มาร์ธา สจ๊วร์ต คนดังที่ต้อง “เข้าคุก” เพราะข้อมูลอินไซด์

800px-Martha_Stewart_2011_Shankbone

โดย Club VI

หากจะเอ่ยถึงนักธุรกิจหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในนั้นย่อมเป็น มาร์ธา สจ๊วร์ต เธอคือเซเลบชื่อดังที่สร้างอาณาจักรสื่อของตัวเองขึ้นมาจนยิ่งใหญ่

บริษัทของมาร์ธามีรายการโทรทัศน์หลายรายการ มีนิตยสาร ขายสินค้า รวมทั้งทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้วย (ธุรกิจของเธอคล้ายๆ กับเครืออมรินทร์ของเมืองไทย)

ในปี 2004 ชีวิตของมาร์ธาเดินทางมาถึงจุดพลิกผัน เมื่อเธอถูกศาลตัดสินจำคุกในข้อหาปกปิดหลักฐานและให้การเท็จ อันเนื่องมาจากการใช้ “ข้อมูลวงใน” เพื่อขายหุ้นของบริษัทยา “แอมโคลน ซีสเต็มส์”

ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ ในปี 2001 ผลิตภัณฑ์ยาตัวหนึ่งของแอมโคลน ชื่อ “เออร์บิทักซ์” ซึ่งเป็นทีเด็ดของบริษัท ถูก เอฟดีเอ หรือองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ตัดสินไม่อนุมัติให้ใช้ ปรากฏว่า หลังจากมีการประกาศข่าวนี้ออกไปในวันที่ 28 ธ.ค. 2001 หุ้นของแอมโคลนก็ร่วงลงถึง 16% ในวันเดียว

ต่อมา กลต. ได้เข้าไปตรวจสอบและพบว่า ผู้บริหารของแอมโคลนรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องหลายคนได้ขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากในวันที่ 27 ธ.ค. ก่อนที่ข่าวจะถูกเผยแพร่เพียงหนึ่งวัน ในจำนวนนั้นคือ ซามูเอล วัคซอล ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่ได้แนะนำให้ลูกสาวและพ่อของเขาขาย โดยตัวเขาเองก็พยายามขายหุ้นทิ้งด้วยแต่ขายไม่ทัน

ดูๆ แล้วเคสนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับมาร์ธาเลย เพราะธุรกิจของเธอก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับธุรกิจยา หากไม่ใช่เพราะหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคือ ปีเตอร์ พาคาโนวิซ โบรกเกอร์ของมาร์ธา ซึ่งทำงานอยู่ที่เมอร์ริล ลินช์

โดยระหว่างการสอบสวน ดักลาส ฟันเนิล ผู้ช่วยของพาคาโนวิซ ได้ให้ปากคำว่า นายของเขาสั่งให้กระซิบบอก มาร์ธา สจ๊วร์ต ว่า ซีอีโอของแอมโคลนกำลังเทขายหุ้น เพราะทราบข่าวว่าเอฟดีเอจะมีมติไม่อนุมัติยาของแอมโคลน และมาร์ธาก็สั่งขายหุ้นทิ้งทันทีในวันนั้น

หลังจากสู้คดีอยู่นาน มาร์ธา สจ๊วร์ต ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริง และถูกสั่งจำคุก โดยเธอต้องติดคุกอยู่ที่เรือนจำกลางในเวสต์ เวอร์จิเนีย ถึงห้าเดือน ก่อนจะถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านอีกห้าเดือน และรอลงอาญาไว้อีกสองปี

นี่เป็นเรื่องที่อื้อฉาวและฮือฮาอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าผู้หญิงเก่งที่เป็นขวัญใจแม่บ้านอเมริกันทั่วประเทศจะประสบชะตากรรมถึงขั้นเข้าคุกได้ !!

อย่างไรก็ตาม หลังจากพ้นโทษ มาร์ธาค่อยๆ ฟื้นฟูธุรกิจและภาพลักษณ์ของตัวเธอเองขึ้นมา ในปี 2011 เธอได้รับบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศของรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ ซึ่งถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่แห่งชีวิตของเธอ ก่อนจะกลับเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท มาร์ธา สจ๊วร์ต ออมนิมีเดีย ที่ตัวเธอเองเป็นผู้ก่อตั้งอีกครั้งในปี 2o12

กรณี “มาร์ธา สจ๊วร์ต ติดคุก” ได้กลายเป็นบทเรียนให้กับหลายๆ คนว่า การใช้ “ข้อมูลวงใน” ในการซื้อขายหุ้น ถือเป็นการเอาเปรียบสาธารณชน อันเป็นเรื่องร้ายแรงที่มีความผิดทางอาญาและจะยอมความกันไม่ได้

นี่ขนาดแค่ทำตามข่าวที่โบรกเกอร์บอกมา โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้บริหารและไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทนั้นๆ แต่ด้วยการพูดเท็จและปกปิดหลักฐาน มาร์ธายังต้องรับโทษทัณฑ์ เข้าไปชดใช้ความผิดในคุกตะราง (นี่ยังไม่นับว่าเธอเป็นทั้งคนดังและมีฐานะเข้าขั้นมหาเศรษฐีด้วย)

พอได้ย้อนศึกษากรณีมาร์ธา สจ๊วร์ต ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงอีกกรณีหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ คนที่ทำ เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร เป็นผู้เจรจาซื้อกิจการด้วยตนเอง และใช้ข้อมูลนั้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง

จะมองมุมไหน ความผิดนั้นก็ถือว่า “เต็มเปา” และ “จังเบ้อเร่อ” มากกว่ามาร์ธาหลายเท่านัก แต่ด้วยข้อจำกัดทางกระบวนการยุติธรรม ผลจึงออกมาอย่างที่เห็นครับ

[Credit: ข้อมูลประกอบจาก วิกิพีเดีย, ภาพประกอบโดย David Shankbone]

 

การลงทุนสามประเภทของปู่

200px-Warren_Buffett_KU_Visit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ แบ่งการลงทุนออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

ประเภทแรก คือการลงทุนในรูปของ “เงินตรา” (currency-based investment) เช่น เงินฝากธนาคาร พันธบัตร หรือกองทุน money market ต่างๆ

การลงทุนประเภทนี้ ทฤษฎีการเงินบอกว่าความเสี่ยงเป็น “ศูนย์” แต่ปู่กลับชี้ชัดว่า มันคือการลงทุนที่ “อันตรายที่สุด” เนื่องจากต้องเผชิญ “เงินเฟ้อ” ที่คอยทำลายมูลค่าอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเจอฤทธิ์ของ “ภาษี” มาผสมโรงด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะรักษา “อำนาจซื้อ” เอาไว้ได้

นี่จึงเป็นการลงทุนที่ปู่ “ชอบน้อยที่สุด”

การลงทุนประเภทที่สอง คือการลงทุนที่ในสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อตัวของมันเป็นที่ต้องการมากขึ้นเช่น ทองคำ อัญมณี สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ

สินทรัพย์จำพวกนี้ เมื่อมีคนจำนวนมากขึ้นอยากได้มัน ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น เมื่อคนต้องการมันน้อยลง ราคาก็จะลดต่ำลง และหากไม่มีใครอยากได้มันอีกต่อไป มันก็จะหมดค่าลงไปในทันที

ปู่บอกว่า หากคุณมีทองคำอยู่หนึ่งออนซ์ มันก็จะมีน้ำหนักหนึ่งออนซ์ตลอดไป ไม่มีทาง “งอก” ขึ้นมามากกว่านั้นได้ แม้บางวันคุณจะเหงา อยากคุยกับมัน มันก็จะไม่ยอมคุยกับคุณอย่างแน่นอน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ มันจะไม่ให้ “ผลตอบแทน” ใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่คุณทำได้คือถือมันไว้เฉยๆ เท่านั้น! นี่จึงเป็นการลงทุนที่ปู่ “รู้สึกกลางๆ”

การลงทุนประเภทที่สาม คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ “ผลิตผล” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในธุรกิจ เรือกสวนไร่นา หรืออสังหาริมทรัพย์

ปู่บอกว่า การลงทุนจำพวกนี้ มีโอกาสสูงสุดที่จะรักษา “อำนาจซื้อ” เอาไว้ได้

เหตุก็เพราะว่า ไม่ว่าในอนาคต ผู้คนจะใช้สินทรัพย์อะไรเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน จะเป็น “เงินกระดาษ” หรือ “เหรียญกษาปณ์” เหมือนทุกวันนี้ หรือจะเป็น “เงินอิเล็คทรอนิค” หรือแม้แต่ หนวดเต่าเหาฉลามที่ไหนก็ตาม

ยังไงเสีย มนุษย์ก็ยังต้องกินต้องใช้ ต้องบริโภค “สินค้า”หรือ “บริการ” ต่างๆ ผู้คนจะยังคงดื่มน้ำอัดลม กินแฮมเบอร์เกอร์ กินอาหารที่ทำจากข้าวโพด ยังต้องมีบ้านอยู่ มียารักษาโรค ฯลฯ

ดังนั้น หากเราถือหุ้นบริษัทโคคาโคล่า หากเราถือหุ้นแม็คโดนัลด์ หากเรามีไร่ข้าวโพด หากเรามีบ้านให้คนเช่า หากเราถือหุ้นบริษัทยา ฯลฯ เราก็จะมี “อำนาจซื้อ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของตัวสินทรัพย์เองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 

รวมทั้ง “ผลิตผล” ที่จะได้รับ ตราบเท่าที่เรายังถือครองสินทรัพย์นั้นๆ (จะอยู่ในรูปของเงินปันผล ข้าวโพด ค่าเช่า หรืออะไรก็ตามแต่)

และนี่แหละ คือการลงทุนที่ปู่ “ชอบที่สุด” และตัวแกเองก็ร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุนในธุรกิจ หรือหากแม้นซื้อไม่ได้ทั้งธุรกิจ แกก็ซื้อ “หุ้น” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และสร้างความมั่งคั่งทบทวี กลายเป็นชายชื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ จึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ “ประเภทของสินทรัพย์” ตามที่ปู่ได้จำแนกไว้ และศึกษาให้รู้ถึงข้อดีข้อเสียของมัน

เพื่อที่จะได้เลือกลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความสามารถของตนเองครับ

 

ปู่กับหุ้นโค้กในตำนาน

truck-573062_640

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หนึ่งในการลงทุนระดับตำนานของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือการเข้าซื้อหุ้น “โคคาโคล่า” บริษัทน้ำดำที่ไม่มีใครในโลกนี้ไม่รู้จัก

ต้องบอกว่า บัฟเฟตต์ “รอ รอ แล้วก็รอ” รวมๆ แล้วเป็นเวลาหลายสิบปี กว่าจะได้ครอบครองหุ้นโค้ก เพราะมันแทบไม่เคย “ถูก” เลย

แม้แต่ตอนที่ปู่ซื้อ พีอีก็อยู่ที่ระดับร่วม 16 เท่า ซึ่งในเวลานั้นถือว่าไม่ใช่น้อยๆ

ปู่เล่าถึงหุ้นโค้กไว้ ซึ่งผมขอสรุปเป็นภาษาไทยให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า นี่เป็นหุ้นที่ “ซื้อยังไงก็ไม่ช้า”

หุ้นโคคาโคล่าเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 1919 ด้วยราคา 40 เหรียญ ปู่บอกว่า หากคุณซื้อหุ้นไว้ ณ วันนั้น โดยเอาเงินปันผลไปลงทุนซ้ำ พอถึงปี 1993 (ซึ่งเป็นปีที่ปู่พูดเรื่องนี้) หุ้นโคคาโคล่าในมือคุณจะเพิ่มมูลค่ากลายเป็น “2.1 ล้านเหรียญ”

… คิดดูแล้วกันนะครับ ว่ามันมากมายมหาศาลขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม ด้วยยอดขายที่เติบโตมาหลายทศวรรษ ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในหลายครั้งหลายครา คนจึงมองว่า “ช้าไปแล้ว” ที่จะลงทุนในหุ้นโค้ก

ปู่เล่าต่อไปว่า ในปี 1938 นิตยสารฟอร์จูนเขียนบทวิเคราะห์ไว้ว่า นับจากปี 1919 บริษัทโคคาโคล่าได้เติบใหญ่จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอเมริกัน ราคาหุ้นนับจากปี 1919 ถึง 1938 เพิ่มจาก 40 เหรียญ กลายเป็น 3,277 เหรียญ หรือมากกว่า 80 เท่า ก่อนจะสรุปว่า มัน “สายเกินไปแล้ว” ที่จะเข้าลงทุน ณ ตอนนั้น

อย่างไรก็ตาม หากเราไม่เชื่อ และเข้าซื้อหุ้นโค้กในปี 1938 ด้วยเงิน 40 เหรียญเท่ากัน โดยเอาปันผลไปลงทุนซ้ำ พอถึงปี 1993 หุ้นโค้กของเราจะทบทวีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 เหรียญ กำไรอื้อซ่าอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจมองได้ว่า โคคาโคล่าเป็นหุ้นที่ “ซื้อยังไงก็ไม่ช้าเกินไป” (แต่จะได้กำไรมากน้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกิจการโคคาโคล่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในปี 1938 บริษัทขายโค้กได้ 207 ล้านลัง พอถึงปี 1993 บริษัทขายโค้กได้ 1,070 ล้านลัง หรือเพิ่มขึ้น “50 เด้ง” ภายในเวลา 55 ปี

ลองคิดดูนะครับว่า จะมีผลิตภัณฑ์ไหนในโลกนี้ที่เป็นอมตะ ขายดิบขายดีต่อเนื่องมาหลายยุคหลายสมัยโดยแทบไม่ต้องเปลี่ยนแปลง เหมือนน้ำดำ “โค้ก” อีก

และนี่แหละครับ คือสุดยอดบริษัทที่น่าลงทุน

ปู่สรุปบทเรียนจากโคคาโคล่าไว้เฉียบคมยิ่ง โดยบอกว่า ในชีวิตการลงทุนของคนเรา คงยากที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องหลายร้อยครั้ง ตัวแกเองและชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนของแก จึงพัฒนากลยุทธ์ในการลงทุนที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจที่ถูกต้องบ่อยครั้งนัก ขอเพียงตัดสินใจอย่างฉลาดมากๆ ไม่กี่ครั้ง… สักปีละครั้งก็เพียงพอแล้ว

ไม่ต้องสงสัยว่าหนึ่งในการตัดสินใจที่ปู่มองว่า “ถูกต้อง” ที่สุด ก็คือการเข้าซื้อหุ้น “โคคาโคล่า” นี่เอง

สิ่งที่นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ ต้องทำก็คือ ศึกษาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ จนเจอ “สุดยอดบริษัท” และลงทุนกับมันให้มากๆ อย่าสะเปะสะปะ

หากคุณทำได้ เชื่อผมเถอะครับว่า มันจะกลายเป็น “หุ้นเปลี่ยนชีวิต” ของคุณอย่างแท้จริง

——————–

ภาพประกอบจาก pixabay.com ข้อมูลประกอบจาก รายงานประจำปีของ บมจ. เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์