เจฟฟ์ เบซอส กับ “ความโปร่งใส”

(ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนจากนิตยสาร Forbes ฉบับครบรอบ 100 ปี เป็นการรวบรวมเอาข้อคิดดีๆ จากสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ซึ่งผมได้ทยอยแปลเป็นไทยให้ได้อ่านกัน วันนี้เป็นคิวของนักธุรกิจที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้ และกำลังจะขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในระยะเวลาอันใกล้ เขาคือ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งเอมะซอน ลองอ่านไว้ประดับปัญญานะครับ)

SD meets with Jeff Bezos

เจฟฟ์ เบซอส เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

เรากำลังอยู่กลางยุคของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เป็นเวลาที่ลูกค้ามีพลังมหาศาล อันเป็นผลจากความโปร่งใสและการบอกต่อ

เมื่อก่อน ถ้าคุณทำให้ลูกค้าแฮปปี้ เขาจะบอกต่อกับคนอีกห้าคน แต่ตอนนี้ ด้วยอินเตอร์เน็ตที่ทำหน้าที่เสมือนโทรโข่งอันใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวออนไลน์ของลูกค้า หรือโซเชี่ยลมีเดีย คนๆ เดียวสามารถบอกต่อคนได้ถึง 5,000 คน

ในสมัยก่อน สินค้าคุณภาพรองอาจชนะในตลาดการค้าได้ด้วยการตลาดชั้นยอด แต่ลูกค้าวันนี้บอกได้แล้วว่าสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ดีหรือไม่ เพราะความโปร่งใสมีมากเหลือเกิน พวกเขาสามารถเอาไปเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็เอาไปบอกต่อกับเพื่อนฝูงได้

ลูกค้าในวันนี้ได้ทำในสิ่งที่ช่วยปลดปล่อยภาระอันหนักอึ้งได้มากที่สุด นั่นคือการมี “ความฉลาดทางการตลาด” (market-wise)

แทนที่จะให้สินค้าคุณภาพรองๆ มีเสียงดังกว่าเหมือนสมัยก่อน ก็ได้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเสมอภาคทางสินค้า (product meritocracy) ขึ้นมา

ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับผู้บริโภค ดีมากๆ สำหรับบริษัทที่เอาสิ่งนี้ไปปรับใช้

และดีมากๆ สำหรับสังคมของเรา


แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds/person/jeff-bezos

 

แจ็ค เวลช์ สอนน้อง : อย่าซ้ำเติมใครในวันที่เขาล้ม

[ต่อไปนี้เป็น การแปลข้อเขียนจากสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ที่ Forbes magazine รวบรวมไว้ วันนี้เป็นคิวของ แจ็ค เวลช์ อดีตซีอีโอ GE หนึ่งในนักบริหารที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดในโลก มาดูกันนนะครับว่าเขาสอนอะไร]

800px-JackWelchApril2012

แจ็ค เวลช์ เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของผมนั้น ระเบิดมาก .. หมายถึง “ระเบิด” จริงๆ

ในปี 1963 หลังจากทำงานที่ GE ได้สามปี ผมเป็นวิศวกรเคมีที่กระตือรือร้นและทะเยอทะยาน และกำลังพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างธุรกิจพลาสติกขึ้นในบริษัทไฟฟ้า ในระหว่างกระบวนการ โรงงานทดลองของผมเกิดระเบิดขึ้นมา ใช่แล้วล่ะ ระเบิดเละเลย หลังคาพังลงมา กระจกแตก ควันโขมง งานทุกอย่างพังฉิบหายหมด

จนถึงวันนี้ ผมยังนึกขอบคุณพระเจ้าที่ไม่มีใครเป็นอะไร แต่ผมแน่ใจว่าหน้าที่การงานของตัวเองจบเห่ลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการที่หัวหน้าของผมในพิตต์สเบิร์ก อยู่ๆ ก็ทำเป็นไม่รู้จักผม อีกทั้งผมยังถูกเรียกตัวไปพบเจ้านายใหญ่ในนิวยอร์ก เขาชื่อ ชาร์ลี รีด

ตอนนั้นผมไม่รู้จักเขาเลย รู้แต่ว่าผมกลัวมาก ผมแน่ใจว่าจะถูกตะโกนด่า ประจาน แล้วก็ไล่ออกแบบอัปยศแน่นอน เพราะถึงอย่างไร มันก็คือโรงงานของผม เป็นความผิดของผมเต็มๆ

แต่แล้ว ชาร์ลี รีด กลับสอนบทเรียนความเป็นผู้นำและบทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่แก่ผมในวันนั้น เขาสุขุม มีเมตตา และเอาใจใส่ เขาคุยกับผมอยู่หลายชั่วโมง โดยใช้วิธีตั้งคำถามแบบโซเครติส เพื่อช่วยให้ผมเข้าใจว่าระเบิดเกิดขึ้นได้อย่างไร และผมสามารถ หรือควรทำอะไรที่แตกต่างไป และหลังจากคุยจบ เขาก็ให้โอกาสครั้งที่สองแก่ผม

ผมได้เรียนรู้ในวันนั้นว่า อย่าได้ซ้ำเติมใครในวันที่เขาล้ม คนทุกคนทำผิดพลาดกันได้ ความผิดบางอย่างนั้นใหญ่โตก็จริง แต่มันก็ได้ให้โอกาสครั้งใหญ่แก่เขาเช่นกัน นั่นคือโอกาสในการเติบโต 

หลายปีหลังจากได้คุยกับชาร์ลีในวันนั้น ผมก็ทำแบบเดียวกันกับพนักงานของผม และพบว่ามันได้ช่วยให้คนจำนวนมากเป็นคนที่ดีขึ้น ผมยังได้เรียนรู้ด้วยว่า เวลาที่ควรจะซัดคนอื่น .. “ซัด” ในที่นี้ หมายถึง “ท้าทาย” คือเวลาที่เขากำลังรุ่ง เพื่อเตือนเขาว่า

เวลาที่นายกำลังขึ้น อย่าให้คอของนายชูขึ้นตามชีวิตไปด้วยก็แล้วกัน

———————————-

แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds

30 ปี Black Monday “สูงสุดย่อมคืนสามัญ”

crisis

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(เขียนในวันที่ 19 ต.ค. 2017 ครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ Black Monday)

เหตุการณ์ “Black Monday” หรือ “จันทร์ทมิฬ” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 1987 หรือ “วันนี้” เมื่อ 30 ปีที่แล้ว จากการที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวลงพร้อมๆ กัน เริ่มจากฮ่องกง ยุโรป และลามมาถึงสหรัฐอเมริกา

โดยดัชนี ดาว โจนส์ ลดลงถึง 508 จุด หรือคิดเป็น 22.61% ในวันเดียว !!

<< เกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น >>

ช่วงปลายปี 1985 ถึงต้นปี 1986 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลังภาวะถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดย ดาว โจนส์ ไปแตะจุดพีคในเดือน ส.ค. ปี 1987 ที่ 2,722 จุด หรือสูงขึ้นถึง 44% จากสิ้นปีก่อนหน้า

อันที่จริง สัญญาณอันตรายได้เกิดขึ้นก่อนแล้ว โดยตลาดปรับตัวลงถึง 3.8% ในวันที่ 14 ต.ค. วันเดียว (ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในเวลานั้น ก่อนจะถูกทำลายกระจุยกระจายหลังจากนั้น 5 วันจากเหตุการณ์ Black Monday) จากนั้นในวันถัดมาก็ลงอีก 2.4% ถัดมาอีกวันก็ลงอีก 4.6%

จะเห็นได้ว่า Black Monday ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อันที่จริงมันตกแบบน่าใจหายมาก่อนหน้านั้นไม่ต่ำกว่า 3-4 วันทำการ วันละ 2-4% (ซึ่งในภาวะปกติถือว่าเยอะมากแล้ว)

ก่อนจะพังวินาศสันตะโรในวัน “จันทร์ทมิฬ” ดังกล่าว

และดังที่กล่าวไปแล้วว่า เหตุการณ์จันทร์ทมิฬ ไม่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นในวันเดียวกันทั่วโลก รวมทั้งในออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทว่าสองประเทศสุดท้ายจะเรียกมันว่า “อังคารทมิฬ” หรือ Black Tuesday อันเนื่องมาจากไทม์โซนที่ต่างกัน เพราะกว่าจะลามมาถึงทวีปออสเตรเลียก็ปาเข้าไปวันอังคารที่ 20 แล้ว

<< สาเหตุเกิดจากอะไร? >>

คำถามที่พบเสมอคือ แล้วอะไรล่ะ คือสาเหตุให้เกิด Black Monday ?

คำอธิบายมีอยู่หลายประการ บ้างก็ว่าเกิดจากการ “ใช้โปรแกรมเทรด” บ้างก็ว่าเป็นเพราะ “หุ้นแพงเกินไป” บ้างก็ว่าเกิดจากการ “ขาดสภาพคล่องเฉียบพลัน” แต่บ้างก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของ “จิตวิทยาตลาด” ธรรมดาๆ

ทั้งนี้ คำอธิบายที่เชื่อถือกันมากที่สุด คือ “การใช้โปรแกรมเทรด” (program trading) เพราะในเวลานั้นพวกบริษัทในวอลล์สตรีทเริ่มหันมาใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย (โดยเฉพาะพอร์ตประกันที่ไปเฮดจ์เอาไว้) พอถึงจุดหนึ่ง โปรแกรมที่เซตไว้จึงทิ้งหุ้นพร้อมๆ กัน กลายเป็นเหตุการณ์จันทร์ทมิฬดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่า แม้ตลาดจะตกลงมามาก ก็เป็นเพียง “return to normalcy” หรือการกลับสู่พื้นฐานที่แท้จริงเท่านั้น

ในปี 2017 นี้ ครบรอบ 30 ปี ของเหตุการณ์ Black Monday พอดี ซึ่งก็น่าแปลกที่มีหลายอย่างคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่หุ้นสหรัฐฯ ขึ้นมาต่อเนื่องหลายปีติด จนหลายคนมองว่าน่าจะใกล้ถึงจุดพีคเต็มที

ที่น่าสังเกตก็คือ ไม่ว่าจะเป็น “ก่อนหน้า” หรือ “ภายหลัง” เหตุการณ์ ก็ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าสาเหตุคืออะไร !!

ดังนั้น จงอย่าคิดว่าหากตลาดหุ้นในปี 2017 จะพังครืนลงเหมือนเมื่อสามทศวรรษก่อน เราจะมี “ลางบอกเหตุ” อะไรล่วงหน้า เพราะขนาด Black Monday เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่ามันเกิดจากสิ่งใดแน่ (นอกจากการที่ตลาดตกวันละหลายเปอร์เซ็นต์ก่อนหน้านั้น 3-4 วัน)

แม้ “อนาคต” จะเป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ แต่เราสามารถเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับมันได้ ยิ่งเหตุการณ์คลับคล้ายคลับคลา ยิ่งต้องระวังเอาไว้ให้ดี

หาก Black Monday คือการ “คืนสู่สามัญ” หรือ Return to Normalcy อย่างที่เชื่อกันจริง จะมีอะไรดีไปกว่าการ Return to Normalcy ล่วงหน้าของเราเอง ด้วยการมองหาหุ้นดี ในราคาที่เหมาะสม อย่าซื้อหุ้นที่แพงเกินไป อย่าหวังลมๆ แล้งๆ กับอนาคต

ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่ว่าในภาวะตลาดแบบใดก็ตาม!!