วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับความผิดหวัง และการ Live & Learn

skateboard-331751_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีความฝันในวัยเด็กอยู่ประการหนึ่งคือ แกอยากเป็น “มิลเลียนแนร์” นั่นคือมีความมั่งคั่ง “หนึ่งล้านเหรียญ” (35 ล้านบาท) ให้ได้เมื่ออายุครบ 35 ปี เป็นความฝันที่อยู่ในใจเรื่อยมา จนถึงวันที่เรียนจบมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม ปู่ยังมีความมุ่งมั่นอีกอย่างหนึ่งคือ แกอยากเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งแท้จริงแล้วค่อนข้างขัดแย้งกับตัวตนของแกอยู่พอสมควร เพราะปู่เป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจการศึกษาตามแบบแผนเท่าไรนัก โดยชอบศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองซะมากกว่า (ว่ากันตรงๆ คือ เพราะแกเก่งกว่าอาจารย์แทบจะทุกคน) ทว่าการได้เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดก็ยังเป็นความฝันของปู่ เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ หลังจบปริญญาตรีขณะอายุแค่ 19 (เห็นมั้ยครับว่าเก่งขนาดไหน) ปู่จึงไปสมัครเรียนปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ด โดยแกมั่นใจอย่างยิ่งว่า ฮาร์วาร์ดต้องรับแกแน่ๆ นอกจากนี้ แกยังได้ไปขอทุนการศึกษาไว้ล่วงหน้าและได้รับทุนเรียบร้อยแล้วด้วย นั่นแปลว่าถ้าได้เรียน ก็จะไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่เพนนีเดียว

ปู่เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า วันที่เดินทางจากโอมาฮาไปยังชิคาโก้เพื่อสอบสัมภาษณ์เข้าฮาร์วาร์ดนั้น (ม.ฮาร์วาร์ดอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเสตส์ แต่การสัมภาษณ์ครั้งนั้นมีขึ้นที่ชิคาโก้) แกตื่นตั้งแต่กลางดึก และขึ้นรถไฟไปคนเดียว และแม้พ่อแกจะเป็น ส.ส. ปู่ก็ไม่ได้ขอให้พ่อใช้เส้นสายช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น

ปู่เล่าว่า แกเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์โดยตั้งใจว่าจะ “โชว์” ความรู้เรื่องหุ้นอย่างเต็มที่ ทว่านั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะปู่ไม่ได้มีความเข้าใจในเนื้อแท้ของฮาร์วาร์ด เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องการคนที่มีบุคลิก “เป็นผู้นำ” ซึ่งสิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ต้องมีความมั่นคงในตัวเอง

ปู่เล่าว่า อาจารย์ผู้สัมภาษณ์เขา ได้มองทะลุท่วงท่าที่ดูมั่นใจและความช่ำชองในความรู้เรื่องหุ้น จนเห็นถึงแก่นแท้ของตัวแก ซึ่งยังมิได้มีความมั่นคงและวุฒิภาวะเพียงพอ

“ตอนนั้นผมดูเหมือนเด็กอายุสิบหก อารมณ์เหมือนเด็กเก้าขวบ ผมใช้เวลาประมาณสิบนาทีพูดคุยกับผู้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นศิษย์เก่าฮาร์วาร์ด และพวกเขาก็ปฎิเสธผม” ปู่กล่าว

ปู่เล่าด้วยว่า ระหว่างการสัมภาษณ์ แกยังไม่ได้มีโอกาสพูดเรื่องหุ้นด้วยซ้ำไป โดยผู้สัมภาษณ์ได้ตัดบทแล้วบอกแกอย่างสุภาพว่า “อีกสองสามปี เธอจะมีโอกาสมากกว่านี้” แต่ตอนนั้น ด้วยความอ่อนต่อโลก แกจึงไม่เข้าใจความหมายของคำพูดดังกล่าว ต้องรอจนจดหมายปฏิเสธส่งมาถึงบ้าน จึงได้รู้ความจริง

ปู่บอกว่า พอรู้ผล แกถึงกับช็อค เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะไม่ผ่านสัมภาษณ์ แกยังนึกในใจเลยว่า “นี่เราจะบอกพ่อยังไงดี” ซึ่งแม้พ่อของแกจะไม่ได้ว่าอะไร แต่ปู่ก็ยังไม่สามารถลืมความผิดหวังครั้งนั้นได้

จากนั้น ปู่จึงเริ่มมองหามหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อเข้าเรียน และไปเจอกับ “ชื่อสองชื่อ” เป็นอาจารย์สองคนที่สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คนแรกคือ เดวิด ด็อดด์ และอีกคนหนึ่งคือ เบนจามิน แกรแฮม ผู้เขียนหนังสือ “The Intelligent Investor” ซึ่งแกเคยอ่านแล้วชื่นชอบอย่างยิ่ง

ไม่ต้องเล่าต่อ ท่านก็คงพอเดาได้แล้วใช่ไหมครับว่า ปู่ได้ไปสมัครเข้าเรียนที่ ม.โคลัมเบีย และคราวนี้ก็ไม่พลาด ได้เรียนสมใจ โดยได้ศึกษาหาความรู้จากทั้ง เดวิด ด็อดด์ และ เบนจามิน แกรแฮม ครั้นเรียนจบไม่กี่ปี แกก็ได้ไปทำงานกับแกรแฮม ก่อนจะเอาความรู้ทั้งหมดจากครูผู้นี้ มาเปิดห้างหุ้นส่วนลงทุนของตัวเอง

…. เรื่องราวต่อจากนั้น คือประวัติศาสตร์

อาจกล่าวได้ว่า การถูกปฏิเสธจากฮาร์วาร์ด คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เพราะมันทำให้แกได้มาเรียนกับ เบน แกรแฮม

และจากการที่ปู่เคยบอกไว้ว่า การลงทุนของแกทุกวันนี้ มาจากแกรแฮมถึง “85 เปอร์เซ็นต์” จึงอาจกล่าวได้ว่า หากวันนั้น ปู่ไม่ถูก “เซย์โน” จากฮาร์วาร์ด วันนี้โลกทั้งโลกก็อาจไม่รู้จักนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชื่อ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตคนเรา ย่อมมีทั้งความสมหวังและผิดหวัง จงอย่าท้อถอยในวันที่ต้องพลาดหวังหรือสิ่งต่างๆ ไม่ได้อย่างใจ เพราะสิ่งไม่ดีสิ่งหนึ่ง อาจแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งอาจจะเปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาลเลยก็ได้

สิ่งที่เราทุกคนควรทำก็คือ “จงใช้ชีวิต และเรียนรู้จากมัน” เอาประสบการณ์ทุกอย่างไม่ว่าดีหรือร้ายมาเป็นบทเรียน และเลือกก้าวเดินไปในหนทางที่ดีที่สุดที่ชีวิตมอบให้แก่เรา

เพียงเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ กับคำว่า “ชีวิต”

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ  The Snowball)

“ห้านาทีมรณะ” กับอีกระดับความรับผิดชอบของวอร์เรน บัฟเฟตต์

 

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรื่องของ “ความรับผิดชอบ” เป็นสิ่งที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนทุกคนควรจะมีอยู่แล้ว แต่ใครจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

และผมบอกได้เลยว่า ของแบบนี้ต้องดูกันนานๆ ในภาวะปกติที่ผลประกอบไปได้ดี ธุรกิจไม่มีปัญหา เรื่องแบบนี้มักจะมองไม่เห็น ต้องรอให้เกิดวิกฤตขึ้น เราจึงจะรู้ว่าใครเป็นอย่างไร

มาดูความรับผิดชอบของชายที่ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กันครับ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน บัฟเฟตต์เคยไปซื้อหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งชื่อ ซาโลมอน บราเธอร์ส โดยหุ้นที่เขาซื้อไม่ใช่หุ้นสามัญ แต่เป็นหุ้นบุริมสิทธิ์จำนวน 12 เปอร์เซ็นต์ และเข้ารับตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทไปพร้อมๆ กันด้วย

ปรากฏว่า ปู่โชคร้ายมากๆ เนื่องจากตอนนั้น กรรมการผู้จัดการของซาโลมอนดันแอบไปก่อเรื่องเอาไว้ คือไปประมูลซื้อพันธบัตรของกระทรวงการคลังในสัดส่วนมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ส่วนหนึ่งเป็นการเอา “ชื่อลูกค้า”ไปซื้อ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมฉ้อฉลอย่างรุนแรง

(กระทรวงการคลังส หรัฐฯ มีกฏไม่ให้บริษัทใดประมูลซื้อพันธบัตรเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันความผันผวนของราคา โดยซาโลมอนประมูลซื้อในชื่อบริษัทไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่แอบใช้ชื่อลูกค้าประมูล ซึ่งรวมๆ แล้วเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าทั้งผิดกฏและยังเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จด้วย)

หลังจากนั้นไม่นาน ปู่ก็ได้ทราบเรื่องนี้ แต่แทนที่จะขายหุ้นทิ้ง หรือลาออกจากตำแหน่งกรรมการเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องมัวหมองไปด้วย แกกลับไม่ทำ ทั้งยังยอมรับตำแหน่ง “ประธานกรรมการบริษัท” เพื่อโดดเข้ามาช่วยบริษัทอย่างเต็มตัว

ณ เวลานั้น ซาโลมอนกำลังเผชิญกับโทษทัณฑ์จากกระทรวงการคลัง คือโดนตัดสิทธิ์ “ห้ามเข้าประมูลซื้อพันธบัตร” ซึ่งถือเป็นเรื่องรุนแรงอย่างยิ่ง สำหรับบริษัทวาณิชธนกิจ ที่ทำธุรกิจอยู่บน “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ของผู้คน เพราะหากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป คนทั่วโลกก็จะหมดความเชื่อถือในซาโลมอน ซึ่งแทบจะทำให้กิจการพังพาบลงได้ทันที

หลายคนอาจเคยได้เห็นหรือได้ฟังวาทะอมตะของปู่ที่กล่าวไว้ว่า “ชื่อเสียงต้องใช้เวลาสั่งสมกว่า 20 ปี แต่ใช้เวลาทำลายแค่ 5 นาที”

ตอนนั้น ปู่พูดกับคนใกล้ชิดว่า “5 นาทีมรณะ” ที่ว่า กำลังคืบคลานมาถึงตัวแกแล้ว ซึ่งแปลว่า หากแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ชื่อเสียงที่เพียรสร้างมาตลอดชีวิต จักต้องถูกทำลายลงไปตลอดกาล

ท่านคิดว่า ปู่แก้ไขวิกฤตนี้อย่างไรครับ ?

สิ่งที่ปู่ทำก็คือ แกได้ต่อสายไปยังหน่วยงานสำคัญๆ ทั้ง กลต. และ อลัน กรีนสแปน ประธานธนาคารกลางในเวลานั้น แต่คนที่มาช่วยปู่เอาไว้ได้ก็คือ นิโคลัส แบรดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ปู่ใช้วิธี “เล่าความจริงทั้งหมด” กับแบรดี้อย่างตรงไปตรงมา โดยบอกแบรดี้ หรือ “นิค” ว่า หากซาโลมอนเจ๊ง มันจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังแวดวงการเงินของสหรัฐฯ และอาจลุกลามเป็นวิกฤตการเงินทั่วโลกได้ ซึ่งทำให้แบรดี้จำต้องเอาเรื่องนี้กลับไปพิจารณา (ตอนนั้นหลายคนมองว่าปู่เว่อร์ แต่วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในปี 2008 ก็พิสูจน์ชัดแล้วว่าปู่ไม่ได้พูดเกินความจริงเลยแม้แต่น้อย)

ไม่กี่วันต่อมา ก็มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงฯ โทรหาบัฟเฟตต์ โดยแจ้งข่าวดีว่า กระทรวงการคลังยอมยกเลิกคำสั่งห้ามประมูลดังกล่าว นั่นทำให้ซาโลมอนซึ่งลงหลุมไปเรียบร้อย เหลือเพียงแค่รอดินกลบหน้า สามารถฟื้นคืนและลุกขึ้นจากหลุมได้อีกครั้ง

อาจกล่าวได้ว่า เป็นเพราะ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยอมเอา “ชื่อเสียงทั้งชีวิต” ของตนเองเป็นเดิมพัน จึงช่วยชีวิตซาโลมอนไว้ได้อย่างหวุดหวิดที่สุด ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้นเลย (โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการมีหุ้นบุริมสิทธิ์อยู่เพียง 12 เปอร์เซ็นต์ของเขา)

และนี่คือ “ความรับผิดชอบ” ของลูกผู้ชายที่ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ไม่น่าจะหาได้ง่ายๆ อีกแล้วจากผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ

พวกเราในฐานะนักลงทุนตัวเล็กๆ เวลาจะลงทุนในบริษัทไหน จึงควรพิจารณาตัว “ผู้บริหาร” ให้ดีๆ ว่าเขามีความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำหรือไม่ ไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ หากเขาทำผิดแล้วไม่เคยรับผิดชอบอะไร ก็อย่าไปซื้อหุ้นบริษัทเขา หรือหากแม้นมีหุ้นอยู่แล้วก็จงรีบขาย สละเรือทิ้งเสียดีกว่า

จงจำไว้ว่า บริษัทดีๆ ที่บริหารโดยคนดีๆ ยังมีให้เลือกอีกมากมาย ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสี่ยงแต่อย่างใดทั้งสิ้นครับ

“สี่ชั่วโมงเปลี่ยนชีวิต”​ ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง มีเงินทอง มีคอนเน็คชั่น จะทำอะไรก็ง่ายแสนง่าย แต่ทุกคนล้วนต้องผ่านวันที่ยากลำบากมาก่อน วันที่ยังไม่มีใครรู้จัก ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย จะยกเว้นก็เฉพาะบางคนที่พ่อรวยมาตั้งแต่เกิด

สำหรับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง แต่พ่อของเขาก็เคยประสบปัญหาทางการเงิน ชีวิตปู่ในวัยเด็กจึงไม่ได้สบายอย่างที่ใครๆ คิด

สมัยเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ปู่เริ่มลงทุนในหุ้นมาระยะหนึ่งแล้ว วันหนึ่งแกพบว่า เบนจามิน แกรแฮม ผู้เป็นทั้งไอดอล และเป็นอาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจที่แกเรียนอยู่ มีตำแหน่งเป็นประธานบอร์ดของไกโค บริษัทรับประกันภัยรถยนต์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก อีกทั้งบริษัทของแกรแฮมยังถือหุ้นไกโคอยู่ถึง 55 เปอร์เซ็นต์ ปู่จึงสนใจบริษัทนี้มากๆ

สิ่งที่ปู่ทำก็คือ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ในเช้าวันเสาร์อันหนาวเหน็บ ปู่จับรถไฟเที่ยวแรกไปยังวอชิงตันดีซี เพื่อไปที่สำนักงานใหญ่ของไกโค โดยไม่ได้รู้จักใครใดๆ ทั้งสิ้น แกเดินเข้าไปที่บริษัทซึ่งแทบไม่มีใครมาทำงาน และบอก รปภ.ที่ตึกว่า แกเป็นนักศึกษาของ เบน แกรแฮม และอยากรบกวนให้ใครสักคนช่วยอธิบายธุรกิจของไกโคให้แกฟัง (ทั้งที่จริง ตอนนั้นแกยังไม่ได้เรียนกับแกรแฮมด้วยซ้ำ แค่เป็นนักศึกษาในคณะเฉยๆ)

และเป็นโชคดีสุดๆ ของปู่ ที่เช้าวันเสาร์นั้น ลอริเมอร์ เดวิดสัน รองประธานของไกโคนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศพอดี พอได้รับแจ้งจาก รปภ.เช่นนั้น ท่านรองจึงให้เจ้าหนุ่มบัฟเฟตต์ขึ้นมาพบได้ กะว่าจะยอมคุยด้วยสั้นๆ สักห้านาที ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของ เบน แกรแฮม คนใหญ่คนโตของบริษัท แล้วเชิญกลับบ้านไปซะ

ปรากฏว่า จากที่ตั้งใจไว้ “ห้านาที” กลับกลายเป็น “สี่ชั่วโมงเต็ม”

โดยเดวิดสันย้อนความหลังให้ฟังว่า หลังจากได้คุยกันแค่ 10-20 นาที เขาก็รู้แล้วว่า เด็กหนุ่มที่กำลังคุยกับเขาอยู่นี่ เป็นมนุษย์ที่ไม่ธรรมดามากๆ แม้จะยังหนุ่ม แต่รู้อะไรเยอะมาก และถามคำถามเหมือนกับมืออาชีพที่อยู่ในแวดวงการลงทุนมานาน

เดวิดสันยังบอกด้วยว่า หลังจากมองแล้วว่าบัฟเฟตต์ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดา เขาจึงเริ่มถามกลับบ้าง และได้รู้ว่าแม้จะอายุน้อย แต่บัฟเฟตต์ก็มีธุรกิจของตัวเอง ทั้งยังทำเงินได้มากมายตั้งแต่อายุแค่สิบหก เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งทำให้เขาชื่นชมในตัวเจ้าหนุ่มบัฟเฟตต์อย่างยิ่ง

ฝ่ายปู่ก็เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า แกถามคำถามเดวิดสันมากมายเกี่ยวกับธุรกิจประกันและบริษัทไกโค คุยกันอยู่สี่ชั่วโมงเต็ม จนวันนั้นเดวิดสันไม่ได้ไปรับประทานอาหารกลางวัน

ปู่บอกว่า “เขาคุยกับผมเหมือนผมเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในโลก”

แล้วปู่ก็สรุปว่า การที่เดวิดสันเปิดประตูให้แกเข้าไปพบในเช้าวันนั้น คือการเปิดประตูสู่โลกของธุรกิจประกันภัยให้กับแก ซึ่งก็อย่างที่เราทราบกัน หลายปีต่อมา บัฟเฟตต์ได้เข้าซื้อหุ้นไกโคเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะซื้อทั้งบริษัทในที่สุด

ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ เมื่อปู่เข้าใจกลไกของธุรกิจประกันแจ่มแจ้งแล้ว แกได้ใช้มันเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดให้กับการลงทุนของตัวเองเรื่อยมา แม้ทุกวันนี้สภาพคล่องที่ล้นเกินอยู่เสมอของ เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ส่วนใหญ่ก็มาจากธุรกิจประกัน ซึ่งเป็นความรู้ที่แกได้จากการคุยกับเดวิดสันในเช้าวันนั้นเมื่อหกสิบกว่าปีก่อนนั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่า หากวันนั้นปู่ไม่ทำในเรื่องบ้าๆ อย่างการนั่งรถไฟหลายร้อยไมล์ไปพบใครก็ไม่รู้ในเช้าวันหยุด แกก็คงไม่ค้นพบวิธีหาเงินถุงเงินถังมาลงทุนในสารพัดธุรกิจจนสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาได้ขนาดนี้ และโลกทั้งโลกก็คงไม่รู้จักชายที่ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ อย่างแน่นอน

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้ก็คือ ในวันที่เราไม่มีอะไร จงอย่าดูถูกตัวเอง หากเรามีความขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจจริง และไม่ท้อแท้ สักวันต้องมีคนเห็น จงทำตัวให้เป็นคนน่ารัก รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนปู่ หากทำได้เช่นนี้ โอกาสดีๆ ย่อมจะตกมาถึงเรา

เหมือนที่ปู่เคยได้รับ “สี่ชั่วโมงเปลี่ยนชีวิต” ในเช้าวันเสาร์อันหนาวเหน็บที่ดีซี เมื่อหกสิบกว่าปีที่แล้วนั่นเอง

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ Tap Dancing to Work และ The Snowball)