โชคดีที่ไม่มีเงินสด

smiley-2979107_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หุ้นไทยที่ปรับตัวลงมากว่าสิบเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นปี ทำเอานักลงทุนจำนวนมากอกสั่นขวัญหาย แม้ผมจะบอกให้นักลงทุนใจเย็นๆ อย่าหวั่นไหวกับราคาหุ้นที่ร่วงลงมาเยอะ แต่ให้ใช้เวลานี้ตั้งสติและเตรียมตัวหาโอกาสเข้าไปเก็บหุ้น ก็มักมีเสียงบ่นกลับมาเสมอว่า “เงินหมดแล้ว” “ไม่มีเงินแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว” ฯลฯ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมอยากให้ “มองบวก” เข้าไว้ การที่ท่านไม่มีเงินสด หรือมีเงินสดเพียงเล็กน้อยอยู่ในมือ นั่นหมายความว่าท่านใช้ “กลยุทธ์ที่ถูกต้อง” มาตลอด

กล่าวคือ ท่าน “ไม่ได้ถือเงินสดไว้เยอะเกินไป”

ลองคิดดูนะครับว่า

หนึ่ง) ตลาดหุ้นไทยเติบโตต่อเนื่องมาหลายปี หากท่านถือเงินสดรอโอกาสไว้ ท่านจะเสียโอกาสไปเยอะมาก ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าท่านอยากได้หุ้นสนามบินตัวหนึ่งตั้งแต่กลางปี 2016 หรือเมื่อสองปีที่แล้ว แล้วท่านก็ถือเงินสดรอไว้ อะไรจะเกิดขึ้น?

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จากวันนั้นถึงวันนี้ หุ้นสนามบินตัวดังกล่าว ราคาสูงขึ้นจากประมาณ 450 บาท มาอยู่ที่ 670 บาท ณ ปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นมาเกือบ 50% ซึ่งต่อให้ครั้งนี้เกิดวิกฤตจริง ก็ไม่แน่ว่าหุ้นสนามบินตัวนี้จะราคาตกลงไปถึง 50%

ดังนั้น ถ้าท่านเข้าซื้อหุ้นสนามบินตั้งแต่เวลานั้น ก็อาจเป็นสิ่งที่ดีกว่าการรอจนถึงวันนี้แล้วค่อยซื้อ

สอง) แม้กระทั่ง “ต้นแบบแห่งวีไอไทย” อย่าง ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ยังพูดอยู่บ่อยครั้งว่า ตัวท่านได้ลดการถือหุ้นมาถือเงินสดอยู่หลายปี ซึ่งทำให้เสียโอกาสไปไม่น้อย ช่วงหลังๆ จึงทยอยเอาเงินกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

หากแม้แต่นักลงทุนหมายเลขหนึ่งยังรู้สึกเสียดายที่ตัวเองถือเงินสดไว้ ท่านก็ไม่ควรโทษตัวเองหากวันนี้qไม่มีเงิน

สาม) อันนี้จากประสบการณ์ส่วนตัว คือ สมัยเริ่มแรกที่ผมลงทุนเมื่อสิบกว่าปีก่อน นักลงทุนเน้นมูลค่าจำนวนมาก นิยมที่จะถือ “หุ้น 100%” ด้วยซ้ำไป แม้ในช่วง 2-3 ปีหลัง ดัชนีจะพุ่งขึ้นมาทะลุ 1,800 จุด แต่จากที่ผมได้พูดคุยกับเพื่อนฝูงซึ่งฝีมือลงทุนระดับท้อปหลายคน ต่างคนต่างก็พูดตรงกันว่า ไม่เคยถือเงินสดเกิน 30 เปอร์เซ็นต์เลย (ผมเองก็ไม่เคยถือเงินสดเงิน 20 เปอร์เซ็นต์)

ดังนั้น ถ้าท่านมีเงินสดไม่เกิน 30% ผมก็ยืนยันโดยไม่มีหลักฐานใดๆ ได้ว่า ท่านไม่ได้แตกต่างจากคนเก่งๆ อีกจำนวนมาก

โดยสรุปก็คือ หากวันนี้ท่านไม่มีเงินสดหรือมีเงินสดในมือเพียงเล็กน้อย ท่านต้องอย่าโทษตัวเอง เพราะท่าน “ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”

สิ่งที่ควรทำ ณ ตอนนี้ คือเลิกเสียดายสิ่งที่ผ่านพ้นไป แต่จงขวนขวายหาเงินสดมาเพิ่มให้ได้

บางคนอาจเถียงในใจว่า “ก็กูบอกอยู่นี่ว่าไม่มีเงิน จะให้ไปหาเงินจากไหน?!!”

ผมขอเสนอว่า ให้ท่านคิด “เสมือนคนจนตรอก” เช่นคิดว่า “ถ้าเรากำลังป่วยหนัก ต้องหาเงินมารักษา ไม่งั้นจะตาย เราจะหาเงินมาจากไหน?” หากคิดเช่นนี้ สุดท้ายแล้วท่านจะหาทางออกจนพบ คือหาเงินมาซื้อหุ้นจนได้

ฝรั่งเค้าบอก “Where there is a will, there is a way” ที่ไหนมีฝัน ที่นั่นมีหนทาง คนเราถ้าพยายามเพียงพอ ก็ย่อมจะหาทางออกได้ทุกเรื่อง

ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ครับ

 

Advertisements

สรุปง่ายๆ ทำไมหุ้นตก

despaired-2261021_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังจากหุ้นอเมริกาถูก “เทขาย” มาสองวัน คือศุกร์ที่ 2 และจันทร์ที่ 5 ก.พ. ก่อนจะเด้งกลับมาได้ในที่สุด หลายคนอาจยังไม่กระจ่างชัดนักว่าเกิดจากอะไร

ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ หากเราจะศึกษาหลักการของมันเอาไว้ เพื่อเตรียมวางแผนสำหรับการลงทุนในอนาคต

ขอสรุปมาสั้นๆ ง่ายๆ ให้ได้อ่านกัน ดังนี้ครับ

หนึ่ง) “trigger” หลักของการที่หุ้นตกคือตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯที่ดีขึ้นมาก ประกอบกับค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มไปถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

พูดรวมๆ คือ เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น 

สอง) เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง หรือ “ดี” ขึ้นนี้ ถ้าคิดแบบชั้นเดียว หุ้นก็น่าจะขึ้นตาม แต่กลับไม่อย่างนั้น ทำไมน่ะหรือ?

สาม) ก็เพราะ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สิบปี” ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2.84% ซึ่งเป็นระดับ new high ในรอบหลายปี อันเป็นผลจากเงินเฟ้อดังกล่าว

(เวลาเงินเฟ้อเพิ่ม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะสูงขึ้น เพราะคนต้องการผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่มากกว่า เพื่อเอามาชดเชยกำลังซื้อที่ลดลง)

สี่) และ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล” ที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ที่ส่งผลต่อ “หุ้น” มากที่สุด เพราะมันคือ “ตัวเปรียบเทียบ” (benchmark)

ถ้าผลตอบแทน (หรือดอกเบี้ย) ของพันธบัตรสูง หุ้นก็จะตก ถ้าผลตอบแทนพันธบัตรต่ำ หุ้นก็จะขึ้น

อธิบายแบบชาวบ้านก็คือ เวลาดอกเบี้ยขึ้น คนก็อยากเอาเงินมาซื้อพันธบัตร เวลาดอกเบี้ยลง คนก็เห็นว่าเอาเงินไปลง “หุ้น” (และสินทรัพย์อื่นๆ) ดีกว่า

ด้วยเหตุนี้ เมื่อผลตอบแทนพันธบัตร “พุ่งพรวด” ในรอบนี้ ราคาหุ้นจึง “ลงฮวบฮาบ” นั่นเอง

หวังว่าน่าจะช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น เผื่อเอาไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังต่อได้ครับ


สิบข้อคิด เพื่อ “คว้าโอกาส” หากตลาดพัง 2018

tree-3097419_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในภาวะที่มีความเป็นไปได้ว่า market crash  อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ผมขอเอา “สิบข้อคิด” สำหรับการ “คว้าโอกาส” หากตลาดพังครืน ที่เคยเขียนไว้เมื่อวิกฤตครั้งก่อน มาให้ท่านได้อ่านกันใหม่ในที่นี้ ดังนี้ครับ

  1. เขียน Wish List ของคุณไว้ – ระบุให้ชัดเจนว่าเล็งหุ้นตัวไหนไว้บ้าง หากราคาตกลงมาถึงเท่าไรจะซื้อเป็นจำนวนเท่าไร รวมแล้วมีงบสำหรับหุ้นตัวนี้เท่าไร เป็นสัดส่วนเท่าไรของพอร์ท ลองร่างภาพรวมของพอร์ทที่ต้องการออกมาเลยยิ่งดี การเขียนรายการที่ปรารถนาไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ในเวลาที่โอกาสมาถึง
  2. เตรียมกระสุน – หากคุณมีเงินสด จงเตรียมไว้ให้พร้อม และให้พอ แต่หากไม่มีเงินสด และจำเป็นต้องขายหุ้นที่มีเพื่อเอาไปซื้อตัวอื่น ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าหุ้นตัวไหนมีโอกาสเติบโตน้อยที่สุดแล้วขายตัวนั้น แต่ต้องมั่นใจว่าตัวใหม่ที่จะเข้าไปซื้อดีกว่าตัวปัจจุบันแน่ๆ ต้องระวังว่า “หญ้าอีกฝั่งหนึ่งแม้ดูเขียวกว่าแต่อาจไม่ดีเท่าหญ้าฝั่งเราก็ได้”
  3. อย่าพยายามหาจุดต่ำสุด – คุณไม่มีทางรู้ว่าก้นเหวอยู่ที่ไหน จะตกลงไปถึงกี่จุด 1700, 1500 หรือ 1300 จุด ก็ไม่รู้ ดังนั้น อย่าพยายามค้นหา ไม่จำเป็นต้องฟังนักวิเคราะห์ เพราะความจริงคือ “ไม่มีใครรู้หรอก”
  4. ดูหุ้นเป็นรายตัว อย่าดูทั้งตลาด – หากจะลงทุนในหุ้นตัวไหน ให้ศึกษาพื้นฐานของกิจการและจับตาความเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนั้นๆ ประกอบ ดีกว่าที่จะเข้าซื้อในวันที่ทั้งตลาดตก เพราะในสถานการณ์ที่ผันผวน คุณไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าวันต่อไปจะเป็นเช่นไร
  5. ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ – คำขวัญ “Anything is Possible” ปกติใช้ในทางบวก แต่ในที่นี้ใช้ในทางลบ คืออย่าคิดว่าอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้น อย่าคิดว่าอะไรเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด อย่าคิดว่าหุ้นตัวไหนไม่มีทางตกลงไปมากกว่าจุดนั้นจุดนี้ เพราะในเวลาวิกฤต ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ
  6. ตามข่าวเพื่อเข้าใจภาพรวม – ปกติ VI พันธุ์แท้ไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเกาะติดมากนัก เพราะเราให้ความสำคัญกับพื้นฐานกิจการเป็นสำคัญ แต่ในสถานการณ์แบบนี้เราควรเข้าใจภาพรวมของวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นพื้นฐานเอาไว้ เช่น ดอกเบี้ยอเมริกาจะขึ้นอีกเท่าไร, ตัวเลขการจ้างงานเป็นอย่างไร
  7. อย่าหลงไปกับการ Rebound – เวลาหุ้นถูกแรงบีบให้ลงต่ำมาเรื่อยๆ พอมีข่าวดีหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สักเล็กน้อย หุ้นจะดีดกลับขึ้นแรงมากเพราะถูกอั้นไว้นาน ซึ่งไม่ได้แปลว่าสถานการณ์โดยรวมมีอะไรดีขึ้นมากมายแต่อย่างใด ดังนั้น หากกระโดดเข้าไปซื้ออาจพลาดพลั้งได้
  8. อย่ากลัวตกรถไฟ –ในช่วงวิกฤต มักเกิด “Head & Shoulders Pattern” คือ ดัชนีตกถึงจุดหนึ่งแล้วหันหัวกลับขึ้นไป ซึ่งอาจไม่ใช่แค่การ Rebound สั้นๆ แต่ขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้เราเชื่อว่า “คราวนี้ของจริง” แล้วกระโดดเข้าไปซื้อ จากนั้นดัชนีก็ตกลงอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น คิดให้ดี อย่าเอาแต่กลัวที่จะพลาดโอกาสทอง จงอย่ากลัวที่จะตกรถไฟ ถ้าไม่รู้ว่ารถไฟขบวนนั้นจะพาคุณไปไหน
  9. ซื้อแล้วอย่าคิดมาก – เราไม่มีทางซื้อได้ที่จุดต่ำสุด ถ้าเลือกถูกตัว ยังไงก็กำไร อย่าลืมว่า VI เราถือยาวอยู่แล้ว อย่าอิจฉาถ้าใครเขาซื้อได้ถูกกว่าเรา บั่นทอนจิตใจเปล่าๆ
  10. เน้นหุ้นพื้นฐานดีสุดๆ – ปกติ VI เน้นซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว แต่กรณีวิกฤตมักมีของดีราคาถูกเต็มไปหมด จึงยิ่งต้อง “เน้นของดี” เป็นหลัก เวลาแบบนี้ คุณไม่ต้องไปเสี่ยงกับกิจการที่อนาคตไม่แน่นอนใดๆ เพราะหุ้นของกิจการที่มั่นคงมากๆ โตเร็วๆ มันก็ถูกอยู่แล้ว ในเมื่อโอกาสทองมาถึงแล้ว จะเสี่ยงไปทำไม?!!

และนี่ก็คือหลักในการ “คว้าโอกาสจากวิกฤต” 10 ประการ ของ Club VI ขอให้ทุกคนทำผลงานให้ดีที่สุดในโอกาสที่ (อาจจะ) กำลังมาถึงครับ