ครึ่งปีแรกสุดโหด กับสิ่งที่ควรทำต่อไป

nightmare-3483459_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(เขียนเมื่อ 1 ก.ค. 2018)

ครึ่งแรกของปี 2018 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ “โหด” มาก สำหรับนักลงทุนทั่วโลก เพราะตลาดหุ้นพากันเทกระจาด เจ็บตัวกันถ้วนหน้า

นำโดยตลาดหุ้นจีน ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปรับตัวลดลงจากต้นปีราว 15% ลงจากจุดสูงสุดระหว่างเดือน ม.ค. เกือบ 20% ส่วน หั่งเสง ฮ่องกง ลดลงประมาณ 5% นิคเคอิ ลดกว่า 5% DAX เยอรมนี ลด 4% กว่าๆ พอๆ กับสิงคโปร์ที่ลงมาเกือบ 4%

ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายหนักกว่านั้นเยอะ เช่น ตลาดหุ้นไทย ที่ปรับลดลงมา 9% จากพันแปดร้อยปลายๆ เหลือไม่ถึง 1,600 จุด ส่วนมาเลเซียเพื่อนบ้านลง 5.86% และที่หนักสุดคือฟิลิปปินส์ ลดลงกว่า 16%

จะมีก็แต่ตลาดหุ้นอเมริกาพี่ใหญ่ ที่แม้จะมีประธานาธิบดีห่ามๆ แต่ก็ยังโต โดยนอกจากดาวโจนส์ ที่ลด 1.8% อีกสองดัชนีต่างเป็นบวก โดย S&P 500 บวก 1.7% และแนสแด็ค บวก 8.8%

ปัจจัยหลักที่ทำให้หุ้นลง คงหนีไม่พ้นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีน ที่เล่นกันหนักขึ้นทุกที จนนักลงทุนทั่วโลกต่างเป็นกังวล ตามมาด้วยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และเรื่องเงินเฟ้อ

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา ทำให้หลายคนคิดว่า “วิกฤต” ที่มักจะวนเวียนมาทุกๆ สิบปี อาจอุบัติขึ้นในปีนี้ เพราะมันปัจจัยทุกอย่างมัน “ได้”

บางคนมองว่า มันเริ่มต้นขึ้นแล้วด้วยซ้ำไป !!

ผมเคยพูดถึงวัฏจักร “วิกฤตสิบปีครั้ง” อยู่บ่อยๆ พอครึ่งปีแรกเป็นเช่นนี้ ก็แอบคิดว่ารอบนี้อาจจะ “ใช่” คือถึงแม้ไม่ใช่วิกฤต อย่างน้อยน่าจะเป็น “ตลาดหมีหนักๆ” ค่อนข้างแน่

นี่เป็นเวลาที่ผมและนักลงทุนจำนวนมากซึ่งอยู่ในตลาดหุ้นมานาน รอคอยมา “สิบปีเต็ม” ดังที่ ดร.นิเวศน์ เพิ่งให้สัมภาษณ์คุณสุทธิชัย หยุ่น ไว้ว่า สิบปีที่ผ่านมา เป็นสิบปีที่ไม่มี “วิกฤตย่อย” เลย คือดีมาตลอดสิบปี นั่นทำให้หลายฝ่ายยิ่งมองว่า คราวนี้น่าจะลงจริงและลงหนัก เพราะมันสงบนิ่งมานานแล้ว (ที่จริงมีวิกฤตหนี้ยุโรปสอดแทรกมาเป็นระยะเหมือนกัน แต่ผลกระทบกลับน้อยมาก)

ต่อไปน้ี ผมขอไล่เรียงสิ่งที่จะทำในสถานการณ์ปัจจุบัน เผื่อบางท่านอาจประยุกต์ไปใช้กับการลงทุนของตัวเองได้นะครับ

  1. ผมจะทยอยขายหุ้นที่มีโอกาสเติบโตน้อยที่สุดในพอร์ตออกไป แล้วแบ่งเงินที่ได้มาเป็นสองส่วน ส่วนแรกเตรียมไว้เป็นกระสุน ยังไม่ซื้ออะไร อีกส่วนหนึ่งนำไปซื้อหุ้นที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า และราคาลดลงมาพร้อมๆ กับตลาด
  2. ผมจะงดลงทุนอย่างอื่นทั้งหมด ไม่เอาเงินไปซื้อคอนโด ซื้อบ้าน ซื้อรถ เวลาเช่นนี้ การลงทุนทุกอย่างรอได้ แต่โอกาสสิบปีครั้งจะรอช้าไม่ได้
  3. แม้ใครแนะให้เอาเงินไปซื้อ LTF ในช่วงนี้ แต่ผมไม่เอาเด็ดขาด จุดประสงค์หลักของ LTF คือเพื่อลดหย่อนภาษี แต่จุดประสงค์หลักเวลานี้คือเราต้องการรวย LTF เอาไว้ซื้อ ธ.ค. ได้ แพงก็ช่างมัน ยังไงก็ต้องถือไปอีกนาน ตอนนี้ซื้อหุ้นก่อน (แม้ว่าที่จริงซื้อไปก็ไม่กระทบอะไร เพราะเป็นเงินนิดเดียว แต่ผมไม่อยากเสียสมาธิกับมัน)
  4. ผมจะไม่ขายหุ้นดีในพอร์ตทิ้ง หุ้นทุกตัวเป็นหุ้นที่ผมเลือกมาดีแล้ว เหตุที่ราคามันลงมาเพราะต่างชาติขาย ไม่ใช่เพราะตัวของมันมีปัญหา นาทีนี้ต้องซื้อเพิ่ม ไม่ใช่ขาย
  5. เมื่อเห็นว่าหุ้นลงมาพอสมควรแล้ว ผมจะเข้าซื้อหุ้นตัวท้อป 1-2 ตัวแรกใน wish list ก่อน (ซึ่งโดยมากจะเป็นหุ้นที่ผมมีในพอร์ตอยู่แล้ว) เช่น สมมุติว่า wish list ของผมมีหุ้นอยู่ห้าตัว ผมจะยังไม่ซื้อตัวที่สามถึงห้า แต่จะซัดไปกับสองตัวแรกไม่น้อยกว่า 60-70% ของเงิน
  6. เงินส่วนที่เหลือ 30-40% จากข้อ 5 จึงเอามาซื้อหุ้นตัวรองๆ ลงไปใน wish list แต่รวมๆ แล้วจะไม่เกินห้าตัว เพราะดังที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยสอนไว้ว่า ไม่มีใครรวยจากไอเดียที่ดีในลำดับที่เจ็ด
  7. ผมจะหยุดงานอื่น แล้วหาหุ้นให้หนักขึ้น เช่น ปกติผมแปลหนังสือค่อนข้างเยอะ ในช่วงนี้ผมจะลดเวลาแปลหนังสือลง 50% แล้วเอาเวลาที่เพิ่มขึ้นมามาหาหุ้น งานทุกอย่างเป็นงานรองไปหมดแล้วในภาวะเช่นนี้
  8. ผมจะไม่จำกัดตัวเองอยู่เพียงหุ้นไทย แต่จะหาหุ้นของประเทศอื่นที่ปรับตัวลงมาเยอะด้วย (ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่หุ้นสหรัฐฯ) เช่น หุ้นจีน ฯลฯ ประเทศไทยหุ้นลงเยอะยังไง PE ก็ยังอยู่แถวๆ 16 เท่า ของดีมีอยู่ทั่วโลก มองให้พ้นเมืองไทยไปซะ
  9. ผมจะหยิบหนังสือลงทุนมาทบทวนบ้างเพื่อลับคมสมอง เหมือนนักรบที่ในช่วงพักต้องเอาหอกเอาดาบมาลับให้คม แต่คงจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มหนาๆ เพราะใช้เวลากับการหาหุ้นมากกว่า ที่สำคัญคือ ผมจะไม่เสียเวลาอ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวกับการลงทุน หนังสือบางเล่มใช้ชื่อว่าหนังสือลงทุน แต่เป็นเรื่องอ่านสนุกที่ประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้ยาก เช่นนี้ผมไม่อ่านแน่ เวลาเป็นของมีค่า
  10. ผมจะพยายามมองโลกในแง่บวกให้มากที่สุด แม้ใครจะบอกว่านี่เป็นเทศกาล “คืนกำไร” บางคนบ่นว่า เงินที่ได้มาปีที่แล้วทั้งปี ครึ่งปีนี้หายไปหมดแล้ว แต่ผมกลับมองเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะหุ้นเดิมของผมไม่ได้เดือดร้อน เพียงแค่มีคนมาตีมูลค่ามันลดลง ผมรอโอกาสนี้มาสิบปี และดูเหมือนว่ามันใกล้จะมาถึงแล้ว ยิ่งลดก็ยิ่งดี ผมไม่กลัว มีแต่จะซื้อเพิ่ม

ผมเคยเปลี่ยนฐานะขึ้นมาได้ในปี 2008 ถึงปีนี้ 2018 ถ้า “วิกฤตตลาดหุ้น” หรือ “ภาวะตลาดหมี” มาถึงจริง ผมจะทำมันอีกครั้ง และทำให้ดีกว่าเก่า

เพราะโอกาสของผม (อาจ) ใกล้มาถึงแล้ว 

สรุปง่ายๆ ทำไมหุ้นตก

despaired-2261021_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังจากหุ้นอเมริกาถูก “เทขาย” มาสองวัน คือศุกร์ที่ 2 และจันทร์ที่ 5 ก.พ. ก่อนจะเด้งกลับมาได้ในที่สุด หลายคนอาจยังไม่กระจ่างชัดนักว่าเกิดจากอะไร

ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ หากเราจะศึกษาหลักการของมันเอาไว้ เพื่อเตรียมวางแผนสำหรับการลงทุนในอนาคต

ขอสรุปมาสั้นๆ ง่ายๆ ให้ได้อ่านกัน ดังนี้ครับ

หนึ่ง) “trigger” หลักของการที่หุ้นตกคือตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯที่ดีขึ้นมาก ประกอบกับค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มไปถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

พูดรวมๆ คือ เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น 

สอง) เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง หรือ “ดี” ขึ้นนี้ ถ้าคิดแบบชั้นเดียว หุ้นก็น่าจะขึ้นตาม แต่กลับไม่อย่างนั้น ทำไมน่ะหรือ?

สาม) ก็เพราะ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สิบปี” ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2.84% ซึ่งเป็นระดับ new high ในรอบหลายปี อันเป็นผลจากเงินเฟ้อดังกล่าว

(เวลาเงินเฟ้อเพิ่ม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะสูงขึ้น เพราะคนต้องการผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่มากกว่า เพื่อเอามาชดเชยกำลังซื้อที่ลดลง)

สี่) และ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล” ที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ที่ส่งผลต่อ “หุ้น” มากที่สุด เพราะมันคือ “ตัวเปรียบเทียบ” (benchmark)

ถ้าผลตอบแทน (หรือดอกเบี้ย) ของพันธบัตรสูง หุ้นก็จะตก ถ้าผลตอบแทนพันธบัตรต่ำ หุ้นก็จะขึ้น

อธิบายแบบชาวบ้านก็คือ เวลาดอกเบี้ยขึ้น คนก็อยากเอาเงินมาซื้อพันธบัตร เวลาดอกเบี้ยลง คนก็เห็นว่าเอาเงินไปลง “หุ้น” (และสินทรัพย์อื่นๆ) ดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ เมื่อผลตอบแทนพันธบัตร “พุ่งพรวด” ในรอบนี้ ราคาหุ้นจึง “ลงฮวบฮาบ” นั่นเอง

หวังว่าน่าจะช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น เผื่อเอาไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังต่อได้ครับ


สิบข้อคิด เพื่อ “คว้าโอกาส” หากตลาดพัง 2018

tree-3097419_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในภาวะที่มีความเป็นไปได้ว่า market crash  อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ผมขอเอา “สิบข้อคิด” สำหรับการ “คว้าโอกาส” หากตลาดพังครืน ที่เคยเขียนไว้เมื่อวิกฤตครั้งก่อน มาให้ท่านได้อ่านกันใหม่ในที่นี้ ดังนี้ครับ

  1. เขียน Wish List ของคุณไว้ – ระบุให้ชัดเจนว่าเล็งหุ้นตัวไหนไว้บ้าง หากราคาตกลงมาถึงเท่าไรจะซื้อเป็นจำนวนเท่าไร รวมแล้วมีงบสำหรับหุ้นตัวนี้เท่าไร เป็นสัดส่วนเท่าไรของพอร์ท ลองร่างภาพรวมของพอร์ทที่ต้องการออกมาเลยยิ่งดี การเขียนรายการที่ปรารถนาไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ในเวลาที่โอกาสมาถึง
  2. เตรียมกระสุน – หากคุณมีเงินสด จงเตรียมไว้ให้พร้อม และให้พอ แต่หากไม่มีเงินสด และจำเป็นต้องขายหุ้นที่มีเพื่อเอาไปซื้อตัวอื่น ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าหุ้นตัวไหนมีโอกาสเติบโตน้อยที่สุดแล้วขายตัวนั้น แต่ต้องมั่นใจว่าตัวใหม่ที่จะเข้าไปซื้อดีกว่าตัวปัจจุบันแน่ๆ ต้องระวังว่า “หญ้าอีกฝั่งหนึ่งแม้ดูเขียวกว่าแต่อาจไม่ดีเท่าหญ้าฝั่งเราก็ได้”
  3. อย่าพยายามหาจุดต่ำสุด – คุณไม่มีทางรู้ว่าก้นเหวอยู่ที่ไหน จะตกลงไปถึงกี่จุด 1700, 1500 หรือ 1300 จุด ก็ไม่รู้ ดังนั้น อย่าพยายามค้นหา ไม่จำเป็นต้องฟังนักวิเคราะห์ เพราะความจริงคือ “ไม่มีใครรู้หรอก”
  4. ดูหุ้นเป็นรายตัว อย่าดูทั้งตลาด – หากจะลงทุนในหุ้นตัวไหน ให้ศึกษาพื้นฐานของกิจการและจับตาความเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนั้นๆ ประกอบ ดีกว่าที่จะเข้าซื้อในวันที่ทั้งตลาดตก เพราะในสถานการณ์ที่ผันผวน คุณไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าวันต่อไปจะเป็นเช่นไร
  5. ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ – คำขวัญ “Anything is Possible” ปกติใช้ในทางบวก แต่ในที่นี้ใช้ในทางลบ คืออย่าคิดว่าอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้น อย่าคิดว่าอะไรเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด อย่าคิดว่าหุ้นตัวไหนไม่มีทางตกลงไปมากกว่าจุดนั้นจุดนี้ เพราะในเวลาวิกฤต ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ
  6. ตามข่าวเพื่อเข้าใจภาพรวม – ปกติ VI พันธุ์แท้ไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเกาะติดมากนัก เพราะเราให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการเป็นสำคัญ แต่ในสถานการณ์แบบนี้เราควรเข้าใจภาพรวมของวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นพื้นฐานเอาไว้ เช่น ดอกเบี้ยอเมริกาจะขึ้นอีกเท่าไร, ตัวเลขการจ้างงานเป็นอย่างไร
  7. อย่าหลงไปกับการ Rebound – เวลาหุ้นถูกแรงบีบให้ลงต่ำมาเรื่อยๆ พอมีข่าวดีหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สักเล็กน้อย หุ้นจะดีดกลับขึ้นแรงมากเพราะถูกอั้นไว้นาน ซึ่งไม่ได้แปลว่าสถานการณ์โดยรวมมีอะไรดีขึ้นมากมายแต่อย่างใด ดังนั้น หากกระโดดเข้าไปซื้ออาจพลาดพลั้งได้
  8. อย่ากลัวตกรถไฟ –ในช่วงวิกฤต มักเกิด “Head & Shoulders Pattern” คือ ดัชนีตกถึงจุดหนึ่งแล้วหันหัวกลับขึ้นไป ซึ่งอาจไม่ใช่แค่การ Rebound สั้นๆ แต่ขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้เราเชื่อว่า “คราวนี้ของจริง” แล้วกระโดดเข้าไปซื้อ จากนั้นดัชนีก็ตกลงอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น คิดให้ดี อย่าเอาแต่กลัวที่จะพลาดโอกาสทอง จงอย่ากลัวที่จะตกรถไฟ ถ้าไม่รู้ว่ารถไฟขบวนนั้นจะพาคุณไปไหน
  9. ซื้อแล้วอย่าคิดมาก – เราไม่มีทางซื้อได้ที่จุดต่ำสุด ถ้าเลือกถูกตัว ยังไงก็กำไร อย่าลืมว่า VI เราถือยาวอยู่แล้ว อย่าอิจฉาถ้าใครเขาซื้อได้ถูกกว่าเรา บั่นทอนจิตใจเปล่าๆ
  10. เน้นหุ้นพื้นฐานดีสุดๆ – ปกติ VI เน้นซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว แต่กรณีวิกฤตมักมีของดีราคาถูกเต็มไปหมด จึงยิ่งต้อง “เน้นของดี” เป็นหลัก เวลาแบบนี้ คุณไม่ต้องไปเสี่ยงกับกิจการที่อนาคตไม่แน่นอนใดๆ เพราะหุ้นของกิจการที่มั่นคงมากๆ โตเร็วๆ มันก็ถูกอยู่แล้ว ในเมื่อโอกาสทองมาถึงแล้ว จะเสี่ยงไปทำไม?!!

และนี่ก็คือหลักในการ “คว้าโอกาสจากวิกฤต” 10 ประการ ของ Club VI ขอให้ทุกคนทำผลงานให้ดีที่สุดในโอกาสที่ (อาจจะ) กำลังมาถึงครับ