤตจริงๆ คงไม่ทำขนาดนี้
นี่เป็นบทเรียนสำคัญของธุรกิจในโลกยุคใหม่ว่า แม้นจะทำทุกอย่างมาดีแค่ไหน หากเกิด human error กับประเด็นที่เป็นเรื่องอ่อนไหว ภาพลักษณ์ที่เพียรสร้างมาก็อาจพลังทลายได้ในชั่วพริบตา โดยเฉพาะเรื่องการ “เหยียดผิว” (racism) นั้น จะแตะต้องไม่ได้เป็นอันขาด
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่คิดจะคว้าโอกาสในวิกฤตนี้ ก็ต้องบอกว่า ดูเหมือนจะยังไม่ใช่โอกาส เพราะหุ้นสตาร์บัคส์ (SBUX) ยังไม่ได้ร่วงลงมาเท่าไรนัก โดยห้าวันทำการที่ผ่านมา (12 – 18 เม.ย.) ราคายังอยู่ระหว่าง 59-60 เหรียญ ไม่ได้หลุดไปจากนี้
———
Image Credit : CBS News (CBS This Morning)

กาแฟแม็คแย่งยอดขายสตาร์บัคส์จริงหรือไม่?

800px-Mccafejf

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ทุกครั้งที่ผลประกอบการของสตาร์บัคส์ (SBUX) ออกมาไม่ดี คู่แข่งอย่าง McCafe หรือ “กาแฟแม็คโดนัลด์” มักถูกยกขึ้นมาเสมอว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่มาแย่งลูกค้า ทั้งนี้ด้วยรสชาติที่ไม่เลวแต่ราคาถูกกว่าเยอะ

เมื่อสิบปีที่แล้ว ในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเจอวิกฤตการเงิน สตาร์บัคส์เองก็ประสบกับภาวะขาลงเช่นเดียวกัน ผมเคยอ่านเจอว่าแม็คโดนัลด์เคยออกโฆษณาทำนองว่า จะซื้อกาแฟแก้วละ 4 เหรียญ (132 บาท) ไปทำไม?

เรียกได้ว่า แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อก็ทำให้สะดุ้งแรงๆ ได้ก็แล้วกัน

ล่าสุด เมื่อผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2018 ของสตาร์บัคส์ประกาศออกมาโตน้อยกว่าที่คาด จึงมีคนตั้งคำถามอีกเช่นเคยว่า เป็นเพราะถูก McCafe แย่งส่วนแบ่งตลาดไปใช่หรือไม่?

ส่วนหนึ่งที่เกิดคำถามเช่นนี้ คงเป็นเพราะแม็คได้หันมาขายกาแฟแบบ “จัดเต็ม” ไม่ใช่ไซด์ไลน์อีกต่อไป โดยมีทั้ง คาปูชิโน่ ม็อคค่า แม็คคิอาโต้ ทั้งหมดนี้ในราคาแก้วละไม่ถึง 2 เหรียญ (64 บาท)

บางคนจึงมองว่า แม็คกำลังพยายามชนะสตาร์บัคส์ “ในเกมของสตาร์บัคส์เอง”

เชื่อว่าใครก็คงคิดตรงกันว่า กาแฟแม็คคงแย่งลูกค้าสตาร์บัคส์ไปบ้าง แต่จะมีส่วนถึงขนาดที่ทำให้กาแฟไฮเอนด์รายนี้โตช้าลงอย่างที่เป็นอยู่สักกี่มากน้อย ก็ยากที่จะฟันธง

ที่แน่ๆ เจ้าของแบรนด์นางเงือกเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังพยายามเข็นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเสมอ ล่าสุดเพิ่งออก “ยูนิคอร์น แฟรปปูชิโน่” กาแฟปั่นสีรุ้งออกมาล่อตาล่อใจคนอยากลองของใหม่

นอกจากนี้ เมื่อปี 2016 บริษัทได้ไปลงทุนในเบเกอรี่ไฮเอนด์ของอิตาลี ชื่อ “พรินซี่” และเพิ่งเอามันมาขายในโรงคั่ว (roastery) ที่ซีแอทเทิล รวมทั้งที่เซี่ยงไฮ้ด้วย

โดยโฮเวิร์ด ชูลท์ส ประธานบริหารผู้ปลุกปั้นสตาร์บัคส์ขึ้นมาเป็นแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งของโลกก็บอกว่า พรินซี่จะมาช่วย “ยกระดับ” ธุรกิจอาหารของบริษัท (เชื่อกันว่า นับจากปี 2018 ในร้านสตาร์บัคส์ทั่วไปคงมีขนมปังแบรนด์นี้ทยอยออกมาวางขาย)

ในทางตรงข้าม บางคนก็มองว่า การที่สตาร์บัคส์หันมา “เล่น” เรื่องอาหาร เป็นการสะท้อนโดยปริยายว่า ยอดขายกาแฟคงโตต่อไปได้ลำบากแล้ว

แม้การแข่งขันระหว่าง สตาร์บัคส์ (SBUX) และแม็คโดนัลด์ (MCD) จะไม่ใช่ “สงครามใหญ่” เพราะไม่ใช่คู่แข่งกันโดยตรง

แต่ “ศึกคาเฟอีน” ระหว่างสองเจ้าก็อาจเป็น “แนวรบยืดเยื้อ” ที่ต้องดูกันไปยาวๆ ชนิดคาดเดาผลลัพธ์ได้ยากไม่น้อยเลยทีเดียว 


ข้อมูลประกอบ :  The Motley Fool บทความโดย  Rich Duprey, Bloomberg.com

ภาพประกอบ : (กาแฟแม็ค)โดย Ramon FVelasquez , ภาพอื่นๆ ของ ชัชวนันท์ สันธิเดช